ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน:
 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
ผู้เขียน หัวข้อ: ลีลาในการตอบปัญหาของพระพุทธเจ้า ๔ วิธี  (อ่าน 2653 ครั้ง)
พฤศจิกายน 02, 2012, 11:16:01 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2012, 11:16:01 pm »

พระพุทธองค์ทรงสอนตามความเข้าใจของผู้อื่น
                    พระสูตรเป็นอันมากเกิดจากมีผู้ถาม แล้วพระพุทธเจ้าทรงตอบ การที่มีผู้ถามแสดงว่าเขากำลังสนใจเรื่องนั้นอยู่ แต่ไม่สามารถหาคำตอบด้วยตนเองได้

                   การตอบคำถามของพระพุทธเจ้ามี 4 วีธี คือ
                1. เอกังสวาทะ ตอบยืนยันโดยส่วนเดียว ตัวอย่างเช่น มงคลสูตร มีผู้ถามว่าอะไรบ้างที่เป็นมงคล พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า มงคลมี 38 ประการ เช่น การไม่คบคนชั่ว คบคนดี บูชาผู้ที่ควรบูชา เป็นต้น หรือมีผู้ถามว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริงหรือไม่ พระพุทธเจ้าจะทรงยีนยันว่าเป็นเช่นนั้นจริง หรือถามว่า ทำอย่าไรจึงจะพ้นทุกข์ ก็ทรงบอกว่า การปฏิบัติตามอริยมรรค มีองค์ 8 จะทำให้พ้นทุกข์ได้

                    2. วิภัชชวาทะ ตอบจำแนกแยกแยะให้เห็นข้อเท็จจริง เช่น มีผู้ถามว่า ศีล 5 ข้อไหนสำคัญกว่ากัน พระองค์ทรงตอบว่า ศีล 5 แต่ละข้อต่างก็มีความสำคัญในตัวเอง จะว่าข้อไหนสำคัญกว่าข้อไหนไม่ได้ การปฏิบัติให้ครบทั้ง 5 ข้อนั้นแหละเป็นสิ่งสำคัญ หรือ มีผู้ถามว่าคนตายแล้วเกิดหรือไม่ พระองค์จะไม่ทรงยืนยันว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด แต่จะทรงจำแนกว่า ถ้าคนยังมีตัณหาอยู่ ตายแล้วต้องเกิด เพราะ กมฺมํ เขตฺตํ กรรมเปรียบเหมือนพื้นที่นา วิญญาณํ พืชํ   วิญญาณเปรียบเหมือนเมล็ดพืช ตณฺหา สิเนโห ตัณหาเปรียบเหมือนต้นอ่อนภายในพืช เมล็ดพืชที่สมบรูณ์ดี หว่านลงในนาที่เหมาะสม ย่อมงอกขึ้นได้ฉันใด คนที่ยังมีตัณหายังกระทำกรรมอยู่ ตายแล้วย่อมเกิดอีกฉันนั้น ส่วนคนที่สิ้นตัณหา คือ บรรลุพระอรหัตตผลแล้วตาย แล้วย่อมไม่เกิดอีก เหมือนไฟดับไปเพราะหมดเชื้อเพลิงฉะนั้น

                    3. ปฏิปุจฉา ตอบโดยการย้อนถาม หรือไม่ตอบโดยตรง แต่ตอบโดยนัยให้ผู้ฟังเข้าใจเอาเอง เช่นมีผู้ถามว่า "ทางไปสู่ความเป็นพรหม ที่พวกพราหมณ์สอนไว้ต่างๆ กันนั้นถูกหรือผิด" พระองค์ทรงย้อนถามว่า "แล้วพวกพราหมณ์เคยเห็นพรหมบ้างหรือไม่" เมื่อเขาตอบว่า "ไม่เคย" พระองค์ก็ตรัสว่า "เมื่อพวกพราหมณ์ไม่เคยเห็นพรหม ไม่รู้จักพรหม จะบัญญัติทางไปสู่ความเป็นพรหมได้อย่างไร" หรือมีผู้ถามว่า พวกพราหมณ์ถือว่าเขาเกิดมาจากปากของพรหม ข้อนี้เป็นความจริงเพียงไร พระองค์ทรงตอบว่า ใครๆ ก็ทราบว่าพวกพราหมณ์เกิดมาจากมารดา ซึ่งเป็นนางพราหมณี ถ้าเขาถือว่าเขาเกิดมาจากปากพรหมแล้ว ช่องคลอดของนางพราหมณีนั่นแหละ คือปากของพรหม หรือมีผู้ถามว่า การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ในแม่น้ำคงคา ทำให้บริสุทธิ์ไปสวรรค์ได้จริงหรือไม่ พระองค์ทรงตอบว่า ถ้าการอาบน้ำในแม่น้ำคงคาทำให้ไปสวรรค์จริง แล้วปลาและเต่าในแม่น้ำคงคา จะไปสวรรค์ก่อนมนุษย์เสียอีก

                   4. ฐปนียะ ทรงงดเสียไม่ตอบ ถ้ามีผู้ถามโดยมุ่งหวัง จะให้พระพุทธเจ้าตอบ เพื่อสนับสนุนความคิดของตน หรือลัทธิของตน พระองค์จะไม่ทรงตอบ เช่น มีผู้ถามว่า โลกนี้ใครสร้าง โลกนี้จะมีอยู่ยั่งยืนตลอดไปหรือไม่ คนตายแล้วอัตตาไปไหน เป็นต้น พระองค์ตรัสว่า คำถามอย่างนี้ตถาคตไม่ตอบ เพราะตอบไปแล้ว ไม่ได้ประโยชน์อะไร ไม่สามารถทำให้หลุดพ้นทุกข์ได้ ถ้าต้องการจะถาม ก็ถามคำถามที่มีประโยชน์ ดีกว่า

                    การสอนตามความสนใจของผู้เรียน เป็นวิธีสอนที่ได้ผลดีวิธีหนึ่ง เราจะทราบความสนใจของนักเรียนได้ ก็โดยให้นักเรียนตั้งคำถามขึ้น แล้วครูและนักเรียนอื่นๆ ช่วยกันตอบคำถามนั้น หรือการสอนวิชาทุกวิชา ต้องเปิดโอกาสให้นักเรียน ซักถามความสงสัยของตน ครูบางคนไม่ยอมให้นักเรียนถาม เพราะกลัวว่าจะตอบไม่ได้ นักเรียนต้องรับฟังสิ่งที่ครูพูดอย่างเดียว จะสงสัยหรือโต้แย้งไม่ได้ การสอนแบบนี้ เป็นการสื่อสารด้านเดียว นักเรียนไม่สามารถแสดงปฏิกิริยาใดๆ เป็นการสอนที่แห้งแล้งน่าเบื่อมาก

อ้างอิงจาก
http://www.baanjomyut.com/library/great_teacher/page10.html

*************************************************************************************

ลักษณะการตอบคำถามของพระพุทธเจ้า น่าสนใจดีนะครับ ลองเอาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันกันดูบ้างสิครับ

อีกเรื่องนึงที่น่าสนใจคือ “ลักษณะการกล่าววาจา” ของพระพุทธเจ้าครับ ชื่อพระสูตรว่า อภัยราชกุมารสูตร ซึ่งพอสรุปใจความได้ว่า

    พระพุทธเจ้าจะทราบกาลอันควรที่จะกล่าว เมื่อวาจานั้น

        เป็นวาจาที่จริง, ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ว่าวาจานั้นจะเป็นหรือไม่เป็นที่รัก/เป็นที่ชอบใจของผู้อื่นหรือไม่
        ส่วนวาจาที่ไม่จริง หรือ ไม่เป็นประโยชน์นั้น พระองค์จะไม่ทรงกล่าวเลย

*************************************************************************************
อภัยราชกุมารสูตร

นิครนถ์นาฏบุตรสอนคำถาม

ครั้งนึง “นิครนถ์นาฏบุตร” ผู้ซึ่งเป็นนักบวชนอกศาสนาพุทธ ได้คิดคำถามขึ้นมา 1 ข้อ เพื่อถามพระพุทธเจ้า โดยคาดหวังว่าคำถามนี้จะทำให้พระพุทธเจ้าตอบไม่ได้ และ จะทรงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และเมื่อนั้น คนทั้งหลายก็จะเลิกนับถือพระพุทธเจ้า

เมื่อนั้น นิครนถ์นาฎบุตร ได้ไปกราบทูล อภัยราชกุมาร ผู้เป็นศิษย์ ถึงคำถามนี้ และได้ให้ อภัยราชกุมาร นำคำถามนี้ไปถามแก่พระพุทธเจ้า คำถามนี้คือ

    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคตจะพึงตรัสพระวาจาอันไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่นบ้างหรือหนอ

นิครนถ์นาฏบุตรได้อธิบาย คำถามนี้ไว้ว่า

ถ้าพระพุทธเจ้า ตอบว่า พึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก/ที่ชอบใจของคนอื่น ก็ให้พระกุมารตอบกลับไปว่า แล้วเช่นนั้นพระองค์จะต่างอะไรจากคนธรรมดา เพราะคนธรรมดาต่างก็กล่าว วาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น

ถ้าพระพุทธเจ้า ตอบว่า ไม่พึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก/ที่ชอบใจของคนอื่น ก็ให้พระกุมารตอบกลับไปว่า พระพุทธเจ้าโกหก พระองค์เคยทรงพยากรณ์พระเทวทัตว่า เทวทัตจะไปเกิดในอบาย ไปเกิดในนรกอเวจี ซึ่งวาจานั้นได้ทำให้พระเทวทัตเสียใจ

เมื่อพระพุทธเจ้าเจอคำถามสองเงื่อนนี้เข้าไปแล้ว ก็จะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และ อภัยราชกุมารก็จะเป็นฝ่ายมีชัยเหนือพระพุทธเจ้า และ ชื่อเสียงของพระองค์จะระบือไปไกล

อภัยราชกุมารทูลถามคำถามกับพระพุทธเจ้า

อภัยกุราชมารได้เดินทางไปหาพระพุทธเจ้า และ ทูลถามคำถามนั้นกับพระองค์ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบว่า

    ดูกรราชกุมาร ในปัญหาข้อนี้ จะวิสัชนาโดยส่วนเดียวมิได้.

เมื่อได้ยินคำตอบเพียงเท่านี้ อภัยราชกุมารก็อุทานขึ้นว่า “คำถามของพวกนิครนถ์ได้ฉิบหายแล้ว”

พระพุทธเจ้าท่านได้ถามกลับว่า “เหตุใดพระกุมารถึงอุทานเช่นนั้น” ซึ่งพระกุมารก็ได้อธิบายที่มาของคำถามนี้ทั้่งหมดแก่พระพุทธเจ้า ว่า นิครนถ์นาฏบุตรได้สอนคำถามนี้ พร้อมทั้งจุดมุ่งหมายของคำถามนี้

วาจาที่ประกอบด้วยประโยชน์

ขณะนั้น อภัยราชกุมารได้อุ้มเด็กอ่อนนอนไว้บนไว้ตัก พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับอภัยกุมารไว้ว่า

พระพุทธเจ้า: ถ้ากุมารน้อยนี้เผลอเอาไม้เอากรวดมาใส่ในปาก พระองค์จะทำอย่างไร

อภัยราชกุมาร: กระหม่อมจะนำออกเสีย ถ้านำไม่ออกก็จะใช้กำลังเอามือควักออกมา แม้ว่าจะต้องทำให้กุมารนี้ต้องเลือดออกก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็เพราะหม่อมฉันรักและเอ็นดูพระกุมาร

พระพุทธเจ้า: ตถาคตก็เช่นกัน

    วาจาที่ไม่จริง/ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ วาจานั้นไม่เป็นที่รัก/ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น  - ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
    วาจาที่จริง/ที่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ วาจานั้นไม่เป็นที่รัก/ไม่เป็นที่ ชอบใจของผู้อื่น – ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
    วาจาที่จริง/ที่แท้ ประกอบด้วยประโยชน์ วาจานั้นไม่เป็นที่รัก/ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น – ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น
    วาจาที่ไม่จริง/ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้น เป็นที่รัก/เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น – ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
    วาจาที่จริง/ที่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก/เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น – ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
    วาจาที่จริง/ที่แท้ ประกอบด้วยประโยชน์ วาจานั้นเป็นที่รัก/เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น – ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะ ตถาคตมีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย.

พุทธปฏิภาณ

ถัดมา พระอภัยกุมาร ได้ถามพระพุทธเจ้าต่อว่า

อภัยกุมาร: เวลามีคนถามคำถาม พระพุทธเจ้าท่าน ต้องนึกคำตอบหรือว่าคำตอบนั้นปรากฏออกมาเองได้โดยทันที”

พระพุทธเจ้าท่านก็ถามกลับไปว่า: “พระกุมาร ท่านเชีี่ยวชาญในรถยนต์ เวลามีคนถามว่า ชิ้นส่วนต่างๆของรถยนต์เรียกว่าอะไร พระกุมารต้องนึกก่อน หรือ ตอบได้ทันที”

พระกุมาร: “ข้าพระองค์เป็นทหารรถ สามารถตอบได้ทันทีได้ไดยไม่ต้องตรึก พระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้า: “ฉันนั้นก็เหมือนกัน คำถามที่มีคนถาม เราตถาคต ย่อมรู้แจ้งขึ้นมาได้ทันที เพราะ ธรรมทั้งหลายเราได้แทงตลอดแล้ว”

อภัยราชกุมารแสดงตนเป็นอุบาสก

จากนั้น พระอภัยราชกุมาร ได้กล่าวว่า คำเทศนาของพระพุทธเจ้า ช่างแจ่มแจ้งนัก ดุจดั่ง พลิกของควำ่ให้หงาย เปิดของที่ปิด ชี้ทางแก่คนหลงทาง และ ดั่งประทีปในยามมืด

ว่าแล้วอภัยราชกุมารก็ประกาศตนเป็นอุบาสก มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต

**************************

อ่านแบบเต็มๆสมบูรณ์แบบ ได้จากลิ้งนี้เลยครับ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=13&A=1607

**************************

อ้างอิงจาก
http://trang82.wordpress.com/2012/04/14/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 03, 2012, 01:03:41 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
   
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Cennet By Burak
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!