ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน:
 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
ผู้เขียน หัวข้อ: สังโยชน์ ๑๐  (อ่าน 1320 ครั้ง)
ตุลาคม 28, 2012, 01:53:04 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« เมื่อ: ตุลาคม 28, 2012, 01:53:04 am »

สังโยชน์ (บาลี: samyojana) คือ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ มี 10 อย่าง คือ

    ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ได้แก่
        1. สักกายทิฏฐิ - มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา มีความยึดมั่นถือมั่นในระดับหนึ่ง
        2. วิจิกิจฉา - มีความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
        3. สีลัพพตปรามาส - ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร หรือนำศีลและพรตไปใช้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส เช่นการถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น การถือศีลเพราะอยากได้ลาภสักการะเป็นต้น ซึ่งรวมถึงการหมดความเชื่อถือในพิธีกรรมที่งมงายด้วย
        4. กามราคะ - มีความติดใจในกามคุณ
        5. ปฏิฆะ - มีความกระทบกระทั่งในใจ
    ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง 5 ได้แก่
        6. รูปราคะ - มีความติดใจในวัตถุหรือรูปฌาน
        7. อรูปราคะ - มีความติดใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย
        8. มานะ - มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือคุณสมบัติของตน
        9. อุทธัจจะ - มีความฟุ้งซ่าน
        10. อวิชชา - มีความไม่รู้จริง

พระโสดาบัน ละสังโยชน์ 3 ข้อต้นได้คือ หมดสักกายทิฏฐิ,วิจิกิจฉาและสีลัพพตปรามาส

พระสกทาคามี ทำสังโยชน์ข้อ 4 และ 5 คือ กามราคะและปฏิฆะ ให้เบาบางลงด้วย

พระอนาคามี ละสังโยชน์ 5 ข้อแรกได้หมด

พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง 10 ข้อ


อ้างอิงจาก

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C
บันทึกการเข้า
ตุลาคม 28, 2012, 01:53:45 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2012, 01:53:45 am »

ความสงสัยในธรรม ๘ ประการ
๑. สงสัยในพระพุทธเจ้า (ว่าพระพุทธเจ้ามีตัวตนจริงหรือ พระพุทธเจ้ามีพระพุทธคุณจริงหรือ)
๒. สงสัยในพระธรรม (ว่ามัคค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ มีจริงหรือ พระธรรมนี้จะนำให้ออกจากทุกข์ได้จริงหรือ)
๓. สงสัยในพระอริยะสงฆ์ (ว่ามีจริงหรือ ผลแห่งทานที่ถวายแก่สงฆ์มีจริงหรือ)
๔. สงสัยในสิกขาบท คือ สีล สมาธิ ปัญญา ว่ามีจริงหรือ ผลานิสงส์แห่งการศึกษาปฏิบัติในสิกขา ๓ มีจริงหรือ
๕. สงสัยชาติที่แล้วมีจริงหรือ
๖. สงสัยว่าชาติหน้ามีจริงหรือ
๗. สงสัยว่าชาติที่แล้วและชาติหน้ามีจริงหรือ
๘. สงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรม คือธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลอาศัยกันเกิดขึ้นต่อเนื่องกันไปโดยไม่ขาดสายเลยนั้นมีจริงหรือ

ส่วนความสงสัยอื่น ที่ไม่ใช่ธรรม ๘ ประการดังกล่าวแล้ว ไม่ใช่กิเลส ไม่จัดเป็นวิจิกิจฉา


อ้างอิงจาก

พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 341

           [๖๗๒]  วิจิกิจฉา  เป็นไฉน  ?

           ปุถุชนเคลือบแคลงสงสัยในพระศาสดา     ในพระธรรม     ในพระสงฆ์

ในสิกขา  ในส่วนอดีต  ในส่วนอนาคต     ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคต     ใน

ปฏิจจสมุปปาทธรรมที่ว่า  เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น   การเคลือบ

แคลง   กิริยาที่เคลือบแคลง  ความเคลือบแคลง  ความคิดเห็นไปต่าง  ๆ นานา

ความตัดสินอารมณ์ไม่ได้  ความเห็นเป็นสองแง่ ความเห็นเหมือนทางสองแพร่ง

ความสงสัย ความไม่สามารถจะถือเอาโดยส่วนเดียวได้ ความคิดส่ายไป ความ

คิดพร่าไป   ความไม่สามารถจะหยั่งลงถือเอาเป็นยุติได้  ความกระด้างแห่งจิต

ความลังเลใจ  อันใด  นี้เรียกว่า  วิจิกิจฉา.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 28, 2012, 02:02:08 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
ตุลาคม 28, 2012, 01:55:38 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2012, 01:55:38 am »

ปฏิจจสมุปปาทธรรม ๑๒ องค์
๑. อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด สังขาร
๒. สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณ
๓. วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิด นามรูป
๔. นามรูป เป็นปัจจัยให้เกิด อายตนะ ๖
๕. อายตนะ ๖ เป็นปัจจัยให้เกิด ผัสสะ
๖. ผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิด เวทนา
๗. เวทนา เป็นปัจจัยให้เกิด ตัณหา
๘. ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทาน
๙. อุปาทาน เป็นปัจจัยให้เกิด ภพ
๑๐. ภพ เป็นปัจจัยให้เกิด ชาติ
๑๑. ชาติ เป็นปัจจัยให้เกิด ชรา มรณะ
๑๒. ชรา มรณะเกิดขึ้นแล้ว โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ อุปายาสะ ย่อมเกิดตามมาด้วย
อกุสลกรรมบถ
บันทึกการเข้า
   
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Cennet By Burak
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!