ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน:
 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
ผู้เขียน หัวข้อ: อบายมุข  (อ่าน 2384 ครั้ง)
พฤศจิกายน 28, 2012, 10:08:42 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2012, 10:08:42 am »

อบายมุข (อ่านว่า อะ-บาย-ยะ-มุก) แปลว่า ทางแห่งความฉิบหาย ทางแห่งความเสื่อม สาเหตุให้ถึงความเสื่อม มี 2 หมวด คือ

  -  อบายมุข 4
  -  อบายมุข 6

อบายมุข 4 ได้แก่ เป็นนักเลงหญิง เป็นนักเลงสุรา เป็นนักเลงการพนัน และ คบคนชั่วเป็นมิตร

อบายมุข 6 ช่องทางของความเสื่อม ทางแห่งความพินาศ เหตุย่อยยับแห่งโภคทรัพย์ ได้แก่ ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน เที่ยวดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร และเกียจคร้านการทำงาน

    ติดสุราและของมึนเมา มีโทษ 6 อย่าง คือ

    ความเสื่อมทรัพย์อันผู้ดื่มพึงเห็นเอง
    ก่อการทะเลาะวิวาท
    เป็นบ่อเกิดแห่งโรค
    เป็นเหตุเสียชื่อเสียง
    เป็นเหตุไม่รู้จักละอาย
    ทอนกำลังปัญญา

    ชอบเที่ยวกลางคืน มีโทษ 6 อย่าง คือ

    ผู้นั้นชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาตัว
    ผู้นั้นชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาบุตรภรรยา
    ผู้นั้นชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ
    ผู้นั้นเป็นที่ระแวงของคนอื่น
    คำพูดอันไม่เป็นจริงในที่นั้นๆ ย่อมปรากฏในผู้นั้น
    อันเหตุแห่งทุกข์เป็นอันมากแวดล้อม

    ชอบเที่ยวดูการละเล่น มีโทษ โดยการงานเสื่อมเสียเพราะใจกังวลคอยคิดจ้อง กับเสียเวลาเมื่อไปดูสิ่งนั้นๆ ทั้ง 6 กรณี คือ

    รำที่ไหนไปที่นั่น
    ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น
    ดนตรีที่ไหนไปที่นั่น
    เสภาที่ไหนไปที่นั่น
    เพลงที่ไหนไปที่นั่น
    เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น

    ติดการพนัน มีโทษ 6 อย่าง คือ

    ผู้ชนะย่อมก่อเวร
    ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป
    ความเสื่อมทรัพย์ในปัจจุบัน
    ถ้อยคำของคนเล่นการพนัน ซึ่งไปพูดในที่ประชุมฟังไม่ขึ้น
    ถูกมิตรอมาตย์หมิ่นประมาท
    ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย เพราะเห็นว่า ชายนักเลงเล่นการพนันไม่สามารถจะเลี้ยงภรรยา

    คบคนชั่ว มีโทษ โดยนำให้กลายไปเป็นคนชั่วอย่างคนที่ตนคบทั้ง 6 ประเภท คือ

    นำให้เป็นนักเลงการพนัน
    นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้
    นำให้เป็นนักเลงเหล้า
    นำให้เป็นคนลวงผู้อื่นด้วยของปลอม
    นำให้เป็นคนโกงเขาซึ่งหน้า
    นำให้เป็นคนหัวไม้

    เกียจคร้านการงาน มีโทษ โดยทำให้ยกเหตุต่างๆ เป็นข้ออ้างผัดเพี้ยนไม่ทำการงาน โภคะใหม่ก็ไม่เกิด โภคะที่มีอยู่ก็หมดสิ้นไป คือให้อ้างไปทั้ง 6 กรณี คือ

    หนาวนักแล้วไม่ทำการงาน
    ร้อนนักแล้วไม่ทำการงาน
    เย็นไปแล้วไม่ทำการงาน
    ยังเช้านักแล้วไม่ทำการงาน
    หิวนักแล้วไม่ทำการงาน
    อิ่มนักแล้วไม่ทำการงาน

อบายมุขทั้งหมดนี้หากประพฤติเข้าแล้วก็เป็นเหตุให้เกิดความฉิบหาย ให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ชีวิตร่างกายได้เหมือนกันทุกข้อ

ข้อความอ้างอิง
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรคฤหบดีบุตร อริยสาวกละกรรมกิเลสทั้ง ๔ ได้แล้ว ไม่ทำบาปกรรมโดยฐานะ ๔ และไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ อริยสาวกนั้นเป็นผู้ ปราศจากกรรมอันลามก ๑๔ อย่างนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ปกปิดทิศ ๖ ย่อมปฏิบัติเพื่อ ชำนะโลกทั้งสอง และเป็นอันอริยสาวกนั้นปรารภแล้ว ทั้งโลกนี้และโลกหน้า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก อริยสาวกนั้นย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ อริยสาวกย่อมไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ เป็นไฉน ดูกร คฤหบดีบุตร
การประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑
การประกอบเนืองๆ ซึ่งการ เที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในกลางคืน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑
การเที่ยว ดูมหรสพเป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑
การประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอัน เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑
การประกอบ เนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑
การประกอบ เนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ ฯ


อ้างอิงจาก
http://bit.ly/QKstsy
บันทึกการเข้า
   
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Cennet By Burak
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!