ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน:
 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องของพระองค์ท่านที่หลายคนอาจยังไม่ทราบ  (อ่าน 1324 ครั้ง)
ธันวาคม 07, 2012, 01:52:14 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2012, 01:52:14 am »

อ่านแล้วจะรัก "ในหลวงของเรา" ยิ่งขึ้นครับ ... คาดว่ามีหลายเรื่องที่เพื่อนๆ ไม่ทราบ

1. ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีอย่างธรรมดาว่า "แม่"
2. สมัยทรงพระเยาว์ ทรงรับจ้างเ
ก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม
3. หากทรงทำกิจกรรมแล้วมีกำไรจะถูกเก็บภาษี 10% ทุกสิ้นเดือน สมเด็จพระราชชนนีจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินไปทำอะไรเช่น มอบให้โรงเรียนคนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน
4. ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง
5. พระอัจฉริยภาพมาจากการเล่น หากอยากได้ของเล่นต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อหรือประดิษฐ์เอง ทรงหุ้นค่าขนมกับพระเชษฐาซื้อชิ้นส่วนวิทยุเอามาประกอบเองแล้วแบ่งกันฟัง
6. ทรงพระราชนิพนธ์เพลง "แสงเทียน" ครั้งแรกเมื่อ 18 พรรษา ครั้งหนึ่งทรงฉวยซองจดหมายแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลายเป็นเพลง "เราสู้" จนถึงปัจจุบันพระราชนิพนธ์เพลงไว้ 48 เพลง
7. ทรงนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ออกฉายแล้วนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไทยที่ รพ.จุฬาฯ และ รพ.ภูมิพล รวมทั้งใช้ในโครงการโรคโปลิโอและโรคเรื้อน
8. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรผลงานประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหรือ "กังหันชัยพัฒนา"
9. ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงจากวัสดุการเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนเช่น แก๊สโซฮอล์ ดีโซฮอลล์ และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20 ปี
10. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีจำนวนกว่า 3,000 โครงการ โครงการสวนจิตรลดาเริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์ 32,866.73 บาท แล้วก็ค่อยๆ เติบโตอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้
11. ทรงประดิษฐ์ฟอนต์จิตรลดาและฟอนต์ภูพิงค์ในคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ และทรงเชี่ยวชาญ 6 ภาษาคือ ไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และสเปน
12. ทรงจดทะเบียนสมรสเหมือนคนทั่วไป ปิดอากรแสตมป์ 10 สตางค์ เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท หลังอภิเษกสมรส ทรงฮันนีมูนที่หัวหิน
13. ครั้งหนึ่ง ทรงแข่งเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับเพราะไปโดนทุ่น ซึ่งในกติกาถือว่าฟาวส์ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครเห็น
14. เมื่อผู้แทนพระองค์ไปติดต่อทำเอกสาร ทรงโปรดให้กรอกในช่องอาชีพของพระองค์ว่า "ทำราชการ"
15. ของใช้ส่วนพระองค์ไม่จำเป็นต้องมียี่ห้อดัง การถวายของให้พระองค์จึงไม่จำเป็นจะต้องเป็นของแพง ไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับยกเว้นนาฬิกา
16. หลอดยาสีพระทน ทรงใช้จนแบนราบโดยเฉพาะบริเวณคอหลอดจะมีรอยบุ๋มลึก ซึ่งเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนช่วยรีดและกด
17. พระเกศาที่ทรงตัดแล้วส่วนหนึ่งมอบให้ทหาร อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้สร้างวัตถุมงคลเพื่อมอบให้ราษฎรที่ทำความดีแก่ประเทศชาติ
18. ครั้งหนึ่งเมื่อเสด็จฯ เยี่ยมโครงการ ปรากฏว่ามีฝนตกลงมาอย่างหนัก ข้าราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน จึงมีรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่มแล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรกลางสายฝน
19. วันที่ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดกระดูกสันหลัง (20 กรกฎาคม 2549) ทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เดินสายออนไลน์ไว้เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน
20. ห้องทรงงานอยู่ใกล้ห้องบรรทม เป็นห้องเล็กๆ ขนาด 3x4 เมตร ภายในมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์แผนที่ ฯลฯ
21. ปีหนึ่งๆ ทรงเบิกดินสอ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่งจนกระทั่งกุด ทุกครั้งที่เสด็จฯ ไปยังสถานที่ต่างๆ จะทรงมีแผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง (ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ
22. ทรงพระราชทานปริญญาบัตรตั้งแต่ปี 2493 จน 29 ปีต่อมามีผู้คำนวณว่าเสด็จพระราชทาน 490 ครั้ง ประทับครั้งละ 3 ชม. ทรงยื่นพระหัตถ์ 470,000 ครั้ง น้ำหนักปริญญาบัตรฉบับละ 3 ขีด รวมน้ำหนักทั้งหมด 141 ตัน
23. ทรงใช้พระเนตรข้างซ้ายข้างเดียวบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎรมากว่า 60 ปี
24. ทรงตรัสว่า "ความจริงมันน่าท้อถอยอยู่หรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน เดิมพันของเรานั้นคือบ้านเมือง คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ"

-----------------------------------------------------------

พระราชพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระบารมีในหลวง

เมื่องานก่อสร้างวิหารพระพุทธมหามงคลบพิตรเสร็จลง ในหลวงและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ได้เสด็จมาทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ในพระเศียรของพระพุทธรูปในวิหาร ข้าพเจ้าเป็นผู้ประสานงานที่หาดใหญ่ นึกเป็นห่วงว่า วันที่ในหลวงเสด็จถ้าฝนตก ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จจะเดือดร้อน เนื่องจากไม่มีเต็นท์สำหรับราษฎร

ข้าพเจ้าจึงให้นายปลั่ง ขาวบาง บนกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ขออย่าให้ฝนตกในบริเวณงานวันนั้น ขณะที่กำลังมีงาน แต่หลวงพ่อบอกว่าเสด็จในกรมไม่ทรงรับการบนครั้งนี้ ท่านอธิบายว่าในหลวงเป็นคนมีบุญมาก ไปที่ใดฝนต้องตก อย่างน้อยที่สุดต้องโปรยลงมาเป็นละออง จะห้ามไม่ให้ตกเลยนั้น ห้ามไม่ได้

ปรากฏว่าวันงานตั้งแต่เช้าขึ้นมาแสงแดดแจ่มใส แต่พอตกตอนสายเมฆรวมตัวกัน เหมือนเป็นร่มคันใหญ่มหึมาแผ่บางๆ กั้นกันแดดไว้พอเย็นสบาย พอตกบ่ายก่อนถึงเวลาเสด็จประมาณ 1 ชั่วโมง ฝนตกลงมาซู่หนึ่งแล้วหยุดตก เป็นอันว่าจริงตามธรรมเนียม เรื่องฝนตกในงานที่ในหลวงเสด็จนี้ ข้าพเจ้าได้ประสบมาด้วยตนเองอีก 2 ครั้ง คือ ในงานพระราชพิธีเปิดเขื่อนบางลาง อำเภอบันนังสตาร์ จังหวัดยะลา

ก่อนเวลาเสด็จประมาณ 1 ชั่วโมง ฝนตกหนัก ลมพายุพัดแรงมาก กระหน่ำจนพวกเรากลัวว่าเต็นท์ที่กางรับเสด็จจะปลิวลอยไปตามลม พวกวิศวกรอาวุโสที่แต่งตัวเต็มยศ เครื่องแบบสีขาวยังยอมไม่กลัวเปื้อน ช่วยกันจับเสาเต็นท์ช่วยกันโหนไว้ เสาละ 2 – 3 คน นึกในใจว่า ถ้าเต็นท์หลุดพ้นจากพื้นดิน ลอยตามแรงลมละก็ คอขาดกันเป็นแถว เจ้านายเล่นงานตายแน่ๆ

แต่พอทันทีที่ ฮ. พระที่นั่งแตะพื้นดิน เพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้นเท่านั้นเอง ฝนหยุดตก ลมหยุดพัด นิ่งสงบลง พวกเราถอนหายใจเฮือกโล่งไปได้ ไม่ต้องโหนเสาเต็นท์เป็นลิงเป็นค่างต่อหน้าพระที่นั่งอีกต่อไป ทั้งนี้ เป็นเพราะบารมีปกเกล้าโดยแท้จริง

อีกครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าประสบก็คือ ตอนที่เสด็จพระราชดำเนินไปวัดท่าซุง งานนี้เป็นฤดูฝนทิ้งช่วงยาว อากาศร้อนจัด ทุ่งนาแถบจังหวัดอุทัยธานี จังหวัดสิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท ขาดน้ำ แผ่นดินแห้ง ต้นข้าวในนาสีเหลือง ทำท่าจะตายมิตายอยู่ จะรอมร่อ ก่อนวันมีงาน บริษัทเฟคเตอร์ นำเอาเครื่องแอร์ประมาณ 3 เครื่องมาตั้งเป่าลมเย็นถวายในหลวง

ข้าพเจ้านึกในใจว่า ถ้าในหลวงเสด็จที่ใดแล้วอากาศร้อนจัด แดดไม่ร่ม ฝนไม่ตก ก็แปลกประหลาดมากแล้ว ครั้นถึงวันที่เสด็จพระราชดำเนิน ตอนเช้ายังมีแดดตามปกติ พอตกตอนสายเมฆบางๆ เริ่มรวมตัวเหนือท้องฟ้าวัดท่าซุง เหมือนเป็นร่มขนาดมหึมากั้นกันแสงแดด ทำให้อากาศไม่ร้อนจัด มีลมพัดมาพอเย็นสบาย

ต่อมา ได้เวลาอีกประมาณสองชั่วโมง จะถึงกำหนดที่ในหลวงเสด็จ มีฝนไล่ช้างตกลงมากราวใหญ่แล้วก็หยุดตก หลวงพ่ออธิบายว่าตอนที่ฝนตกนั้น เทวดาที่เป็นกองหน้ามาถึงแล้ว มีหน้าที่ลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยให้ในหลวง และสมเด็จฯ ครั้นพิธีการเสร็จ ในหลวงและสมเด็จฯ เสด็จพระราชดำเนินกลับ

ข้าพเจ้าขับรถฝ่าฝนตั้งแต่ออกจากจังหวัดอุทัยธานี จนถึงเข้าเขตกรุงเทพฯ ที่ปัดน้ำฝนประจำรถต้องทำงานไม่ได้หยุด ตลอดระยะทางอันยาวไกลนั้น แผ่นดินที่แห้งแล้ง ทุ่งนาที่กำลังขาดน้ำ ต้นข้าวที่กำลังจะตายก็กลับชุ่มชื่น ได้น้ำฝนมาต่อชีวิตให้เจริญงอกงามต่อไปได้ นี่คือการแสดงออกของฟ้าและดินให้พวกเราได้ประจักษ์ในพระบุญญาธิการของในหลวงและสมเด็จฯ

เมื่อในหลวงและสมเด็จฯ พร้อมด้วยพระเจ้าลูกเธอ ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุลงในพระเศียรพระพุทธมหามงคลบพิตร ที่ตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่ เสร็จแล้วและทรงเยี่ยมเยียนราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จ จนสมควรแก่เวลาแล้ว ก็เสด็จพระราชดำเนินกลับ หลวงพ่อได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนหนึ่ง ในพระเศียรพระพุทธมหามงคลบพิตรด้วย และหลวงพ่อได้แบ่งพระบรมธาตุส่วนหนึ่งให้พวกเราที่เป็นลูกหลานหลวงพ่อได้มีโอกาสบรรจุด้วย

ข้าพเจ้าไม่ได้เข้าไปบรรจุด้วย เพราะยืนอยู่ห่าง นึกเสียดายที่ไม่มีโอกาส แต่ขณะนั้น มีพระบรมธาตุองค์หนึ่งหล่นจากที่เก็บ ตกลงมาบนพื้นวิหารกลิ้งหายไป หลวงพ่อสั่งว่า ใครหาพบให้คนนั้นเป็นผู้นำไปบรรจุในพระเศียร ลูกศิษย์คนอื่นๆ ช่วยกันหาพักใหญ่ไม่มีใครพบ ข้าพเจ้าจึงเข้าไปช่วยหาด้วย มองหาอย่างละเอียดก็ไม่พบ แต่ขณะนั้นเอง รู้สึกว่าเท้าข้าพเจ้าได้เหยียบเม็ดอะไรเล็กๆ จึงยกเท้าขึ้นมองดู

ปรากฏว่า ตนเองได้เหยียบเอาพระบรมธาตุเข้าไว้อย่างเต็มเปา รู้สึกทั้งดีใจและตกใจพร้อมกัน ดีใจที่เป็นผู้พบพระบรมธาตุโดยไม่ได้คิดฝัน ตกใจที่ทำบาปมากโดยไม่รู้ตัว จึงรีบขอขมาโทษต่อพระบรมธาตุองค์นั้น แล้วอาราธนานำขึ้นไปบรรจุลงในพระเศียรเป็นคนสุดท้าย พระบรมธาตุที่หลวงพ่อนำมาครั้งนี้มีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ เป็นแก้วใสสีต่างๆ กัน มีหลายสีหลายขนาด จำนวนรวมกันประมาณ 1 กำมือ

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤษี)
จากหนังสือลูกศิษย์บันทึกเล่ม 3 หน้า 153 - 168

https://www.facebook.com/ppeerakul/posts/650888848305378:0

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ  _/\_
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 31, 2013, 01:59:17 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
   
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Cennet By Burak
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!