ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน:
 
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
ผู้เขียน หัวข้อ: คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ  (อ่าน 18003 ครั้ง)
สิงหาคม 29, 2012, 08:01:08 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« เมื่อ: สิงหาคม 29, 2012, 08:01:08 am »



http://www.youtube.com/watch?v=rSTmFTdnWvo

http://www.watthasung.com/home.php

http://bit.ly/YijQqT

http://www.luangporruesi.com/




http://www.youtube.com/watthasung

http://www.kaskaew.com/

https://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=M5zehrn27Ks

บันทึกตำนาน "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ"

ฟังคำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

http://luangpor.com/       

ประวัติพระนางสามาวดี
http://www.youtube.com/watch?v=zF15kz9TZEs&list=PL331EAD22289356AF

สถานที่ฝึกสอนมโนมยิทธิ
http://www.danpranipparn.com/web/nummano/plan.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 08, 2014, 05:43:05 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
ตุลาคม 22, 2012, 03:12:45 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2012, 03:12:45 pm »



http://www.palungjit.com/board/forumdisplay.php?f=23

http://bit.ly/120NGm4

http://bit.ly/WNPsSm



http://www.youtube.com/watch?v=dPIAtPuOijw

http://www.youtube.com/watch?v=sFMBeprhGPs



http://bit.ly/14KEj8p



http://www.putthawutt.com/



http://www.tangnipparn.com/

http://www.watkoh.com/forum/index.php?topic=1756.0

http://www.praruttanatri.com/book.php

http://www.pranippan.com/new/board/index.php?showtopic=821

DVD รวมคำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี
http://www.vcharkarn.com/vblog/42139

ไฟล์เทศนา ญาติ โยม ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำครับ

เว็บพลังจิต  ดาวน์โหลดเสียงธรรม  บทสวดมนต์  เพลงธรรมมะ

http://audio.palungjit.com/

เว็บหลวงพ่อ ดาวน์โหลดเสียงธรรม  และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-books)

http://luangpor.com/

ดาวน์โหลดเสียงธรรมหลวงพ่อฤๅษีลิงดำและเสียงธรรมของท่านจิตโต

http://tamma.homeip.net/index.php

ศูนย์พุทธศรัทธา  แนวทางปฏิบัติของหลวงพ่อปานและหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ดาวน์โหลดเสียงธรรม  และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-books)

http://buddhasattha.com/

ดาวน์โหลดไฟล์ธรรมะไฟลเสียงหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ

http://www.cosmicnirvana.com/home/modules/content/index.php?id=35

พระรัตนไตร
http://www.praruttanatri.com/
อ่านหนังสือธรรมะของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
http://www.praruttanatri.com/book.php

บารมี ๑๐
http://bit.ly/RVXIzb

ศูนย์พุทธศรัทธา
สำนักปฏิบัติพระกรรมฐาน สาขาวัดท่าซุง
อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=zeedhama&date=06-05-2011&group=26&gblog=16

หลวงพ่อฤาษีลิงดำพูดถึงวัดพระธรรมกาย
http://www.youtube.com/watch?v=q72tY-oBax8
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 25, 2013, 10:39:16 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
พฤศจิกายน 18, 2012, 08:13:15 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2012, 08:13:15 am »

กรรมที่เป็นอุปฆาตกรรม คือบรรดาสัมภเวสี ที่เดินอยู่ข้างหน้า เดินเกลื่อนไปเกลื่อนมา มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคนธรรมดา เวลาที่เขาตาย
เวลาที่ตายแต่งตัวแบบไหนนุ่งผ้าประเภทไหนก็แต่งตัวแบบนั้น แล้วก็สำรวยต่าง ๆ ท่าทางแข็งแรง แต่ดูเหมือนว่ามีความกังวลอยู่อย่างหนึ่ง คือมีความทุกข์ใจไม่รู้จะเกิดที่ไหน ไม่รู้จะพักผ่อนที่ไหนได้แน่นอน บรรดาสัมภเวสีพวกนี้มีความลำบาก นี่ถ้าหากว่าบรรดาเขารู้ในด้านการตัดอุปฆาตกรรม เสียได้แล้วละก็เขาจะมีความสุขมาก

ถ้าญาติของเราตาย ตายด้วยอำนาจของสัมภเวสี คือไม่สิ้นอายุ ฟ้าผ่าตาย สุนัขกัดตาย มดกัดตาย ยุงกัดตาย คลอดบุตรตาย ถูกฆ่าตาย ถูกยิงตาย รถชนตาย หรือที่เรียกกันว่า ตายโหง แต่ก็ไม่แน่นักนะ บรรดาพวกนี้ถึงอายุขัยก็มี แต่เผื่อเหนียวไว้ก่อน สมมุติว่าเขาเป็นสัมภเวสี พอตายไปแล้วไม่ต้องทำบุญมาก ทำบุญให้ได้บุญชัดๆ หาอาหารชนิดที่ไม่มีบาป เอาผ้าไตรมา ๑ ไตร เอาพระพุทธรูปมา ๑ องค์ นิมนต์พระมารับสังฆทานที่บ้าน ทำเงียบๆ อย่าให้มีเหล้ายาปลาปิ้ง อย่าทุบแม้แต่ไข่สักหนึ่งฟอง เมื่อทำบุญเสร็จ อุทิศส่วนกุศลให้เฉพาะคนที่ตาย ไม่ให้ใครทั้งหมด ถ้าทำอย่างนี้ละท่านพวกนี้จะมีความสุข ได้รับผลบุญทันที มีความผ่องใส มีความอิ่มเอิบเมื่อเข้าถึงอายุขัย เมื่อใดก็เป็นอันว่าพวกนี้จะไปถึงด้านของสวรรค์ก่อน


จากหนังสือ : ไตรภูมิ
เรื่อง : อสุรกาย พวกที่ ๑-๒ และ สัมภเวสี
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
บันทึกการเข้า
พฤศจิกายน 18, 2012, 08:14:39 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2012, 08:14:39 am »

คนใดก็ตาม เขาทำให้เราขุ่นเคือง ทำให้เราไม่ชอบใจด้วยกรณีใดๆ ก็ตาม ถ้าหากเราคิดพิจารณา เข่นฆ่าจองล้างจองผลาญ ถ้าเขาด่าเรา เราคิดว่าโอกาสสักวันหนึ่งข้างหน้าเราจะด่าตอบ เขาลงโทษเรา เราจะลงโทษตอบ เขาตีเรา เร
าคิดว่าเราจะตีตอบ แต่โอกาสมันยังไม่มี คิดเข้าไว้ในใจว่า เราจะทำอันตรายตอบ

อย่างนี้พระพุทธเจ้ากล่าวว่า เป็นอาฆาต คือพยาบาท เป็นไฟเผาผลาญดวงจิต เพราะคนที่เรากำลังคิดจะฆ่าก็ดี คิดจะประทุษร้ายก็ดี นี่เขายังไม่ทันรู้ตัว เขามีความสุข เราคนที่คิดจะทำเขานั่นแหละ ตั้งแต่แรกหาความสุขไม่ได้ มันเป็นไฟเผาผลาญคนคิดนี่แหละ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะอำนาจโทสะเข้าสิงใจ นี่คือผลแห่งอำนาจโทสะหรือพยาบาท มันเริ่มเผาผลาญตั้งแต่คิดทีเดียวเลย
บันทึกการเข้า
พฤศจิกายน 22, 2012, 07:08:44 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2012, 07:08:44 pm »


คัดลอกจากหนังสือ สนทนาธรรม เล่ม ๑ ของพระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
วัดจันทาราม(ท่าซุง) จ.อุทัยธานี


ต่อไปนี้ จะพูดถึงอานิสงส์กฐิน เอาย่อๆนะ อานิสงส์ในการถวายกฐิน หรือว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายถวายสังฆทาน สังฆทานวันนี้เป็นสังฆทานของกฐิน การถวายสังฆทานทุกอย่างมีผลควบกับกฐิน เพราะเป็นวันของกฐิน ความจริงการทอดกฐิน ไม่ใช่ประเพณีนิยม เป็นพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า ผ้ากฐินทาน จะรับได้ก็ต่อเมื่อถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงกลางเดือน 12 หลังจากนั้น จะทอดขนาดไหนก็ตาม จะไม่เป็นกฐิน ฉะนั้น กฐินมีเวลากาลจำกัด

      ทีนี้ ว่าถึงอานิสงส์กฐิน อานิสงส์กฐินนี้ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ท่านเคยเทศน์ และก็เทศน์ตามบาลี ท่านพูดถึงอานิสงส์ให้ทราบ ฉะนั้น การถวายวันนี้ทั้งหมด เมื่อวานก็ดี วันนี้ก็ดี จะเป็นเงินก็ตาม จะเป็นของก็ตาม ถือว่าทุกอย่าง เป็นอานิสงส์กฐิน

      ต่อไปนี้ก็โปรดทราบ จะนำพระสูตรตามที่ท่านกล่าวไว้ในบาลีให้ทราบ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ในสมัยพระองค์เกิดเป็น "มหาทุคคตะ" ในสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า "พระปทุมมุตระ" เวลานั้น พระพุทธเจ้าของเรา เกิดเป็นคนจนอย่างยิ่ง เป็นทาสของคหบดี เวลานั้น ถอยหลังจากนี้ไป 92 กัป ก็ปรากฏว่า พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า "พระปทุมมุตระ"

      วันหนึ่ง มหาทุคคตะ ไปดูงานทอดกฐินเขา เมื่อเขาทอดกฐินเสร็จ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า บุคคลใด เคยทอดกฐินแล้วในชีวิตหนึ่ง ในฐานะที่เป็นเจ้าภาพกฐินก็ดี และเป็นบริวารกฐินก็ดี(แต่ว่ากฐินนี้ไม่มีบริวาร มีแต่เจ้าภาพ เพราะเป็นกฐินสามัคคี) จะทำบุญน้อย จะทำบุญมาก มีอานิสงส์เสมอกัน แต่ทว่าปริมาณอาจจะแตกต่างกัน และอานิสงส์กฐินนี่ เวลานั้น พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

      "โภ ปุริสะ ดูก่อนท่านผู้เจริญ บุคคลใดเคยทอดกฐินไว้ในพระพุทธศาสนา แม้ครั้งหนึ่งในชีวิต ถ้าตายจากความเป็นคน ยังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด ท่านผู้นั้น จะไปเกิดเป็นเทวดา หรือนางฟ้า 500 ชาติ"

   นั่นหมายความว่า ถ้าหมดอายุเทวดา หรือ นางฟ้า จุติแล้วก็เกิดทันที 500 ครั้ง เมื่อบุญหย่อนลงมานิดหน่อย เกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นนางฟ้าไม่ได้ ลงมาเป็นมนุษย์ จะเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิปกครองโลก 500 ชาติ แล้วบุญก็หย่อนลงมา ก็จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ 500 ชาติ แล้วบุญก็หย่อนลงมา ก็จะเป็นพระมหากษัตริย์ 500 ชาติ หลังจากนั้น จะเป็นมหาเศรษฐี 500 ชาติ

      คำว่า "มหาเศรษฐี" นี่ มีเงินตั้งแต่ 80 โกฏิขึ้นไป เขาเรียกว่า "มหาเศรษฐี" ถ้ามีเงินต่ำกว่า 80 โกฏิ แต่ว่าตั้งแต่ 40 โกฏิขึ้นไป เขาเรียกว่า "อนุเศรษฐี"

      เมื่อเป็นมหาเศรษฐี 500 ชาติแล้ว ก็เป็นอนุเศรษฐี 500 ชาติ หลังจากเป็นอนุเศรษฐี 500 ชาติแล้ว ก็เป็นคหบดี 500 ชาติ !!!

      ก็รวมความว่า การทอดกฐินครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า นอกจากจะเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีแล้ว บุคคลที่ทอดกฐินครั้งหนึ่งในชีวิต จะปรารถนาพระโพธิญาณก็ย่อมได้!!!.....นั่นก็หมายความว่า จะปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ จะปรารถนาเป็นอัครสาวกก็ได้ จะปรารถนาเป็นมหาสาวกก็ได้ จะปรารถนานิพพานเป็นพระอรหันต์ปกติก็ได้

      ฉะนั้น การทอดกฐินแต่ละคราว ขอบรรดาท่านพุทธบริษัท โปรดทราบถึงอานิสงส์ คนที่เคยทอดกฐินแล้วแต่ละครั้ง รวมความว่า ถ้ายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด คำว่ายากจนเข็ญใจ จะไม่มีแก่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกชาติ

      สำหรับวันนี้ การทอดกฐินมันมี 3 อย่าง ความจริงอานิสงส์กฐินก็ย่อมเป็นอานิสงส์กฐิน แต่ในปัจจุบัน จัดกฐินเป็น 3 อย่าง คือ

         (1) จุลกฐิน
         (2) ปกติกฐิน
         (3) มหากฐิน
   
      กฐิน 3 อย่าง ย่อมเป็นเทวดานางฟ้าเหมือนกัน แต่ทว่าจะมีทรัพย์สมบัติมากกว่ากัน

      คำว่า "จุลกฐิน" เวลานี้แปลงไป คงจำของพระพุทธเจ้าไม่ได้ คำว่า "จุลกฐิน" ก็หมายความว่า เขาถวายผ้าโดยเฉพาะชิ้นเดียว คือ ผ้ากฐิน จะเป็นผ้าสังฆาฏิตัวหนึ่งก็ได้ จะเป็นผ้าจีวรตัวหนึ่งก็ได้ สบงตัวหนึ่งก็ได้ ถ้าเราไม่มีทั้งไตร ถวายผ้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งก็เป็นกฐิน

ทีนี้ถ้า "ปกติกฐิน" ก็มีผ้าไตรครบไตร ถวายผ้าไตรเดียวหรืออย่างน้อยก็มีผ้าไตร ๓ ไตร คือองค์ครองหนึ่งไตรคู่สวด ๒ ไตร ทีนี้ถ้ามีผ้าไตรครบทุกองค์ อย่างที่วัดทำเป็น "มหากฐิน" อย่างนี้ถ้าบังเอิญจะไปเกิดในชาติใดก็ตาม จะเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สมบัติมากที่สุดเป็นพิเศษ อย่างตระกูล นางวิสาขามหาอุบาสิกา มีทรัพย์มากเป็นพิเศษ  อย่างมหาเศรษฐี เขาบอกว่าต้องมีเงิน  ๘๐ โกฏิ หรือว่า ๑๖๐ โกฏิ แต่ว่าตระกูลของนางวิสาขาจะนับเป็นโกฏิไม่ได้ ต้องนับเป็นโกฏิของเล่มเกวียน ไม่ใช่นับเป็นโกฏิของเหรียญ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าตระกูลนี้ร่ำรวยมาก

      ตระกูลนางวิสาขาจริงๆ เริ่มต้นจากคนที่ยากจนเข็ญใจ ต้นตระกูลนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านเมณฑกเศรษฐี นี้ ท่านเมณฑกเศรษฐี เป็นปู่ของนางวิสาขา ใสชาติก่อนโน้นท่านเป็นคนยากจนเข็ญใจมาก เรียกว่าเป็นคนแก่ ๒ คน ไม่มีลูก ลูกหญิงไม่มี ลูกชายไม่มี แล้วก็หาเช้ากินค่ำหรือว่าหาค่ำกินเช้า ไม่ได้เกิดพร้อมท่านไม่รู้ใช่ไหม เป็นอันว่าหากันไม่ค่อยจะพอกิน บ้านอยู่ใกล้วัด ไม่มีโอกาสจะทำบุญ ถึงแม้แต่วันพระที่เขาตั้งใจทำบุญกัน เวลาจะทำบุญก็ไม่มี ถ้าขืนมาทำบุญไม่ได้ทำงานก็ไม่มีกิน มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ศรัทธานะมีอยู่ แต่ทรัพย์ไม่มี

      มาคราวหนึ่งปรากฏว่า ที่วัดเขาสร้างส้วม เมื่อเขาสร้างส้วมเสร็จแล้วเขาก็ขุดหลุมส้วมเสร็จ ตอนกางคืนสองคนตายายก็คิดในใจว่า ชาติทั้งชาติ เรามันจนแสนจะจน ไม่มีเงินจะทำบุญ ไม่มีข้าวจะใส่บาตร เวลานี้เขาสร้างส้วมเสร็จ เรามีทองคำอยู่ชนหนึ่งเท่าปีกริ้น นั่นก็คือ ทองคำเปลว เอาไปบูชาพระรัตนตรัยดีกว่า ฉะนั้นเวลากลางคืนมันว่างงาน สองคนตายายจึงย่องเอาทองคำมาปูตรงที่ก้นหลุมส้วม ตั้งใจบูชาพระรัตนตรัย  ฟังแล้วก็จำให้ดีนะ ! นีสำคัญมาก

      หลังจากนั้นสองคนตายาย ก็นั่งคิดนอนคิดถึงบุญที่ทำแล้ว ก่อนจะหลับก็ดีใจว่าชาตินี้เราได้ทำบุญด้วยทองคำ ตื่นขึ้นมาก็ดีใจว่าได้ทำบุญด้วยทองคำ ปลื้มใจทุกวันจนกว่าจะถึงวันตาย เมื่อตายจากความเป็นคนอาศัยอานิสงส์ถวายทองคำเท่าปีกริ้นหรือทองคำเปลว ไปบูชาพระรัตนตรัย ไว้ที่ก้นหลุม ทั้งสองคนก็ไปเกิดเป็นเทวดากับนางฟ้า อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก เมื่อลงมาจากความเป็นเทวดาและนางฟ้า ด้วยบุญอานิสงส์อย่างยิ่ง ที่บูชาพระรัตนตรัยด้วยทองคำ ก็เป็นเหตุให้มาเกิดเป็นลูกของมหาเศรษฐี จากคนแสนจนนะ มาเป็นลูกมหาเศรษฐี

      ทีนี้ชาติเดิมท่านเป็นคนมีศรัทธาเป็นปกติ แต่ไม่มีทรัพย์ เมื่อไปเกิดเป็นเทวดาเป็นนางฟ้า ก็มีศรัทธาเป็นปกติ มาเกิดเป็นลูกมหาเศรษฐี ก็เป็นคนมีศรัทธาเป็นปกติ มีความเมตตาปรานีในบุคคลทั้งหลาย ฉะนั้นทานมหาเศรษฐีคนนี้จึงมีสภาพไม่เหมือนเศรษฐีคนอื่น เมื่อเป็นเศรษฐีแล้วก็ไม่หวังผลกำไรในดอกเบี้ย ปีหนึ่งได้ข้าวเท่าไร เศรษฐีมีนาเป็นแสนไร่ได้ข้าวมาก ก็กันไว้ส่วนหนึ่ง แกล้งขายเอาเงินเข้าในกองทรัพย์สินของตอนเอง อีกส่วนหนึ่งเอาไว้แจกกับคนจน แต่ว่าต่อมาท่านจะเก็บข้าวเอาไว้จริงๆ ข้าวที่เก็บไว้กินเอง เก็บไว้ประมาณเผื่อคนจนด้วย เผื่อท่านด้วย ที่เก็บไว้นะ ๓ ปี ปีหนึ่งได้ข้าวมาแล้ว เก็บไว้เพื่อกินเองบ้าง เพื่อคนจนบ้าง นี่ ๓ ปี  เหลือจากนั้นก็ขาย เหลือจากนั้นก็แจก
   
      และมาในตอนหนึ่งปรากฏว่า ในประเทศนั้นเกิดข้าวยากหมากแพง ฝนแล้วไม่ตกต้องตามฤดูกาล ฝนมันแล้งชาวบ้านทำนาไม่ได้ ท่านมหาเศรษฐีก็แจกข้าวกับบรรดาประชาขนที่มาขอ ไม่มีคำว่าขาย แจกมาแจกไป แจกไปแจกมา ในปีแรกข้าวก็ยังเหลือ ปีทีสองข้าวก็ยังเหลือ มันแล้งตั้ง ๓ ปี พอถึงปีที่ ๓ ข้าวหมด ข้าวที่แจกเขาก็หมด มีไว้เพื่อแจกข้าวที่มีไว้เพื่อกินก็หมด

ทีนี้มันมีข้าวเหลือทะนานเดียว เวลานั้นปรากฏว่าข้าทาสหญิงชายมีมาก ปล่อยหมด ไปตามเวรตามกรรม ไปหากินเอง ที่บ้านนี้ไม่มีกินแล้ว ถ้าขืนอยู่ก็อดตาย ก็มีทาสคนหนึ่ง ชื่อว่า "นายบุญ"  ไม่ยอมไปจากนาย  บอกถ้านายอดขออดด้วย ถ้านายตายขอตายด้วย ก็เป็นอันว่าตามธรรมดามหาเศรษฐีต้องไปเฝ้าพระราชาเช่นเดียวกับอำมาตย์ทั้งหลาย  เวลาประชุมขุนนาง มีวันหนึ่งข้าวเหลือทะนานเดียว ท่านมหาเศรษฐีกลับมาจากเฝ้าพระราชา ก็ถามแม่บ้านว่า ข้าวของเรามีเท่าไร แม่บ้านก็บอกว่า ข้าวของเรามีหนึ่งทะนาน ที่บ้านเรามี ๕ คน ฉันหนึ่งคน ลูกชายหนึ่งคน ลูกสะใภ้หนึ่งคน และทาสคือนายบุญอีกหนึ่งคน ท่านมหาเศรษฐีก็ถามว่า เราจะกินได้กี่วัน
   
      ภรรยาก็บอกว่า ถ้าต้มกินเราจะกินได้สองวัน วันนี้กับวันพรุ่งนี้ ถ้าหุงกินเราจะกินได้วันเดียว หลังจากนั้นคำว่า กินข้าวจะไม่มีสำหรับเราอีก ท่านมหาเศรษฐีก็ตัดสินใจว่า เราจะอดตาย อดวันนี้เราก็ตาย อดวันพรุ่งนี้เราก็ตาย ถ้าอย่างนั้นอดวันนี้ตายวันนี้ดีกว่า หลังจากนี้ไปไม่ต้องกินข้าว จะตายเมื่อไรก็ช่างมัน

      ก็เป็นอันว่าสั่งให้ภรรยาหุงข้าว ภรรยาก็หุง เมื่อหุงข้าวเสร็จ ทุกคนก็ตั้งใจคิดว่าเราจะกินเวลานี้เป็นเวลาสุดท้าย
หลังจากนี้เราจะตาย จะตายก็ช่างมัน ทำทานมหาศาลตาย แล้วอย่างน้อยที่สุด พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าอย่างน้อยเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เมื่อเป็นคนลำบากแบบนี้ เป็นเทวดาเป็นนางฟ้าดีกว่า

      แต่ก็เป็นการบังเอิญอย่างยิ่ง วันนั้นมี พระปัจเจกพุทธเจ้า องค์หนึ่งออกจากนิโรธสมาบัติ

   
      คำว่า "นิโรธสมาบัติ" นี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นสมาบัติพิเศษ ถ้าเราเข้าฌานตามปกติ เรียกว่า "ปกติสมาบัติ"  คำว่า ?ปกติสมาบัติ? ก็มีอานิสงส์ การถวายทานแก่คนหรือกับพระที่ไม่ได้เข้าสมาบัติ พระถึงแม้จะมีศีลบริสุทธิ์ ถึงแม้จะเป็นพระอรหันต์ก็ตาม ก็มีอานิสงส์มาก แต่ว่าถ้าพระองค์นั้นเข้าสมาบัติปกติ แล้วออกจากสมาบัติ ถ้าถวายทานแก่ท่าน เวลานั้นจะมีอานิสงส์เพิ่มเป็นแสนเท่า อานิสงส์ไม่เท่ากัน

      ถ้าหากว่าท่านผู้นั้นออกจาก "นิโรธสมาบัติ" คือสมาบัติพิเศษ ถ้าทำบุญคนเดียวคนจนจะเป็นมหาเศรษฐีในวันนั้น ถ้าคนรวยอยู่แล้วจะรวยใหญ่  และวันนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าออกจากนิโรธสมาบัติ การที่เข้านิโรธสมาบัติ

      "นิโรธ" แปลว่า ดับ
      "สมาบัติ" แปลว่า การเข้าถึง เข้าถึงความดับ คือดับทุกขเวทนาของร่างกาย เพราะร่างกายมันเหนื่อย

      เมื่อออกจากนิโรธสมาบัติแล้วก็ใช้ ทิพจักขุญาณ ว่า วันนี้เราจะบิณฑบาตที่ไหนจึงจะมีคนสงเคราะห์ ก็ทราบว่ามหาเศรษฐีวันนี้มีข้าวอยู่ทะนานเดียว และก็เวลานี้ภรรยาหุงข้าวเสร็จ แต่ถ้าบังเอิญเราไปบิณฑบาตที่นั่น คนตระกูลนี้ทั้งหมดทั้ง ๕ คน จะมีศรัทธาใส่บาตรให้ ท่านก็นุ่งสบงทรงจีวร ความจริงท่านนุ่งอยู่แล้วไม่ได้แก้ผ้านะ และก็ประคองบาตรเหาะมาจากเขา คันธมาทน์ พอถึงใกล้บ้านก็ลงเดิน

      เมื่อลงเดินท่านมหาเศรษฐีเห็นเข้าก็คิดในใจว่า ข้าวถ้าเรากินเวลานี้ วันนี้เราก็ตาย วันนี้ถ้าเราใส่บาตร  เราก็ต้องตาย เราไม่ใส่บาตรเราก็ต้องตาย นี่การตายด้วยการใส่บาตรมันมีอานิสงส์มาก อย่างน้อยที่สุดเราเป็นเทวดา เป็นนางฟ้าเป็นพรหม ทุกคนจึงตัดสินใจว่า ข้าวทะนานเดียวที่หุงหนึ่งหม้อใส่บาตรดีกว่า ก็ไม่มีแต่ข้าว แกงก็มีด้วย ไอ้แกงก็พอหาได้ จึงไปนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าให้หยุดยืนอยู่ บอกขอนิมนต์ก่อนขอรับ พระปัจเจกพุทธเจ้าก็หยุด ออกไปทั้ง ๕ คนก็ไปใส่บาตร เมื่อใส่บาตรพร้อมกันเสร็จ ต่างคนต่างกล่าววาจาว่า

      "ธรรมใดที่พระคุณเจ้าบรรลุแล้ว ขอข้าพเจ้าทั้งหมดบรรลุธรรมนั้นด้วยเถิดเจ้าข้า"
 
      พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ให้พรว่า "เอวัง โหตุ" ซึ่งแปลว่า "เจ้าปรารถนาสิ่งใด ขอสิ่งนั้นสมความปรารถนา"

 และหลังจากนั้นคนทั้ง ๕ คนก็อธิษฐานต่อไปว่า
      "ข้าพเจ้าไปเกิดชาติใดขอให้เป็นมหาเศรษฐีทุกชาติ"
      ภรรยาอธิษฐานว่า "ถ้าไปเกิดชาติใดขอเป็นภรรยามหาเศรษฐีทุกชาติ"
      ลูกชายก็อธิษฐานว่า "ข้าพเจ้าไปเกิดชาติใดขอเป็นลูกของพ่อทุกชาติ"
      ลูกสะใภ้ก็อธิฐานว่า "ขอข้าพเจ้าเป็นลูกสะใภ้ทุกชาติ"
      นายบุญผู้เป็นทาสก็อธิษฐานว่า "ขอเป็นทาสทุกชาติเหมือนกัน ไม่เป็นมหาเศรษฐี"

      ก็เป็นอันว่า หลังจากนั้นคนทั้ง ๕ คนใส่บาตรเสร็จพระปัจเจกพุทธเจ้าให้พรแล้วก็กลับ พอท่านกลับออกไปแล้วท่านมหาเศรษฐีเข้ามาในบ้านก็หมดแรงนอน ความจริงตั้งใจพร้อมยอมตาย แต่ความหิวมันปรากฏ ก็คิดในใจว่า ไอ้ข้าวในหม้อมันคงจะไม่มี ไม่มีมากแต่บางเม็ดมันคงจะมีบ้าง บอกแม่บ้านบอก "แม่คุณเอ๋ย" เข้าไปในครัวทีนะ เอาน้ำไปใส่ในหม้อข้าวคนๆ เข้าให้กลิ่นข้าวมันติดน้ำ ขอดื่มสักหน่อยเหอะ นี่ไอ้คนคิดอยากจะตายมันไม่แน่ แม่บ้านเข้าไปในบ้านก็ตกใจ เปิดหม้อข้าว ตกใจตอนไหนญาติโยม ตกใจว่าข้าวที่ไม่มี มันกลับเต็มหม้อตามเดิม ร้อนเหมือนกับสุกใหม่ๆ ไปเปิดหม้อแกงเข้า ไอ้หม้อแกงก็ร้อนตามเดิม เต็มหม้อ เหมือนกับสุกใหม่ๆ

      ทีนี้ภรรยาก็วิ่งมาบอกท่านมหาเศรษฐี บอก "ท่านเศรษฐีเข้าไปในครัวซิ" ทั้งหมดเข้าไปในครัวมาดูของแปลก ก็ไปเจอะข้าวแกงเต็มหม้อ ก็ดีใจ ตักข้าวออกแล้วปรากฏว่าข้าวสุกก็มีเต็มหม้อตามเดิม แกงก็เหมือนกันตักแล้วก็เต็มหม้อตามเดิม ในเมื่อท่านเห็นว่าข้าวไม่ยอมยุบก็ประกาศแก่คนในหมู่บ้าน ว่าคนในหมู่บ้านนี้ทั้งหมด ใครต้องการกินข้าวกินแกงฉันมี แกงอย่างเดียว มาที่บ้านเอาชามมา ทุกคนกินให้อิ่ม ก็ตักแจก ตักแจกเท่าไรมันก็ไม่ยอมยุบ เลยประกาศให้ชาวบ้านอื่นนอกจากนั้นเข้ามาอีก

      ก็เป็นอันว่า คนที่ต้องอดทั้งหมด ที่ไม่มีข้าวกินทั้งหมดมารวมกันกินที่บ้านมหาเศรษฐี กินอย่างนี้ทุกวัน ข้าวหม้อนั้นก็ไม่หมด แกงหม้อนั้นก็ไม่ยอมยุบ ไม่หมดและก็ไม่ยุบด้วย เมื่อให้ทานขนาดนี้แล้ว ต่อมาก็ตาย ตายเหมือนกัน ตายจากความเป็นคนก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก

      ทีนี้กลับลงมาเกิดใหม่ ระหว่างนี้สามีภรรยาก็ต้องแยกตระกูลกัน ถ้าไม่แยกตระกูลก็แต่งงานกันไม่ได้  กลับลงมาเกิดใหม่ มาเกิดเข้าท้องคนจนในป่า คือสองคนตายายในป่าคนหนุ่มสาวเขาเรียกว่าตายาย สองผัวเมียในป่าเป็นคนจนมาก แต่คืนนั้นเมื่อ เมณฑกเศรษฐี  ปฏิสนธิเข้าในครรภ์ของมารดาพอตื่นเช้าขึ้นมา พ่อบ้านล้างหน้าที่นอกชาน เห็นว่าไอ้กอไผ่นับร้อยนับพันต้นที่ล้อมบ้านที่เขาอยู่กลางป่า เป็นป่าไผ่ หน่อไม้ทั้งหมดเป็นทองคำทั้งหมด จึงเรียกภรรยามาดู ก็ถามว่า "ตาฉันฝาดไปเสียแล้วหรือยังไง ว่าไอ้หน่อไม้นั้นเป็นทองคำ"

      ภรรยาบอก "ตาท่านไม่ฝาด หน่อไม้เป็นทองคำหมด" ทั้งสองคนไปดูใกล้ๆ ก็เป็นทองคำจริงๆ เมื่อไปจับเข้าต้องการหน่อนี้หน่อนั้นก็หลุด จับหน่อไหน หน่อนั้นก็หลุดถ้าต้องการ แต่ว่าคนอื่นไม่สามารถจะดึงเอาหน่อไม้ทองคำไปได้ จะดึงก็ไม่ได้ จะขุดก็ไม่ได้ จะฟันก็ไม่ขาด ทำยงไงก็ไม่ได้ทั้งหมด จะได้เฉพาะสองตายาย

   ในเมื่อหน่อไม้เป็นพันหน่อเป็นหมื่นหน่อ ถึงออกมาแล้วก็เกิดหน่อใหม่ อย่างนี้ก็เป็นมหาเศรษฐีกันแน่นะ พอถึงวันคลอด ท่านเมณฑกเศรษฐี คลอดออกจากครรภ์มารดา พอวันคลอดวันนั้นปรากฏว่า มีแพะตัวเท่าช้างสาร คำว่าช้างสารก็ดูช้างสีดอก็แล้วกันนะ ช้างใหญ่มีจำนวนนับนับร้อยตัวยืนล้อมบ้านอยู่ แพะทั้งหมดยืนอ้าปากมีสายไหมอยู่ในปาก ถ้าต้องการเงินไปดึงเงินจะไหล ถ้าต้องการทอง ทองจะไหล ต้องการผ้า ผ้าจะไหล ต้องการอะไร มันจะไหลตามออกมา

      ก็เป็นอันว่า เมฑกเศรษฐี นี่เป็นปู่ของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ตระกูลนี้เป็นตระกูลมหาเศรษฐีที่ยิ่งใหญ่ในโลก จะเปรียบเทียบก็ได้กับบรรดาท่านทั้งหลายมาทอดกฐินวันนี้ คือ ว่ากฐินมี ๓ อย่าง คือ

      (๑) จุลกฐิน จุลกฐินไม่ใช่มานั่งทอผ้ากันนะ มันมีผ้าชิ้นเดียว
      (๒) ปกติกฐาน มีไตรครบถ้วน
      (๓) มหากฐิน

      กฐินทั้ง ๓ อย่างจะเป็นมหาเศรษฐีเหมือนกัน แต่เป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์แตกต่างกัน อย่าง จุลกฐิน จะเป็นมหาเศรษฐีแค่ทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ปกติกฐิน จะมีอานิสงส์เป็นมหาเศรษฐีนับได้แต่ ๑๖๐ โกฏิขึ้นไป

      สำหรับ มหากฐิน ก็เช่นเดียวกับนางวิสาขา จะมีทรัพย์มากที่สุด ฉะนั้นขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกคน โปรดทราบถึงอานิสงส์ อาตมาก็ไม่สบายนะ ที่มานี่เมื่อคืนก็ท้องถ่ายอย่างหนัก ลงมาไม่ได้ วันนี้บังเอิญมีแรงพูด จึงพูดให้ทราบ ก็จำไว้ว่า การทอดกฐินแต่ละครั้งเป็นมหากุศล และเป็นมหาสังฆทาน เฉพาะกาลเวลาคือตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงกลางเดือน ๑๒

      ฉะนั้น การทอดกฐิน ขอบรรดาพุทธบริษัททุกคน ให้ตั้งจิตอธิษฐาน ท่านต้องการอะไรตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัส ถ้าต้องการปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็เป็นได้ ต้องการเป็นอัครสาวกก็เป็นได้ ต้องการเป็นมหาสาวกก็เป็นได้ ต้องการเป็นปกติสาวก คือเข้านิพพานก็เป็นได้ แต่เรื่องการเป็นเศษฐี มหาเศรษฐี ไม่ต้องอธิษฐาน อานิสงส์กฐินธรรมดาก็เป็นมหาเศรษฐีแน่นอน


ภาพปาฏิหาริย์เทพเทวดา นางฟ้าฟ้อนรำกลองยาวในงานกฐินวัดท่าซุงแห่งความทรงจำที่ไม่เคยลืมเลือน

แหล่งข้อมูล
http://www.buddha-dhamma.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&Category=buddha-dhammacom&thispage=10&No=1162356]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 22, 2012, 08:11:21 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
พฤศจิกายน 22, 2012, 08:08:41 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2012, 08:08:41 pm »

หลวงพ่อพระราชพรหมยานอธิบายเรื่องอานิสงส์ของกฐิน

ผู้ถาม : "หลวงพ่อคะ การทอดผ้าป่า กับ การทอดกฐินอย่างไหนได้อานิสงส์มากน้อยกว่ากันคะ..?"
หลวงพ่อ : "ความจริง ผ้าป่า กับ กฐินเป็นสังฆทานด้วยกันทั้งคู่นะ แต่ถ้าว่าอานิสงส์โดยเฉพาะกฐินได้มากกว่า เพราะว่ากฐินมีเวลาจำกัด จะทอดตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงกลางเดือน 12 แต่อานิสงส์ได้ทั้งสองฝ่าย คือ ผู้ทอดก็ได้ พระผู้รับก็ได้ พระผู้รับมีอำนาจคุ้มครองพระวินัยได้หลายสิกขาบท ทำให้สบายขึ้น

ต้นเหตุแห่งการทอดกฐินนี้ ก็มี นางวิสาขา เป็นคนแรก ในสมัยนั้นพระพุทธเจ้าท่าทรงบัญญัติการจำพรรษา เพื่อป้องกันพระไปเดินเหยียบต้นพืชต้นข้าวที่ชาวบ้านเขาปลูกไว้ใน ฤดูฝนไม่ให้เสียหาย

ครั้นเมื่อออกพรรษาแล้ว ภิกษุชาวปาฐา 30 รูปเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ในเวลานั้นพระสงฆ์ทั้งหลายมีผ้าจำกัดเพียง 3 ผืนเท่านั้น เมื่อมาถึงในขณะที่นางวิสาขา เฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่พอดี เห็นพระมีผ้าสบงจีวรเปียกโชกด้วยน้ำฝนและน้ำค้าง จึงได้กราบทูลขอพรแด่พระพุทธเจ้าว่า " หลังจากออกพรรษาแล้ว ขอบรรดาประชาชนทั้งหลายมีโอกาสถวายผ้าไตรจีวร แก่คณะสงฆ์ด้วยเถิด" พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุมัติ ส่วนผ้าป่าก็เป็นสังฆทาน แต่อานิสงส์จะน้อยไปนิดหนึ่ง แต่ทั้งสองอย่างก็เป็นสังฆทานเหมือนกัน แต่เป็นสังฆทานเฉพาะกิจ กับสังฆทานไม่เฉพาะกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าป่าผู้ให้ก็ได้อานิสงส์ ผุ้รับก็มีอานิสง์แต่เพียงแค่ใช้ เป็นอันว่าทั้งสองอย่างนี้ถือว่าอานิสงส์การทอดกฐินมากกว่าผ้าป่า แต่ว่าการทอดกฐินปีหนึ่งครั้งเดียว ผ้าป่าทอดได้หลายครั้ง อานิสงส์ผ้าป่าย่อมได้มากกว่านะ"

ผู้ถาม : "แล้วองค์กฐินที่แท้จริงเป็นอย่างไรคะ..?"
หลวงพ่อ : "องค์กฐินจริง ๆ คือ ผ้าไตร นอกนั้นเป็นบริวาร เวลากรานกฐินจริง ๆ เรากรานกันแต่ผ้า การถวายก็ไม่ยาก เรามีผ้าจีวรผืนหนึ่งหรือว่าสบงผืนหนึ่ง หรือว่าสังฆาฏิผืนหนึ่งอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เขาเรียกว่า จุลกฐิน หรือจะถวายไตรจีวรครบทั้งวัด เขาเรียกว่า มหากฐิน

ฉะนั้น จะถวายมากก็ได้ ถวายน้อยก็ได้ อานิสงส์เหมือนกัน โดยเฉพาะที่วัดท่าซุง จัดเป็นกฐินสามัคคี เป็นเจ้าภาพร่วมกันทุกคน ได้อานิสงส์เท่ากันหมด

สำหรับการทอดกฐินครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านเคยเทศน์คือพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระปทุมุตตระท่านเคยเทศน์วาระหนึ่ง สมัยที่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเป็น มหาทุคคตะ

คำว่ามหาทุคคตะนี้จนมาก เป็นทาสของท่านคหบดี ได้ไปฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าว่า อานิสงส์กฐินนี้มีมาก ท่านจึงกลับไปชวนนาย แต่นายก็มอบหมายทรัพย์สมบัติให้ท่านเป็นผู้จัดการทุกอย่าง ท่านมหาทุคคตะอยากมีส่วนร่วมในทานนี้ด้วย แต่ไม่มีอะไรมีแต่เสื้อผ้าเก่า ๆ ขอตนที่มีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว จึงนำไปแลกที่ร้านในตลาด มีด้าย 1 กลุ่ม เข็ม 1 เล่ม เอามาร่วมในการทอดกฐินกับเจ้านาย เพื่อปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล พระองค์ทรงตรัสว่า คนถวายผ้ากฐิน หรือ ร่วมในการถวายกฐินทานครั้งหนึ่ง
จะปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ จะปรารถนาเป็นพระอรหันต์ก็ได้ แต่ถ้าหากว่ายังไม่ถึงพระนิพพาน เพียงใดอานิสงส์จะให้ผลแก่ท่านผู้นั้น เมื่อตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นเทวดาแล้วก็จะลงมาเป็น พระเจ้าจักรพรรดิ ปกครองโลก 500 ชาติ เมื่อบุญน้อยลงมาจะเป็น พระมหากษัตริย์ 500 ชาติ เป็น มหาเศรษฐี 500 ชาติ เป็น อนุเศรษฐี 500 ชาติ เป็น คหบดี 500 ชาติ แต่คนที่ทอดผ้ากฐิน หรือว่าร่วม ในการทอดผ้ากฐินครั้งหนึ่งก็ดี บุญบารมีส่วนนี้ยังไม่ทันหมดก็ปรากฏว่า ท่านเจ้าของทานไปนิพพานก่อน"

การอุปโลกน์กฐิน

   อุปโลกน์เป็นยังงี้นะญาติโยมนะ ถ้ามีผ้าไตรเดียวจะต้องอุปโลกน์ ถ้าพระสงฆ์มีผ้าไตรครบทุกองค์ไม่ต้องอุปโลกน์  วิธีอุปโลกน์ก็มีอยู่ว่า ตามพระวินัยพระสงฆ์ที่จะได้รับผ้าไตรกฐิน ต้องเป็นพระสงฆ์ที่มีจีวรเก่าที่สุด ไม่ใช่เจ้าอาวาส องค์ไหนมีจีวรเก่าที่สุดองค์นั้นมีโอกาสได้รับผ้าพระกฐิน ถ้าหากว่าองค์ไหนมีจีวรใหม่องค์อื่นมีจีวรเก่ากว่าไปรับผ้าพระกฐิน ทรงปรับเป็นโทษ

   ที่นี้ถ้าบังเอิญมีผ้าผืนเดียว มีจีวรผืนเดียวไตรเดียวนะ บรรดาพระสงฆ์จะต้องประชุมกัน และก็มอบหมายให้พระองค์ใดองค์หนึ่งเป็นองค์ครอง แต่ทว่าถ้าเจ้าอาวาสจะครองตามที่หลวงพ่อปานปฏิบัติมา ท่านต้องเอาผ้าไตรที่ใหม่ที่สุดไปให้กับพระองค์ที่มีผ้าเก่าที่สุดเป็นการชำระหนี้ก่อน แบะท่านจึงจะให้อุปโลกน์ ถ้าไม่ยังนั้นจะผิดพระวินัย ถ้าผิดพระวินัยไปไหนพระก็ลงนรก พระไม่ยอมลงนรกอยู่แล้วนะ

   ทีนี้เวลานี้พระได้รับกฐินทั้งวัด ทั้งวัดมีผ้าไตรเสมอกันหมดทุกองค์ องค์ละไตรก็ไม่จำเป็นต้องอุปโลกน์ อุปโลกน์ก็คือสมมติว่ายอมให้องค์นี้ครองกฐิน จะเฉพาะผ้าชุดเดียว ของเรานี่ผ้ามีครบจะอุปโลกน์ให้กับใครไม่จำเป็น

คำอธิษฐาน

   แล้วก็สำหรับคำอธิษฐานนะโยมนะ ขอให้ญาติโยมตั้งใจว่า ตั้งใจตอนหลังจากถวายไปแล้วนะ หลังจากถวายของกฐินแล้วก็อธิษฐาน ให้อธิษฐานคิดโดยตรงว่า

   "ถ้าข้าพเจ้าได้อานิสงส์การถวายกฐินนี้ ขอจงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าเข้าถึงนิพพานในชาตินี้ ถ้าบังเอิญบารมียังไม่ถึง ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ก็ขอคำว่าไม่มีจงอย่าปรากฏแก่ข้าพเจ้า"

   นั่นก็หมายความว่า เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องการอะไรมันมีทุกอย่าง อย่าง พระอนุรุทธ พระอนุรุทธ ตั้งแต่กาลก่อนๆ  ที่จะมาเกิดในกาลนี้ เวลาถวายทานทุกครั้งก็อธิษฐานว่า "ขอคำว่าไม่มีจงอย่าปรากฏแก่ข้าพเจ้า"

   ต่อมาชาติหลังที่สุด มันก็มีทุอย่าง แต่ว่าท่านชอบเล่นขลุบกับเพื่อน เล่นสกานะ แล้วก็แม่ทำขนมมาให้ทุกวันๆ ละถาด เลี้ยงตัวเองด้วย เลี้ยงเพื่อนด้วย  แต่ทว่ามาวันหนึ่งปรากฏว่าขนมไม่มี พอถึงเวลาก็ใช้ให้คนใช้ไปรับขนมที่แม่ แม่บอกว่าขนมไม่มี ท่านไม่เคยได้ยินคำว่า "ไม่มี"  มีแต่มีเฉยๆ ท่านจึงบอกว่า ขนมไม่มีก็เอา อยากจะกินขนมไม่มี แม่ก็คิดในใจว่า ลูกของเราเกิดเป็นลูกเจ้า ต้องการอะไรก็ได้ทุกอย่างไม่เคยขัดข้อง ไอ้การขัดข้องขงคนมันต้องมีสักวันหนึ่งข้างหน้า จึงอยากจะสอนลูกชายให้รู้ว่าคำว่า "ไม่มี" มันเป็นอย่างนี้ จึงเอาถาดเปล่าๆ วางลงไป แล้วก็เอาถาดเปล่าๆ อีกใบหนึ่งวางคว่ำปิดทับเป็นฝาปิด แล้วส่งให้คนใช้นำมาให้ลูกชาย ลูกชายจะได้รู้จักคำว่า "ไม่มี" มันไม่มีจริงๆ

   ตอนนี้อานิสงส์ที่พระอนุรุทธท่านเคยอธิษฐานไว้หลังจากการทำบุญว่า "ผลทานที่ข้าเจ้าทำนี้ ขอคำว่าไม่มีจงอย่าปรากฏแก่ข้าพเจ้า" เป็นเหตุให้เทวดารักษาตัวเดือดร้อน คิดว่าถ้าวันนี้ท่านพระอนุรุทธ ไม่มีขนมกิน เทวดารักษาตัวต้องหัวแตกเจ็ดเสี่ยง ตายแน่ !  เทวดาจึงต้องเนรมิตขนมทิพย์เข้าถาด พอคนใช้ไปถึงก็วางถาดลง พอเปิดขึ้นกลิ่นก็หอม รสก็หวานอร่อย

   ต่อมาเมื่อตอนเย็น ท่านกลับมาหาแม่ ถามแม่ว่า? ทุกวันแม่ไม่เคยปรานีลูกเท่าวันนี้เลย? แม่ก็ถามว่า?
เพราะอะไร? ท่านก็บอกว่า "เพราะขนมไม่มีของแม่นั่นแหละ !  มันอร่อยเหลือเกิน ทีหลังขอให้แม่ทำขนมไม่มีให้ทุกวันนะ" แม่เลยสบายเวลาลูกชายใช้ให้คนใช้มาเอาขนมก็เอาถาดเปล่าวางเข้า แล้วเอาถาดเปล่าอีกใบปิดข้างขนให้คนใช้แบกไป เป็นอันว่าเทวดาองค์นั้นต้องทำขนมทุกวัน สบายไปเลย

   ญาติโยมก็เหมือนกัน วันนี้ทำบุญกันหลายอย่าง คำว่า "กฐิน" ตามที่ ดร.ปริญญา ประกาศบอกว่าต้องมี ผ้า อันนี้เป็นความจริงผ้านี่เป็นกฐิน สำหรับอย่างอื่นเป็นบริวาร อย่างเงินที่บรรดาท่านพุทธบริษัทให้มาแล้ว ต่อไปชาติหน้าก็จะมีเงินคับคั่งฐานะดีไม่น้อยกว่ามหาเศรษฐีทุกคน ถ้าบังเอิญต้องเกิดอีกนะ

   ประการที่สอง การถวายผ้าเนื่องด้วยกฐินก็ดี สังฆทานก็ตาม เทวดาเคยถามพระพุทธเจ้าว่า

   การให้อะไรได้ชื่อว่าเป็นการให้ผิวพรรณ? พระพุทธเจ้าบอกว่า "การให้ผ้าผ่อนท่อนสไบได้ชื่อว่าเป็นการให้ผิวพรรณ"
   คำว่า "ให้ผิวพรรณ" หมายความว่าให้มีผิวพรรณสวยนั่นก็คือ "การถวายผ้า"

   ประการที่สาม ญาติโยมถวายพระพุทธเจ้า เมื่อกี้อย่าลืมว่าการถวาผ้ามีผิวพรรณสวยนะ แต่ตัวเองอาจะไม่สวยก็ทรวดทรงนะไม่สวย

   ทีนี้การถวาย "พระพุทธรูป" ถ้าเป็นเทวดา นางฟ้า หรือพรหม จะมีแสงสว่างมาก ถ้ามาเกิดเป็นคนจะมีทวดทรงสวยมาก เป็นอันว่าอานิสงส์ที่ญาติโยมต้องการ

(๑)   มีทรวดทรงสวยก็ได้ทำแล้ว
(๒)   มีผิวพรรณสวยก็ได้ทำแล้ว
(๓)   มีทรัพย์สมบัติมากก็ได้ทำแล้ว

เป็นอันว่าของทุกอย่างที่ญาติโยมทำครบทุกประการ ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยของพระนิพพานโดยตรง
ขอให้ทุกคนตั้งใจว่าอย่างนี้นะว่า

   "ชาตินี้ขอให้นิพพาน ถ้ายังบังเอิญไปนิพพานไม่ถึงก็ขอค้างอยู่ที่พรมบ้าง ที่สวรรค์บ้าง แล้วก็จะตีตั๋วต่อไปนิพพานทันทีเมื่อหมดวาระ "
บันทึกการเข้า
พฤศจิกายน 22, 2012, 08:09:10 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2012, 08:09:10 pm »

หลวงพ่อปานทอดกฐิน

               หลวงพ่อปานก็ไปทอดกฐิน๗-๘วัดแต่การทอดกฐินคราวนั้นท่านประกาศกับบรรดาพุทธบริษัทของท่านว่าจะต้องการเอาอาหารไปช่วยเขาเขาอดข้าวอดอาหารนี่ท่านเป็นนักสังคมสงเคราะห์แต่ไม่มีใครเขาช่วยท่านหรอกรัฐบาลไม่ได้ร่วมมือแต่ว่าชาวบ้านช่วยท่านไปคราวนั้นปรากฏว่านำข้าวเปลือกบ้างข้าวสารบ้างไป๗ลำเรือเรือลำหนึ่งจุประมาณ๑๐เกวียนบ้างจุประมาณ๒๐เกวียนบ้างเอาไป๗ลำที่ท่านได้มายังงั้นเพราะอะไรเพราะใครมาหาท่านก็บอกท่านจะไปทอดกฐินแล้วว่าการทอดกฐินคราวนี้ต้องเอาข้าวเอาอาหารไปสงเคราะห์คนที่อดข้าวคนนั้นก็ให้คนนี้ก็ให้บางคนก็ให้เงินบางคนก็ให้ข้าวบางคนก็ให้กับพวกกรุงเทพฯก็ให้ทั้งเงินให้ทั้งของทะเลผ้าผ่อนท่อนสไบพวกจังหวัดสมุทรสาครโยมพ่วงอยู่ที่นั่นก็เอาของทะเลมาเป็นลำๆเรือน้ำปลาอย่างดีของทะเลต่างๆแล้วก็เงินทองด้วยผลที่สุดนำไป๗ลำเรือแจกกันขนาดหนักบรรดาประชาชนสาธุไปทั่วกันว่ากันถึงเรื่องการทอดกฐิน

               จะพูดถึงอานิสงส์กฐินให้ฟังหลวงพ่อปานทอดกฐินคราวไรละก็ท่านก็เทศน์แบบนี้เทศน์แบบนี้ฉันจะนำใจความมาเล่าให้ฟังว่าการทอดกฐินอานิสงส์ของกฐินนี่น่ะให้ผลทั้งชาติปัจจุบันและสัมปรายภพชาติปัจจุบันและสัมปรายภพหมายความว่าชาตินี้และชาติหน้าชาติต่อๆไปคนทอดกฐินสังเกตตัวดู ถ้าทอดแล้วถึง๒-๓ครั้งความเป็นอยู่จะคล่องตัวขึ้นถึงแม้ว่าจะไม่ร่ำรวยก็ตามแต่ความเป็นอยู่จะคล่องตัวขึ้นรู้สึกว่าเป็นคนโชคดีมากขึ้นหาลาภสักการคล่องตัวขึ้นท่านบอกว่านี่ยังเป็นเศษของความดี อานิสงส์ของการทอดกฐินสามารถจะบันดาลให้คนปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็สำเร็จผล

               ดูตัวอย่างองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ปัจจุบันสมัยนั้นเป็นมหาทุกขตะสมัยที่พระปทุมมุตตะทรงอุบัติขึ้นในโลกแกไม่มีอะไรเป็นคนจนไปชวนนายเขาทอดกฐินตัวเองก็เอาผ้าไปขายแลกกับด้ายหลอดเขามาด้วยด้าย๒หลอดเข็ม๑เล่มเอามาผสมกับกฐินเขาแล้วก็ปรารถนาพระโพธิญาณพระปทุมมุตตะก็ทรงพยากรณ์ว่าบุคคลๆนี้ต่อไปจะได้ตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระสมณโคดมนี่เป็นสมุฏฐานของการปรารถนาพระโพธิญาณของท่านมีกฐินเป็นปัจจัยแล้วหลวงพ่อก็เทศน์ต่อไปว่าบุคคลใดก็ตามทอดกฐินแล้วถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนาต่อไปถ้าหากว่าไปได้บรรลุพระอรหัตผลก็จะมีผ้าสำเร็จไปด้วยฤทธิ์มาสวมตัวพระพุทธเจ้าทรงเรียกว่าเอหิภิกขุแปลว่าเจ้าจงเป็นภิกษุมาเถิดเพียงเท่านี้ผ้าไตรจีวรก็จะลอยมาจากอากาศสวมตัวเองด้วยอำนาจของอานิสงส์กฐิน

               สำหรับผู้หญิงถ้าเป็นเจ้าภาพหรือจัดการในงานกฐินก็จะได้เครื่องมหาลดาปราสาทเครื่องประดับกายอย่างนางวิสาขามีราคาตั้ง๑๖โกฏิสวยงามมากนี่อย่างหนึ่งแล้วอีกอย่างหนึ่งคนที่ทอดกฐินแล้วถ้าตายจากความเป็นมนุษย์จะเกิดเป็นเทวดา๕๐๐ชาติหมายความว่าเกิดแล้ว๑ชาติของเทวดาก็คือพันปีทิพย์หมดกำลังของพันปีทิพย์ก็จะเกิดเป็นเทวดาใหม่ต่อไปอย่างนี้๕๐๐วาระ ความจริงก็ได้เปรียบมากถ้าอย่างลูกหลานได้เป็นอย่างนั้นนะไปนิพพานกันหมดเพราะพวกเรามีศรัทธาอยู่แล้วเป็นเทวดาก็เป็นเทวดาที่ไม่ประมาทยังงี้ไปนิพพานกันหมดดีได้กำไร๕๐๐ชาติ เมื่อพ้นจากความเป็นเทวดาแล้วก็มาเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิถ้าเป็นผู้ชายนะถ้าเป็นผู้หญิงก็เป็นคู่บารมีของพระเจ้าจักรพรรดิ๕๐๐ชาติ พระเจ้าจักรพรรดินี่ไม่ใช่พระเจ้าจักรพรรดิอย่างเบาได๋นะจักรพรรดิส่งเดชอย่างนั้นไม่ใช่คำว่าจักรพรรดินี่มีอำนาจปกครองไปทั้งโลก
มีเกือกแก้วแล้วก็มีพระขรรค์แก้วแล้วก็มีแก้วมณีโชติมีกำลังมากเหาะได้ไม่มีใครมีอำนาจเท่าแล้วก็มีธนูศิลป์ศรจะใช้ยังไงก็ได้เหมือนศรพระรามมีอำนาจปกครองโลกปกครองโลกได้จริงๆไม่มีใครสู้ถ้าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็มีขุนพลแก้วรบเก่งขุนคลังแก้วหาเงินเข้าคลังเก่งช้างแก้วม้าแก้วนี่ใช้สงรามได้ดีนางแก้วคือเมียดีเวลาฤดูหนาวร่างกายของเมียก็อบอุ่นมากขึ้นแล้วเวลาฤดูร้อนร่างกายของเมียก็เย็นทำความสุขให้แก่พระเจ้าจักรพรรดินี่เป็นยังงี้นี่ท่านว่ายังงั้นถ้าพ้นจากสวรรค์ก็มาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ๕๐๐ชาติแล้วพ้นจากนั้นก็เป็นกษัตริย์ธรรมดาไป๕๐๐ชาติจากนั้นก็มาเป็นมหาเศรษฐี๕๐๐ชาติแล้วก็เป็นคหบดี๕๐๐ชาตินี่ท่านบอกว่า

               อานิสงส์ของกฐินคราวเดียวก็สามารถให้ผลถึงเพียงนี้ทุกคนควรจะทอดกฐินกันแล้วเวลาทอดกฐินก็นึกว่าตนจะสงเคราะห์พระพุทธศาสนาหรือสงเคราะห์พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนานั่นเอง แต่ว่าเนื้อนาบุญนี่สำคัญนะเวลาจะหว่านข้าวลงไปดูเนื้อนาเสียด้วยนี่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เองเนื้อนาบุญนี่สำคัญ ถ้านาดอนหว่านข้าวไม่ขึ้นม้านหมดถ้านาลุ่มข้าวก็น้ำท่วมนี่สำคัญมาก (แล้วว่ากันไปก็แล้วกัน) ใครจะทำที่ไหนจะทอดที่ไหนก็ไม่ว่านี่แนะนำให้ฟังหลวงพ่อปานท่านเทศน์อย่างนี้

ที่มา palungjit
บันทึกการเข้า
พฤศจิกายน 22, 2012, 08:10:16 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2012, 08:10:16 pm »

ยกศาลพระภูมิ

คราวนี้มาว่ากันถึงการยกศาลพระภูมิดีตรงไหน นี่อาตมาขอสนับสนุนว่าดีจริง ๆ แต่ท่านยกแล้วท่านต้องทำให้ถูกดีนะมันถึงจะได้ดี ถ้าหากว่าท่านทำไปแล้วไม่ชนดี มันก็ไม่พบดีเหมือนกัน การจะชนดีจะพบดีจะถึงดีเอากันยังไง ว่ากันตอนนี้ เมื่อยกศาลพระภูมิขึ้นมาแล้ว ควรบูชาทุกวัน
ถ้าจะมีกล้วย อ้อย น้ำท่าบ้างก็ตามอัธยาศัย ขนมนมเนยอะไรก็ตาม ให้เป้นไปตามอัธยาศัยของท่าน เวลาบูชาเทวดาจุดธูปกี่ดอก พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนไว้ ที่เขามาโมเมกันในตอนหลัง ว่าจุดบูชาผีเท่านั้นดอก บูชาพระเท่านั้นดอก บูชาครูบาอาจารย์เท่านี้ดอก นี่มันเรื่องของคนที่คิดขึ้นทีหลัง จะจุดธูปเทียนกี่ดอกตามใจท่าน ท่านจะจุดเท่าไรก็ตามไม่เป็นไร
ที่นี้ตอนบูชา บูชาแบบไหน ถ้าเราไปนั่งบูชาบอกภุมเทวดาเจ้าคะเจ้าขากรุณาฉันเถิด เวลานี้ที่บ้านฉันเกิดไม่ดีขึ้นแล้ว ผัวออกนอกบ้าน เมียนอกใจ คนใช้ว่าไม่นอนสอนไม่ได้ ขอให้เทวดาช่วยกำจัดให้ด้วย ไปตามผัวให้ที ไปตามเมียให้ที หรือว่าเวลานี้ฉันอยากจะถูกหวยรวยโป อยากจะค้าขายให้มันรวย ถ้าบูชาแบบนี้ไม่เป็นเรื่องแล้ว ไม่ใช่บูชา กลายเป็นเอาเทวดาเป็นคนรับใช้ไป ไม่ถูก แบบนี้ไม่ถูก
การบูชาเขาต้องบูชาแบบนี้ คำว่าบูชาแปลว่ายอมรับนับถือ ก็หมายความว่าเรายอมรับนับถือความดีของท่านภุมเทวดา คิดว่านี่ท่านจะเป็นเทวดาขึ้นมาได้ มีเครื่องทิพย์บริโภค มีร่างกายทิพย์ มีวิมานเป็นที่อยู่เป็นทิพย์
เวลานี้เรายกศาลขึ้น ความจริงท่านไม่ได้มาอยู่ที่ศาลของเรา...  ศาลนี่ เดิมทีสมัยโบราณ เขามีไม้กระบอกปักไว้กลางแจ้ง เวลาจะบูชาก็เอาธูปเทียนไปปักที่กระบอก ต่อมาเห็นว่าถ้าจะมีอะไรให้บ้างก็ไม่มีที่จะวาง ก็ทำศาลเพียงตา ทำเป็นศาล 2 ชั้น คิดว่าเทวดาท่านนั่งชั้นบน แล้วเอาของวางชั้นล่าง ท่านก็เอื้อมมาหยิบกิน ต่อมาเมื่อฝนตกแดดออกจึงสงสารเทวดาขึ้นมาก็เลยเอาร่มไปกางให้ ทีหลังเห็นว่าท่านั้นไม่เหมาะ ก็เลยเอาใหม่ทำบ้านให้มีหลังคา มีฝาครอบ นี่เป็นเรื่องของเราเอง
มาสมัยนี้เลยมีตึกมีปราสาท รู้สึกว่าเทวดามีวาสนาบารมีมากขึ้นหน่อย อย่างนี้จะทำแบบไหนก็ตาม เทวดาท่านไม่ได้ขึ้นอยู่ วิมานของท่านมี แต่การทำแบบนี้เป็นการยอมรับนับถือซึ่งกันและกันเป็นการบูชาความดี อย่ามานึกว่าท่านมาอยู่บนศาลนะ ไม่ใช่ยังงั้นศาลเล็กจุดจู๋แค่นั้นท่านต้องขดตัวเข้าไปนอนเห็นจะไม่ไหว ภุมเทวดมีร่างกายใหญ่โตกว่าคนมาก
เป็นอันว่าการบูชา ถ้าจะบูชาให้ถูกเขาบูชากันแบบนี้ จำได้แล้วใช่ไหม คำว่าบูชาแปลว่ายอมรับนับถือ



เทวธรรม

ตานี้เรามานับถือท่านตรงไหนล่ะ ยอมรับนับถือตอนที่ท่านมีความดี คือว่าก่อนที่ท่านจะเป็นเทวดาท่านมี หิริ และ โอตตัปปะ หมายความว่ามีความอายความชั่ว กลัวผลของความชั่วจะให้โทษเป็นทุกข์ ก็เลยไม่ทำความชั่วเสียเลยทั้งในที่ลับ และในที่แจ้ง เมื่อท่านไม่ทำความชั่วก็เลยไปเกิดเป็นเทวดาชั้นนี้ เป็นเหตุให้พวกเราบูชากัน
แม้แต่หน่วยราชการเขาก็ยกศาล วัดที่มีความรู้เขาก็ยกศาลเหมือนกัน วัดที่มีพระได้ฌานสมาบัติ บางท่านเป็นพระอริยเจ้า ท่านก็ยกศาลเหมือนกัน แต่ยกเป็นศาลใหญ่ไม่ใช่ศาลเล็ก ๆ ท่านยกทำไม ท่านยกเป็นการประกาศความดีของเทวดา สำหรับท่านที่ได้ฌานสมาบัติได้ทิพจักขุญาณทำมากเพราะอะไร เพราะท่านพวกนี้ท่านเห็นจริง ๆ เห็นผลความดีของท่านพวกนี้
เมื่อยกศาลขึ้นแล้ว พอมองเห็นศาลก็นึกว่าท่านพวกนี้ ท่านทำความดีไว้ก่อน ตายแล้วจึงได้เป็นเทวดา ท่านก็เลยตั้งมโนปณิธานปรารถนาทำใจให้สบาย คิดว่าเราเองเราก็จะเป็นเทวดาอย่างท่านบ้าง อย่างน้อยที่สุดเราก็เป็นผู้มีหิริ และโอตตัปปะ เอาเทวดาท่านพวกนี้เป็นครูสอน
ที่ยกศาลขึ้นมา บางทีไม่เห็นตัวท่านจะได้นึกได้ว่า นี่เป็น สถานที่ที่เราบูชาเทวดา เวลานึกขึ้นได้แล้วก็นึกขึ้นมาว่าท่านเป็นเทวดาเพราะอะไร เพราะ
1.อายความชั่ว
2.เกรงกลัวผลของความชั่ว
ท่านก็เลยเตือนตัวท่านว่าเราจงเป็นผู้อายความชั่ว เกรงกลัวผลของความชั่วเหมือนท่านเทวดาอย่างนี้ แล้วก็ปฏิบัติตามนั้นนี่อย่างนี้เรียกกันว่าบูชา คือเป็นปฏิบัติบูชา หากว่าเราจะบูชาเพียงอามิสบูชาเฉย ๆ เอาข้าว เอาน้ำ ไปให้ท่าน จุดธูป จุดเทียน ไปให้ท่านแล้วเราก็สร้างความชั่ว อย่างนี้ไม่มีผลนะ
บรรดาท่านพุทธบริษัทต้องบูชาตามแบบฉบับที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติ คือปฏิบัติบูชา ถ้าหากว่าท่านบูชาภุมเทวดา แบบนี้จำไว้ว่าภุมเทวดาทุกท่านมีเครื่องทิพย์เป็นเครื่องบริโภค มีร่างกายเป็นทิพย์ มีความสุข ไม่หนาวไม่ร้อน ไม่หิวไม่กระหาย ไม่ป่วยไข้ ไม่สบาย ไม่แก่เฒ่า หนุ่มเท่าไร ก็เท่านั้น เกิดปุ๊ปก็หนุ่มเลย แล้วไม่มีการแก่ เทวดามีความดีอย่างนี้เพราะอะไร เพราะมีความดีคือไม่ทำความชั่วในที่ลับ และที่แจ้ง
เราก็เลยตั้งใจว่าขอให้เทวดาคนนี้เป็นครู จะเอาปฏิปทาของท่านนี้มาเป็นครูของเรา เราจะขอเอาเทวดาองค์นี้เป็นสักขีพยานในการปฏิบัติความดีของเรา อย่างน้อยที่สุดเราตายไปขอให้ได้เป็นเทวดาอย่างท่าน นี้เป็นอย่างน้อยนะ
แล้วก้ตั้งใจบูชาด้วยความเคารพ การาบก็ได้ไหว้ก็ได้ ไม่เสียหาย แล้วก็นึกถึงความดีของท่าน ตั้งใจอายบาป ตั้งใจเกรงกลัวบาป เรียกว่าอายชั่ว กลัวชั่ว อย่างนี้ชื่อว่าท่านทำตัวเหมาะสมกับการบูชาภุมเทวดาแล้ว
เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัท เรื่องราวภุมเทวดานี่จะพูดกันจริง ๆ พูดกันทุกวันเดือนหนึ่งไม่จบ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะอาตมาเองก็เคยประสบเรื่องราวของภุมเทวดามามาก แต่ว่าอาศัยการพูดนี้เป็นการพูดเพียงเพื่อให้เป้นตัวอย่างเท่านั้น เพื่อให้รู้ว่าเขาเป็นเทวดาได้เพราะอะไร แล้วก็ภุมเทวดาเป็นเทวดาที่เขาบูชากันมาก ตั้งศาลกันมาก แล้วก็มีนักปราชญ์หลายท่านคัดค้านกันมาก ก็เลยเอาสิ่งที่ควรบูชา และบูชาแบบไหนมันถึงจะถูกมาพูดให้ฟัง..


โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ...หนังสืออุทิศส่วนกุศล
บันทึกการเข้า
พฤศจิกายน 28, 2012, 10:39:54 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2012, 10:39:54 am »

ผู้ถาม : หลวงพ่อคะ ทำบุญเพียงเล็กน้อย เช่น การสร้างโบสถ์นี่นะคะ คือไม่ได้ทำทั้งหลังค่ะ เขามาเรี่ยไรก็ร่วมทำบุญไปกับเขาค่ะ อย่างนี้บุญคงน
้อยกว่าการทำบุญทั้งหลังใช่ไหมค่ะ..?

หลวงพ่อ : ถ้าเราทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างกุฏิ สร้างศาลา ทั้งหมดนี่เราไม่ได้ทำเต็มหลัง คือราคาไม่เต็มหลัง แต่ว่าไม่ใช่ว่าเราได้นิดเดียวนะ เราก็ได้เต็มหลัง วิมานจะปรากฏเลย ถ้าเราได้มโนมยิทธิจะสามาร
ถไปเที่ยวดูได้

ผู้ถาม : รู้สึกว่าทรัพย์ที่เราทำไปมันน้อย ก็คิดว่าบุญคงได้น้อยค่ะ...

หลวงพ่อ : ทรัพย์มันเล็กน้อยก็จริง แต่อานิสงค์มันไม่เล็กน้อย ก็แบบซื้อล๊อตเตอรี่ใบเดียวถูกรางวัลที่ ๑ น่ะ อย่างทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างอาคาร สร้างส้วม เขาเรียกว่า "วิหารทาน" อันนี้จัดเป็นบุญสูงสุด

ตัวอย่างตอนที่พระพุทธเจ้าเคยเกิดเป็น มฆมานพ ท่านกับเพื่อนอีก ๓๒ คน ช่วยกันทำศาลาหลังหนึ่งไว้เป็นที่พักของคนเดินทาง มีช้างสำหรับลากไม้หนึ่งเชือก มีนายช่างหนึ่งคน

เวลาตายไปแล้ว ท่าน มฆมานพ ก็ไปเป็นพระอินทร์ เพื่อนอีก ๓๒ คน ก็ไปเป็นเทวดา มีวิมานคนละหลัง นายช่างไปเป็น วิษณุกรรมเทพบุตร ช้างที่ลากไม้เป็น เอราวัณเทพบุตร มีวิมานคนละหลังเหมือนกัน เห็นไหม... สร้างศาลาหลังเดียว ก็มีวิมานคนละหลัง นี่เป็นเรื่องของอานิสงค์นะ

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
บันทึกการเข้า
ธันวาคม 21, 2012, 12:57:04 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 12:57:04 am »



พระสยามเทวาธิราช นี่นะ เริ่มมีเมื่อสมัยก่อน รัชกาลที่ ๔ มีนะ แต่ก่อนพระเจ้า
แผ่นดินสมัยนั้นก็บูชาเทวาชื่อนั้นชื่อนี้ ที่เป็นญาติผู้ใหญ่เป็นคนสำคัญ ขออย่างนั้นอย่างนี้
ต่อมา สมัยรัชกาลที่ ๔ ท่านเป็นนักปราชญ์ เป็นนักบาลี ก็มาตั้งชื่อใหม่ว่า พระสยาม-
เทวาธิราช หมายถึงว่า เทวดาทั้งหมดที่รักษาประเทศสยาม ทีนี้ที่ถามว่า ให้คุณให้โทษ
ทางไหน ให้โทษนี้ก็ไม่ทราบ ให้คุณนี่ก็ไม่รู้ แต่ท่านเป็นเทวดา
เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ เมื่อปี ๒๕๑๘ ปีนั้นพระเจ้าอยู่หัวนิมนต์เข้าไป ที่ไป พระที่นั่ง-
ไพศาลทักษิณ พอเข้าไปทำบุญ วันจักรี พอเข้าไปนั่งปั๊บไม่ต้องคุยกับใครละ บรรดา
พระสยามเทวาธิราชมากันเยอะแยะเลย โอ้โฮ้ไม่ใช่องค์เดียว ๒ องค์นะ ไม่ทราบว่าจะมาก
เท่าใดในบริเวณเต็มไปหมด ไม่ใช่เฉพาะในวังนะ เราก็ชักสงสัยว่าองค์ไหนชื่อ พระสยาม-
เทวาธิราช พอถามว่าองค์ไหนชื่อ พระสยามเทวาธิราช ให้บอก ชี้องค์นั้นก็ไม่ใช่ ชี้
องค์นี้ก็ไม่ใช่ ต่างคนต่างบอกชื่อของตัวหมด ก็เลยนึกขึ้นมาว่า เออ ยังไงเทวดานี่ เลยบอก
ว่า ถ้าไม่ใช่ พระสยามเทวาธราช แล้วมาทำไมล่ะ พระเจ้าอยู่หัวก็ดี พระราชินีก็ดี ท่าน
ทำบุญเพื่อ พระสยามเทวาธิราช ท่านก็บอกว่า เขาอยากเรียกผมอย่างนั้นทำไมล่ะ
ผมไม่ได้ชื่อนั้นนี่ ก็รวมความว่า พระสยามเทวาธิราช จริงก็เป็นเทวดาที่รักษาประเทศไทย
ทั้งหมด สมัยก่อนเรียกประเทศสยามใช่ไหม
ถ้าถามว่าให้คุณแบบไหน ก็ต้องถือว่า เทวดามีความดีอะไรบ้าง แต่ละคนมีความสามารถ
ไม่เสมอกัน อันนี้ตอบไม่ได้ เกินวิสัย

อ้างอิงจาก
http://bit.ly/VSCeAp
บันทึกการเข้า
ธันวาคม 21, 2012, 09:36:14 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 09:36:14 am »

วิธีหลับในฌาน

ความจริงถ้าเราสามารถทำจิตเข้าถึงฌานได้ทุกวัน ถ้าทำเข้าถึงฌานได้ทุกวันนี่ การตายของเราทั้งหมด แม้แต่ไอ้เรื่องนรก เลิกกลัวได้ใช่ไหม นี่วิธีเข้าฌานแบบง่ายๆ ก็นอนหลับเข้าฌาน ฌานหลับ อันนี้มันเป็นฌานจริงๆ คือว่าเวลานอนลงไปเราจะภาวนาอย่างไรก็ได้ที่เป็นกุศล แต่ว่าจะพิจารณาลมหายใจเข้าออกเฉยๆ ก็ได้ หรือว่าจะพิจารณาขันธ์ ๕ ก็ได้ ถ้าจิตอยู่ในอารมณ์ทั้ง ๓ ประการนี้ก็หลับไป จงทราบว่า ถ้าจิตเราไม่เข้าถึงปฐมฌานเพียงใด มันจะไม่ยอมหลับ

ทีนี้ถ้าเราภาวนาอยู่หรือพิจารณาอยู่ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกอยู่ แล้วก็หลับไป ขณะหลับตอนนั้นจิตเข้าถึงปฐมฌานแล้วจึงหลับ ในขณะที่หลับอยู่ท่านถือว่าหลับทรงอยู่ในฌาน ถ้าตายเวลานั้นเป็นพรหม นี่หากว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทสามารถทำได้อย่างนี้ทุกวันนะ เวลานอนลงไปภาวนาหรือพิจารณาหรือกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกก็จงอย่าบังคับ ถ้ามันจะหลับก็อย่าบังคับให้มันทรงตัวอยู่ ปล่อยให้หลับไปเลย เมื่อเริ่มลงนอนภาวนาว่า พุท ไม่ทัน โธ หลับ ยิ่งดีใหญ่ เพราะฌานนี่เราต้องการเข้าเร็วที่สุดที่จะเร็วได้ ไม่ใช่มานั่งโคลงกันใช่ไหม การเข้าฌานนี่นะเขาต้องการเร็วมาก หมายความว่าอย่างเรานอนหลับๆ พอพ้นจากฐานสุขปุ๊บ รู้สึกตัวเข้าฌานได้ทันที อันนี้เขาต้องการ วิธีที่เข้าฌานเขาต้องการให้เร็วที่สุดที่จะเร็วได้ ไม่ใช่ว่านั่งภาวนาได้นานๆ จิตถึงเข้าฌาน นี่ไม่ทันกิน ไม่ทัน ดีไม่ดีเดินๆ ไปเจอมดตัวเล็กๆ เห็นหน้าแล้วเราชอบใจ หัวเราะก๊ากๆ ตกใจตาย เลยเข้าฌานไม่ทันเลย

นี่การเข้าฌานถือว่าให้เร็วที่สุด เพราะว่าการภาวนาเป็นการทรงจิตให้อยู่ในสมาธิ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเป็นการทรงจิตให้อยู่ในสมาธิ แต่ว่าสมาธิที่เราจะพึงได้เราต้องการเร็วที่สุดใช่ไหม นี่มันถึงจะทัน เพราะว่าเวลาเราจะตายเรานึกไม่ได้เลย นึกไม่ได้ว่าขณะที่เราจะตายโดยฉับพลันหรือค่อยๆ ตาย เราก็ค่อยๆ คุมใจได้ แต่ถ้ามันตายในฉับพลันเราก็ไม่ทัน ทั้งนี้ก็เป็นการว่าเราจะตายเมื่อไรเราก็ไม่รู้ ตอนก่อนจะหลับ นอนภาวนาให้หลับไป ให้จิตเป็นทิพย์ ถ้านอนภาวนาหลับไปนี่มันจะหลับเร็วขึ้นทุกวันเลย หนักๆ เข้าพอนึกปั๊บเดี๋ยวมันก็หลับ

พอหลับแล้ว บางทีเราเคยนอน ๘ ชั่วโมง สบายเลย ถ้าเราหลับด้วยการภาวนาหลับ ความจริงแค่ ๒-๓ ชั่วโมง ตื่นมาจะมีกำลังทันทีเพราะจิตมันทรงตัว จิตไม่เหนื่อย

และก็เพื่อเป็นการป้องกัน ไอ้การที่เราตื่นขึ้นมาใหม่ๆ นี่มันเป็นวันใหม่ จิตเราอาจจะไม่ทรงอยู่ในคุณความดีตามสมควร ถ้าตายแล้วอาจจะพลาดเป็นอกุศล นี่ตอนเช้ามืดเรานอนอยู่แบบนั้น ไม่ต้องลุกขึ้นมานั่งก็ได้ พอตื่นขึ้นมาแล้ว แล้วเราก็ภาวนาให้สบาย พอใจสบายแล้วลุกไปทำงาน ถ้าเวลาไม่กระชั้น ถ้าคนนอนตื่นสายไม่ได้แน่ กินข้าวไม่ทันใช่ไหม นี่ถ้าตื่นเช้ามืดก็จับคำภาวนาตามจุดสัก ๕ นาที ๑๐ นาทีตามเวลา ให้จิตสบาย ถ้าจิตสบายเช้ามืดอยู่ในระดับฌานไหนก็ตาม วันนั้นทั้งวันเขาจะถือว่าจิตทรงอยู่ในฌาน แล้วบังเอิญไปตายด้วยกรณีใดๆ ก็ตาม อย่างเลวที่สุดก็ไปสวรรค์ ถ้าอย่างดีก็ไปพรหม อย่าลืมนะ นี่เป็นการเอาทุนไว้ตั้งแต่เช้ามืดใช่ไหม

อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมากรู้หรือเปล่า โดยเฉพาะพระธุดงค์ เขาจะต้องฝึกจิตแบบนี้เป็นปกติ ธุดงค์นะ ไม่ใช่ธุบ้าน ปักกลดข้างเสาบ้านนั้นไม่ใช่ธุดงค์แล้ว ธุบ้านไม่เกี่ยวนะ ธุนี่ไม่จำเป็น เพราะธุดงค์ป่าลึกนี่เขาต้องคิดอยู่เสมอว่าอาจจะเสือกัดตายก็ได้ ช้างกระทืบตายเมื่อไรก็ได้ ดีไม่ดีนกกระจอกพูดไปพูดมาเป็นลมตาย ฟังเสียงนกกระจอกนะ เราต้องถือ มรณานุสสติกรรมฐาน เป็น อารมณ์ แล้วก็ต้องคิดว่าถ้าตายขณะใดเราจะไปไหน ไอ้คำว่าเราจะไปไหนนี่ ก็มีอยู่ว่าถ้าเราต้องการเป็นเทวดา วันนั้นทั้งวันก็ต้องตั้งจิตทรงอยู่ในอุปจารสมาธิ ถึงเวลาตายไปเป็นเทวดาบนสวรรค์ได้

แต่ถ้าเขาคิดว่า เขาต้องการจะเป็นพรหม วันนั้นทั้งวันจะต้องตั้งจิตขณะที่นั่งคุยกันไป เดินกันไป อันนี้จิตเขาจะต้องทรงอยู่ในขั้นปฐมฌานและทุติยฌาน คือฌานที่ ๑ แล้วก็ฌานที่ ๒ ถ้าหากว่าเขาตั้งใจว่าเขาจะไปนิพพาน ตอนเช้ามืดเขาจะทำจิตให้เป็นฌานถึงที่สุด แล้วก็ถอยหลังอารมณ์ฌานมาพิจารณาสังโยชน์ สังโยชน์ ๑๐ นี่ก็ตัดสักกายทิฏฐิตัวเดียว แล้วก็เมื่อตัดสักกายทิฏฐิตัวเดียวแล้ว ก็เอาอารมณ์จับพระนิพพานเป็นสำคัญ แล้วก็วันนั้นทั้งวันเขาจะใช้ อุปสมานุสสติกรรมฐาน ประจำ ใจ คือปรารภพระนิพพานเป็นอารมณ์ อย่างนี้ถ้าตายเมื่อไรเขาไปนิพพานเมื่อนั้น นี่พระธุดงค์ในแดนลึกเขาก็พร้อมที่จะตายอยู่ทุกวัน ที่เรียกกันว่า มรณานุสสติกรรมฐาน นี่เวลาหมดแล้วล่ะนะ เกิดความเข้าใจกันนะ สวัสดี

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
บันทึกการเข้า
ธันวาคม 22, 2012, 08:40:37 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 08:40:37 am »

 ศีล ๕

โดย พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
(เทศนา ณ วันจันทร์ที่ ๖ เมษายน ๒๕๒๔)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ(๓ จบ)
“ธัมโม หเว รักขติ ธัมมจาริง ติ”


ณ โอกาสบัดนี้อาตมาภาพจะแสดงพระธรรมเทศนาในธัมมิกคาถา คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นเครื่องโสรจสรงองคศรัทธาบารมี มีบรรดาท่านนริศราทานบดีทั้งหลายได้มาพร้อมใจกันบำพ็ญกุศลประจำของวันตรุษ เป็นวันที่ ๓ วันนี้ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๔ การที่ท่านบรรดาพุทธบริษัทั้งหลายโดยถ้วนหน้าตั้งใจมาบำเพ็ญกุศลจรรยาสัมมาปฏิบัติตามนัยที่องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ทรงแนะนำ ทั้งนี้เพราะว่าพระพุทธเจ้ามีความปรารถนาให้เกิดความสุขแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง เข้ามาในวัด นอกจากจะมานมัสการพระไตรสรณคมน์ทั้ง ๓ ประการ คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะแล้ว ก็ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์พระประทีปแก้ว คือมีความสนใจในธรรม

อันดับแรก คือท่านพุทธบริษัทตั้งใจสมาทานศีล ศีลนี้ถือว่าเป็นธรรมะส่วนหนึ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำว่า “บุคคลใดต้องการความสุข บุคคลนั้นให้ปฏิบัติในศีล” คำว่า “ศีล” นี้ถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็แปลว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทได้สมาทานศีล ๕ ประการ ศีล ๕ ประการมีความหมายว่า

ข้อที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่า จงละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต คำว่า “สัตว์” หมายถึง คนด้วยและก็สัตว์ด้วย
ข้อที่ ๒ องค์สมเด็จพระธรรมสามิสร ทรงแนะนำว่า จงอย่าลักและอย่าขโมย ยื้อแย่งทรัพย์สินของบุคคลอื่นมาเป็นของตนโดยไม่ชอบธรรม
ข้อที่ ๓ ทรงแนะนำว่า จงเว้นจากการยื้อแย่งความรักของบุคคลอื่น
ข้อที่ ๔ ทรงแนะนำว่า วาจาใดที่เป็นวาจาดีคือ วาจาสัตย์จริง ขอให้พูดตามนั้น
ข้อที่ ๕ องค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาทรงแนะนำว่า ให้ละเว้นจากการดื่มสุราเมรัย เพราะเป็นผลที่ตั้งแห่งความประมาท

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท สมเด็จพระบรมโลกนาถตรัสว่า ถ้าบรรดาบุคคลทั้งหลายปฏิบัติได้อย่างนี้แล้ว สมเด็จพระประทีปแก้วตรัสเป็นอานิสงค์ว่า สีเลนะ สุคติง ยันติ ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้มีชีวิตอยู่ก็มีความสุข ตายไปชาติหน้าไปเกิดใหม่ก็มีความสุข สีเลนะ โภคสัมปทา ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ ทรัพย์สินทั้งหลายที่มีมา ถ้าหามาได้ก็ไม่สิ้นเปลือง โดยไร้ประโยชน์ โทษจากการขาดจากความเป็นมีทรัพย์ก็ไม่เกิดขึ้น ตายไปแล้วก็กลายเป็นคนมีทรัพย์ สีเลนะ นิพพุติง ยันติ บุคคลผู้ปฏิบัติความดีอย่างนี้แล้ว มีชีวิตอยู่ก็มีความสงบ ตายไปแล้วก็มีความสุขอาจถึงซึ่งพระนิพพาน คือเป็นความหมายที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาตรัส ขอขยายความสักนิดหน่อยเวลามันน้อย คำว่า ปาณาติบาต อทินนา กาเมสุมิจฉา มุสาวาท สุรา ก็ดี ทั้งหมดนี้ องค์สมเด็จพระชินศรีไม่ได้ทรงดำริตั้งขอวัตรปฏิบัติขึ้นมาใหม่ คำว่า “ศีล” นี้ก็แปลว่า ปกติ ฉะนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงนำเอาความปรารถนาเป็นปกติของคนและสัตว์โลกมาแนะนำบรรดาท่านพุทธบริษัท ที่ตามพระบาลีกล่าวว่า ธรรมะมีประจำโลกอยู่แล้ว สมเด็จพระประทีปแก้วทรงนำมารวบรวมเข้าไว้เป็นความจริงให้เห็นว่า บรรดาท่านพุทธบริษัทคนทั้งโลก ชายและหญิง ไม่มีใครคนใดทั้งหมดไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายร่างกายเรา หรือว่าไม่ต้องการให้ใครมาเข่นฆ่าเรา เมื่อเรามีความรู้สึกอย่างนี้ เหมือนคนอื่นเขาก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน ปกติของคนและสัตว์เป็นอย่างนี้ ประการที่ ๒ ทรัพย์สมบัติที่เราหามาได้ก็ดี จะมีมากหรือมีน้อยก็ตามที เราต้องการใช้ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์กับเรา พร้อมกับใช้ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นเป็นคุณประโยชน์ตามที่เราหามาได้ เราไม่ต้องการให้บุคคลใดมายื้อแย่งทรัพย์สมบัติของเราฉันใด บรรดาคนและสัตว์ทั้งหลายก็มีความรู้สึกในทรัพย์สินของเขาเช่นนั้นเหมือนกัน เขาหามาได้ เขาต้องการใช้สอยของเขาเองเหมือนกัน ไม่ต้องการให้ใครมายื้อแย่ง ประการที่ ๓ ตามปกติของคนมีความรักก็ไม่อยากให้ใครมาแย่งของรัก อยากจะทะนุถนอมความรักเฉพาะบุคคลของตัวเท่านั้น ข้อนี้มีอุปมาฉันใด คนอื่นเขาก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ประการที่ ๔ องค์สมเด็จพระภควันต์ทรงกล่าวว่า บุคคลใดรักความจริง จงพูดแต่ความจริง อันนี้พุทธบริษัทชายหญิงก็คงเห็นว่า วาจาใดที่เรากล่าวแล้วหวังประโยชน์ วาจานั้นก็ต้องการวาจาสัตย์จริง ไม่ต้องการวาจาเท็จ นอกจากเป็นการพูดล้อเล่นสนุกสนานอย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นการขาดศีล ประการที่ ๕ องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแนะนำว่า จงอย่าดื่มสุราและเมรัย เพราะว่าคนเราเกิดมาในโลกแล้วต้องการเป็นคนดีทุกคน ไม่มีใครต้องการทำตนเป็นคนบ้า คนเมาสุราเมรัย เรียกคนบ้าตามปกตินี่เอง ฉะนั้น คนทุกคนต้องการความดีเช่นนี้ องค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาทรงกล่าวว่า ถ้าเราไม่ต้องการให้ใครเขามาทำร้ายร่างกายเรา จงคิดถึงชีวิตของคนอื่นว่า เขาก็ไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายร่างกายเขาเหมือนกัน เมื่อต่างคนต่างเป็นมิตรที่ดี ไม่ทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน แทนที่จะโกรธขึ้งเป็นศัตรู มีความคิดอยู่เสมอว่าเรากับเขาเป็นมิตรกัน เห็นหน้ากัน ยิ้มแย้มซึ่งกันและกันอย่างนี้ ก็รวมความว่า ทุกคนก็มีความสุข ไม่มีศัตรู ประการที่ ๒ ทรัพย์สินของใครเราไม่ลักขโมย ประการที่ ๓ คนรักของใครเราไม่ยื้อแย่ง ประการที่ ๔ เราพูดด้วยความจริง ประการที่ ๕ เราเป็นคนไม่บ้า เพราะการดื่มสุราและเมรัย ทั้งหมดนี้ ย่อมเป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั้งโลก ทุกคนต่างปรารถนาความเป็นมิตรซึ่งกันและกัน เมื่อความดีอย่างนี้ปรากฏขึ้นในใจพุทธบริษัททุกท่าน ผลที่ท่านจะพึงได้ก็คือ สีเลนะ สุคติง ยันติ เราไปที่ไหนมีมิตร มีแต่คนที่รักเราก็มีความสุข สีเลนะ โภคสัมปทา ในเมื่อจิตใจคนตั้งอยู่ในระเบียบวินัย ทั้ง ๕ ประการนี้แล้ว สมเด็จพระประทีปแก้วทรงกล่าวว่า ทรัพย์สินนั้นก็ไม่จ่ายไปโดยไร้ประโยชน์ ไม่เสียไปเปล่า สิ่งที่เป็นโทษเราก็ไม่จ่าย จ่ายแต่สิ่งที่ดี จึงมีทรัพย์สมบัติบริบูรณ์ สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ในเมื่อความดีทั้ง ๕ ประการนี้ครบถ้วน จิตใจของเราสงบปราศจากศัตรู มีแต่มิตรทุกคนต่างมีความรักซึ่งกันและกัน นี่คือผลอานิสงค์ของศีลทั้งในชาติปัจจุบัน เมื่อท่านปฏิบัติในศีลก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรม

นอกจากนั้น บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านมาวันนี้ ก็ยังมีความต้องการฟังธรรม ฟังพระปริตร ซึ่งเรียกว่า “พรพระ” ที่พระสวดในตอนเช้าทั้งหมดนี้ย่อมมีประโยชน์แก่บรรดาท่านพุทธบริษัท การฟังพระปริตรก็เป็นบุญมาก เป็นการกล่าวสรรเสริญคุณความดีขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ให้จิตไปปักอยู่ตรงนั้น แสดงว่าเป็นผู้เข้าถึงพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ ถ้าจิตใจต้องการฟังธรรมด้วยความเคารพก็คือ เป็นผู้มีความเคารพในธรรม ที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า “ธัมมกาโม ภวัง โหติ” แปลเป็นใจความว่า ผู้ใคร่ธรรมเป็นผู้เจริญ หมายความว่า คำว่า “ธรรม” นี้แปลว่า ความดี ความดีทั้งหมดนี้ปรากฎมีอยู่ในโลก ทำอะไรก็ตามที ถ้าจะพูดก็ไม่เสียดสีแสลงใจคน เราจะทำอะไรก็ไม่เบียดเบียนตนและคนอื่นให้เดือดร้อน อย่างนี้ก็ได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติธรรม

สำหรับวันนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทที่ต้องการธรรมะเป็นพิเศษ ตามคำแนะนำขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ ๓ ประการคือ

(๑) ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาค ท่านนำวัตถุทานมาถวายแด่พระสงฆ์ ท่านได้กระทำแล้ว
(๒) สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล บรรดาท่านพุทธบริษัทก็ทำแล้ว
(๓) ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา คำว่า “ภาวนา” แปลว่า คิดกันด้านของความดี

เวลานี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายกำลังฟังพระธรรมเทศนาคำสอนขององค์สมเด็จพระชินศรี ก็ถือว่า เป็นคุณอันวิเศษ ฉะนั้นขอนำบุคคลตัวอย่างที่เป็นผู้ใคร่ในธรรม ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ สำหรับเรื่องของคนนี้ ที่บนธรรมาสน์เทศน์มาหลายครั้ง แต่ว่าวันนี้ก็ขอนำมาเทศน์ซ้ำทวนความจำของท่านว่า คนที่ใคร่ในธรรมจริงๆ ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปรารภถึงฆราวาสผู้หนึ่ง ซึ่งมีนามว่า “ธัมมิกอุบาสก” คำว่า “ธัมมิกอุบาสก” นี่ไม่ใช่เป็นชื่อ แต่เป็นจริยวัตรของท่าน ชื่อจริงก็ไม่รู้ว่าชื่ออะไร ตามพระบาลีไม่ได้บอก คำว่า “ธัมมิก” แปลว่า ผู้ใคร่ในธรรม ผู้ประกอบในธรรม คำว่า “อุบาสก” ก็แปลว่า ผู้ใกล้พระพุทธศาสนา มีความเคารพในพระพุทธเจ้าจริง ในพระธรรมจริง ในพระอริยสงฆ์จริง มีศีล ๕ บริสุทธิ์จริง

สำหรับท่านธัมมิกอุบาสก ในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงมีชีวิตอยู่ ท่านเกิดทันสมัยขององค์สมเด็จพระบรมครู ท่านพอใจในการฟังธรรมของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย จนกระทั่งจิตใจมีความสนใจในธรรม ต่อมาภายหลังท่านมีชีวิตแก่แล้ว เมื่ออายุแก่มากแล้วก็มีการป่วยไข้ไม่สบาย โอกาสที่จะไปฟังเทศน์จากองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาก็ไม่มี แล้วโอกาสที่จะไปฟังเทศน์จากพระอรหันต์ทั้งหลายก็หาได้ยาก ครานั้นพระสงฆ์หายาก สมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าก็อยู่เป็นหย่อมๆ พระอรหันต์ส่วนมากชอบอยู่ในถ้ำบ้าง ป่าบ้าง เขาบ้าง อยู่ในที่สงัด พระไม่เกลื่อนกล่นเหมือนเวลานี้ ต่อมาท่านธัมมิกอุบาสก คนนี้ก็ป่วยหนัก เวลานั้นกาลบังเอิญ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ในเมืองนั้นด้วย อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก วันหนึ่งท่านมีความปรารถนาที่จะฟังพระสวดมนต์ที่เรียกว่า “พระปริตร” แบบสวดมนต์เย็นที่สวดกันนั้นเรียกว่า “พระปริตร” ให้ท่านมีจิตใคร่ในธรรม ทำให้ท่านคิดว่า เราไม่มีโอกาสได้ฟังเทศน์ ทำให้อยากฟังพระปริตร ความจริงพระปริตรที่พระสวดเมื่อกี้นี้ถ้าฟังแปลเป็นภาษาไทยนี้จะดีมาก ทั้งนี้เพราะคนสมัยนั้นเป็นคนภาษาเดียวกัน เขาเป็นชาวมคธก็ฟังรู้เรื่อง จิตใจก็ชื่นใจเหมือนกับฟังเทศน์ แกจึงได้สั่งให้ลูกสาว ลูกชายไปอาราธนาองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์คือพระพุทธเจ้าขอให้มาแสดงธรรม คือสวดพระปริตร ถ้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถจะมาได้ ก็ขอพระสงฆ์คณะหนึ่งเอามาสวดพระปริตร องค์สมเด็จพระธรรมสามิสรก็ส่งพระสงฆ์มาสวดเป็นคณะไม่ทราบว่ากี่องค์ แต่ในจำนวนนั้นมีพระอานนท์เป็นหัวหน้า ต้องการฟังพระมาสวดมนต์ ไม่ต้องการฟังเทศน์ เวลาที่พระมาถึงพอดี เวลานั้น ท่านธัมมิกอุบาสก ขณะที่ก่อนจะตายท่านก็เป็นคนใคร่ในธรรม เวลาป่วยหนักเข้ามาทุกทีจิตใจก็มักอยู่ในธรรมมากขึ้น อารมณ์แห่งทิพพจักขุญาณก็ปรากฎ อันนี้เป็นของธรรมดาท่านพุทธบริษัท เพราะธรรมทำให้จิตสะอาด แต่จิตใจของบุคคลผู้ใดข้องอยู่ในธรรมจริงๆ สนใจในธรรมจริงๆ จิตของบุคคลนั้นสะอาด ในเมื่อจิตมีสภาพสะอาด จิตก็สามารถจะเป็นทิพย์ มีอารมณ์เป็นทิพย์ จิตก็สามารถเห็นภาพที่เป็นทิพย์ได้ และก็สามารถได้ยินเสียงที่เป็นทิพย์ ที่เราไม่สามารถเห็นสิ่งที่เป็นทิพย์ได้ เพราะว่าจิตของเราสกปรกจากนิวรณ์ ๕ และสกปรกจากกิเลส ถ้าหากเราสามารถระงับนิวรณ์ ๕ ได้ชั่วคราว จิตก็เป็นทิพย์ จิตสะอาด ตัดนิวรณ์ ๕ ให้ขาดไป ตัดกิเลสให้ขาดไป จิตสะอาดเป็นปกติ

สำหรับท่านธัมมิกอุบาสกก็เช่นเดียวกัน จิตนี้ใคร่อยู่ในธรรมเป็นปกติ จิตก็สะอาด เมื่อองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถส่งพระไปสวดพระปริตร หรือจะเรียกว่า สวดมนต์เย็น สวดมนต์เช้า พอไปถึงก็เป็นการพอดี พอพระขึ้น นโม ตัสสะ ภควโต สวดไปได้ไม่ทันจบบท บรรดาเทวดาทั้งหลายใน ๖ ชั้นคือ

(๑) ชั้นจตุมหาราช
(๒) ชั้นดาวดึงส์
(๓) ชั้นยามา
(๔) ชั้นดุสิต
(๕) ชั้นนิมมานรดี
(๖) ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

๖ ชั้นด้วยกัน ก็นำเอารถทิพย์พร้อมด้วยขบวนเทวดาเป็นอันมากมาเพื่อจะรับ เพราะว่ากาลเวลาที่ท่านทำมิกอุบาสกจะอยู่ในเมืองมนุษย์ไม่ได้ ถึงเวลาที่จะต้องไป การจะไปก็ไปอย่างเทวดาเชิญ อันนี้เป็นธรรมดาของบุคคลทุกคน พวกเราเวลานี้ก็เหมือนกัน เวลาไหนก็เหมือนกัน ถ้าบุคคลใดก่อนจะตาย ก็ถือว่าเป็นแขกรับเชิญ ถ้าจิตของเราตกอยู่ในด้านของความดีนึกถึงบุญกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเครื่องประจำใจ อย่างที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงสอนให้เราเจริญภาวนาเป็นสมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา นึกถึงความดีเป็นปกติ อย่างนี้ถ้าจะตาย เทวดา พรหม เขาจะมาเชิญ เขาจะแห่กันเป็นขนานใหญ่ มีความสวยสดงดงามเต็มจักรวาล แต่ว่าถ้าเราทำความชั่ว จิตเป็นบาปอกุศล เขาก็จะเชิญเหมือนกัน แต่ว่าพระยายมส่งให้เทวดาสี่ท่านเชิญมาลงนรก แต่ทว่ามาไม่มากแค่ ๔คน ถ้า ๔ คนนุ่งแดงห่มแดงล่ะก็มีหวังแน่นอน มีหวังว่าต้องลงนรกแน่นอน คนจะตายจะเห็นภาพแบบนี้ทุกคน ทว่าที่บอกไม่ได้เพราะว่าเวลานั้นประสาททางปากมันใช้ไม่ได้ เคยถามหลายคนแล้วที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีว่า เห็นอะไรไหม ก็บอกว่าเห็นทุกคน บางคนเห็นกองไฟก็บอกว่าไฟนรก บางคนเห็นเทวดาบ้าง เห็นสิ่งที่เป็นกุศลบ้าง อย่างนี้ไปสวรรค์ ดังนั้นคนควรนึกถึงสิ่งที่เป็นกุศลไว้เป็นประจำ คนประเภทนี้จะเห็นเทวดามามากมายต่างก็ชักชวนไปสวรรค์ชั้นนั้น สวรรค์ชั้นนี้ สำหรับท่านธัมมิกอุบาสก ก็เช่นเดียวกัน พอพระเริ่มสวดจิตก็เริ่มเป็นธรรมะ เป็นสมาธิ ความจริงการฟังพระสวดก็ดี การสวดมนต์เองก็ดี ฟังสวดมนต์ก็ดี ฟังเทศน์ก็ดี เวลานี้ที่จิตเป็นอุปจารสมาธิ ถ้าตั้งใจฟังด้วยความจริงใจ เมื่อจิตเป็นอุปจารสมาธิ จิตก็เป็นทิพย์พอดี เวลานั้นท่านธัมมิกอุบาสก จิตก็เป็นทิพย์ ก็มองเห็นเทวดา ต่างคนต่างก็เชิญประกาศตนว่าเป็นเทวดาชั้นนั้นชั้นนี้ ขอเชิญขึ้นรถทิพย์ของฉันไปอยู่สวรรค์ชั้นนั้นชั้นนี้ เสียงเทวดาเซ็งแซ่ จนกระทั่งไม่มีโอกาสได้ฟังพระสวดมนต์ ท่านจึงได้ยกมือห้ามว่า หยุดก่อน หยุดก่อน หยุดก่อน ห้ามเทวดาว่าหยุดก่อน แล้วยกมือ แต่คนทุกคนที่ไปเวลานั้นไม่มีใครเห็นเทวดา แม้แต่พระที่ไป สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ได้ส่งพระที่มีทิพพจักขุญาณไป เป็นพระปกติที่ไป ไม่สามารถเห็นเทวดาเหมือนกัน อย่างนี้สมเด็จพระภควันต์คงจะมีความหมายของท่าน เพราะท่านรู้ ในเมื่อท่านธัมมิกอุบาสกยกมือพร้อมทั้งร้องเสียงอันดัง หยุดก่อน หยุดก่อน หยุดก่อน บรรดาพระทั้งหลายตกใจคิดว่าท่านธัมมิกอุบาสกคงไม่สบาย ถ้าเราสวดไปเขาไม่ตั้งใจฟังก็ไม่เกิดประโยชน์ นี่พระตาไม่ดีเท่าคนจึงได้พากันหยุด แล้วมานั่งนึกว่าถ้าเขาไม่ต้องการฟัง เราก็ไม่ควรอยู่ ดังนั้นบรรดาสาวกของพระบรมครูที่ไปวันนั้นมีแต่ตาเนื้อ ไม่มีตาทิพย์ก็กลับหมด พอพระกลับหมด กว่าเทวดาจะหยุด พระก็กลับไปนานแล้ว เมื่อเทวดาหยุดส่งเสียง ก็ลืมตาขึ้นมาตั้งใจจะฟังพระสวด ก็ปรากฏว่าพระไม่มี จึงถามลูกชายลูกสาวว่าพระไปไหน ลูกตอบว่า “พ่อไม่ต้องการฟังน่ะสิ ท่านก็ไป พ่อบอกว่า หยุดก่อนๆ” ท่านพ่อก็บอกว่า “พ่อไม่ได้บอกให้พระหยุด บอกให้เทวดาหยุด เพราะว่าฟังเสียงพระสวดไม่ได้ยิน” บรรดาลูกหญิงลูกชายก็เสียใจ พ่อเคยเป็นคนดี มีความเคารพในองค์สมเด็จพระชินศรี วันนี้เพ้อไปเสียอีกแล้ว เลยหาว่าพ่อไม่ดีเสีย พ่อยืนยันว่าเป็นความจริง ขอให้ลูกนำพวงมาลัยมา เมื่อลูกสาวลูกชายนำพวงมาลัยมา ๑ พวงแล้ว จึงถามว่า สวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นคือ

(๑) ชั้นจาตุมหาราช
(๒) ชั้นดาวดึงส์
(๓) ชั้นยามา
(๔) ชั้นดุสิต
(๕) ชั้นนิมมานรดี
(๖) ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

เทวดาทั้ง ๖ ชั้นนี้ ชั้นไหนดีที่สุด บรรดาลูกหญิงลูกชายก็บอกว่าพระพุทธเจ้าทรงบอกว่า ชั้นดุสิตดีที่สุด เพราะชั้นดุสิตเข้าอยู่ยากต้องเป็นพุทธมารดา พุทธบิดา หรือว่าเป็นพระโพธิสัตว์มีบารมีเป็นปรมัตถบารมี หรือพระอริยเจ้าตั้งแต่ชั้นพระโสดาบันขึ้นไป วันนั้นเทวดามาเชิญทั้ง ๖ ชั้น แสดงว่าท่านธัมมิกอุบาสกเป็นพระอริยเจ้า ท่านยังบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นพ่อจะโยนพวกมาลัยให้คล้องในงอนรถของเทวดาชั้นดุสิต” ท่านโยนมาลัยขึ้นไปก็คล้องในงอนรถของเทวดาชั้นดุสิต แต่ลูกไม่เห็น เห็นแต่พวกมาลัยลอยขึ้นไปในอากาศเฉยๆ ท่านยังบอกว่า นั่นแหละงอนรถของเทวดาชั้นดุสิต ก็ได้วาระพอดีถึงเวลาที่ต้องไป จิตจึงเคลื่อนออกจากร่างกาย กายทิพย์ได้ไปปรากฏอยู่บนรถของเทวดา ท่านจึงได้ไปอยู่ชั้นดุสิตต่อไป
นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ความจริงเรื่องนี้ก็ได้เทศน์กันมามาก แต่ที่นำมากล่าวในที่นี้ก็เพราะว่าท่านใคร่ในธรรม การใคร่ในธรรมขอให้ใคร่กันจริงๆ ขอให้บรรดาพุทธบริษัทชายหญิงจงมีเหตุมีผล การใคร่ในธรรมนี้ ข้อแรกองค์สมเด็จพระทศพลทรงให้ข้อแรกก็คือ ศีลห้า ถ้าศีลห้าของเราไม่ทรงตัวเป็นปกติ การละเมิดศีลห้าข้อใดข้อหนึ่งเป็นปัจจัยให้เราเกิดในอบายภูมิ อบายภูมิน่ะมีสี่ คือ เป็นสัตว์นรก อสุรกาย เปรต สัตว์เดรัจฉาน ฉะนั้นการอาราธนาศีลว่า วิสุง วิสุง คือ ถือเป็นส่วน ขาดส่วนใดก็ทำให้ลงนรกได้เหมือนกัน ปาณาติบาต ถ้าเราทำลาย ปาณาติบาต ตายแล้วต้องลงนรกแน่นอน จากนรกก็เป็นเปรต เป็นอสุรกาย แล้วก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน พอเกิดเป็นคนก็ไม่สมบูรณ์แบบ ป่วยไข้ร่างกายไม่สบายด้วยประการทั้งปวง อาการไม่ดี ทางร่างกายนี้เป็นเศษกรรมของโทษ ปาณาติบาตในอดีตชาติ
อทินนาทาน ถ้าละเมิดเมื่อไร ตายแล้วก็ลงนรกไล่มา พอเกิดเป็นมนุษย์เข้า ทรัพย์สมบัติก็สลายไป

(๑) จากไฟไหม้
(๒) ถูกโจรปล้นหรือโจรลัก
(๓) น้ำท่วม
(๔) ลมพัด

สมบัติก็สูญหายไปเพราะโทษอทินนาทานที่เราทำไว้
ข้อที่ ๓ คนในปกครองว่าไม่ได้ ไม่เชื่อฟัง ก็เพราะว่าเป็นโทษของ กาเมสุมิจฉาจาร ก็ต้องไล่มาจากนรก เปรต อสุรกายสัตว์เดรัจฉานเหมือนกัน ถ้าเกิดเป็นคน คนในปกครองของเรานั้นว่าไม่ได้ ดื้อด้านด้วยประการทั้งปวง
ข้อที่ ๔ การละเมิด มุสาวาท ไล่เบี้ยมาจากนรกอีกเหมือนกัน พอเกิดเป็นคนแล้ว องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถทรงกล่าวว่า ถึงแม้วาจาที่เราจะพูดจริง ก็ไม่มีใครเขาอยากจะเชื่อ นี่เป็นโทษของการมุสาวาทในชาติอดีต
ข้อที่ ๕ การดื่มสุราเมรัย ก็ไปตั้งต้นมาจากนรกเหมือนกัน พอเกิดเป็นคน ก็เป็นคนโรคเส้นประสาทบ้าง เป็นคนบ้าใบ้บ้าง นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ธรรมอันดับแรกที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานคือ ศีลห้า ถ้าท่านทั้งหลายทรงศีลห้าไว้ไม่ได้ ธรรมอย่างอื่นก็ทรงตัวอยู่กับท่านไม่ได้เหมือนกัน เพราะท่านเป็นคนใจร้าย คำว่า “ใจร้าย” หมายความว่า ใจที่ปราศจากเมตตาปราณี อย่างนี้ความดีทุกอย่างมีไม่ได้ ดังนั้นบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายที่ประกาศตนว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แล้วต่อไปพระก็บอกว่า ถ้าท่านต้องการเป็นที่พึ่งก็คือ ปาณาติบาต เวรมณี จงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ พระพฤติผิดในกาม การพูดมุสาวาท ดื่มสุราเมรัย ถ้าทุกคนปฏิบัติได้อย่างนี้จะมีความสุข คือ สีเลนะ สุคติง ยันติ สีเลนะ โภคสัมปทา มีโภคสมบัติสมบูรณ์ ไม่ฝือเคืองโภคสมบัติ จิตใจสุขสงบไม่วุ่นวาย ได้แก่ สีเลนะ นิพพุติง ยันติ นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า เวลามันหมด หากว่าท่านตั้งใจต้องการให้องค์สมเด็จพระบรมสุคตเป็นที่พึ่งจริงๆ ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง จงทำข้อแรกให้ได้คือ ศีลห้าประการ เทศน์มาก็ได้เวลา ๓๐ นาทีพอดี ขอยุติพระธรรมเทศนาไว้เพียงเท่านี้ ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนานี้ อาตมาภาพขอตั้งสัตยาธิษฐานอ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะ ทั้ง ๓ ประการ ขอจงอภิบาลพุทธบริษัททุกท่าน ให้มีความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล และจงเจริญด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ หากท่านมีความประสงค์สิ่งใดขอให้ได้สมความปรารถนาจงทุกประการ อาตมารับประทานวิสัชนามาในธัมมิกกถาขอยุติประธรรมเทศนาลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้.
บันทึกการเข้า
ธันวาคม 29, 2012, 09:00:51 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: ธันวาคม 29, 2012, 09:00:51 pm »

อาตมาเองก็เป็นคนงมงายมาก่อน ในกาลก่อนใครพูดเรื่องนิพพานไม่เชื่อ นิพพานมีสภาพสูญ เขาว่าอย่างนั้น ต่อมา หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ซึ่งเป็นอาจารย์ ท่านเห็นว่า เรามีสันดานชั่วละมั้ง ก็ส่งให้ไปหา หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ไปเรียนกับหลวงพ่อสดประมาณ ๑ เดือน ก็ทำได้ตามสมควร เรียกว่าพื้นฐานมีอยู่แล้ว ต่อมาวันหนึ่งประมาณ เวลา ๖ ทุ่มเศษ หลังจากทำวัตร สวดมนต์ เจริญกรรมฐานกันแล้ว หลวงพ่อสดท่านก็คุยชวนคุย คนอื่นเขากลับหมด ก็อยู่ด้วยกันประมาณ ๑๐ องค์ วันนั้น ท่านก็บอกว่าฉันมีอะไรจะเล่าให้พวกคุณฟัง คือ พระที่ไปถึงนิพพานแล้ว มีรูปร่างเหมือนแก้วหมด ตัวเป็นแก้ว เราก็นึกในใจว่าหลวงพ่อนี่ไปมากแล้ว นิพพานเขาบอกว่ามีสภาพสูญ แล้วทำไมจะมีตัวมีตน

แล้วท่านก็ยังคุยต่อไปว่า นิพพานนี้เป็นเมือง แต่ว่าเป็นทิพย์พิเศษ เป็นทิพย์ที่ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก มีพระอรหันต์มากมาย คนที่ไปนิพพานได้ เขาเรียกว่า พระอรหันต์ จะตายเมื่อเป็นฆราวาส จะตายเมื่อเป็นพระก็ตาม ต้องถึงอรหันต์ก่อน เมื่อถึงอรหันต์ก่อนแล้วก็ตาย ตายแล้วก็ไปอยู่ที่นั่น ร่างกายเป็นแก้วหมด เมืองเป็นแก้ว สถานที่อยู่แพรวพราวเป็นระยับ อาตมาก็นึกในใจว่าหลวงพ่อนี่ไปเยอะ ตอนก่อนก็ดี สอนดี มาตอนนี้ชักจะไปมากเสียแล้ว

แต่ก็ไม่ค้าน ฟังแล้วก็ยิ้ม ๆ ท่านก็คุยต่อไปว่า เมื่อคืนนั้น ขี่ม้าแก้วไปเมืองนิพพาน (เอาเข้าแล้ว) แล้วต่อมาคุยไปคุยมาท่านก็บอกว่า (ท่านคงจะทราบ ท่านไม่โง่เท่าเด็ก เพราะพระขนาดรู้นิพพานไปแล้ว อย่างอื่นก็ต้องรู้หมด แต่ความจริงคำว่า รู้หมด ในที่นี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่ใช่รู้เท่าพระพุทธเจ้า แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ควรจะรู้ ก็สามารถรู้หมด)

ท่านก็เลยบอกว่า เธอดูดาวงดวงนี้นะ ดาวดวงนี้สุกสว่างมาก ประเดี๋ยวฉันจะทำให้ดาวดวงนี้ริบหรี่ลง จะค่อย ๆ หรี่ลงจนกระทั่งไม่เห็นแสงดาว ท่านชี้ให้ดู แล้วก็มองต่อไป ตอนนี้เริ่มหรี่ ละ ๆ แสงดาวก็หรี่ไปตามเสียงของท่าน ในที่สุด หรี่ที่สุด ไม่เห็นแสงดาว ท่านถามว่า เวลานี้ทุกคนเห็นแสงดาวไหม ก็กราบเรียนท่านว่า ไม่เห็นแสงขอรับ ท่านบอกว่า ต่อนี้ไป ดาวจะเริ่มค่อย ๆ สว่าง ขึ้นทีละน้อย ๆ จนกระทั่งถึงที่สุด แล้วก็เป็นไปตามนั้น

พอท่านทำถึงตอนนี้ก็เกิดความเข้าใจว่า ความดีหรือวิชาความรู้ที่เรามีอยู่ มันไม่ได้ ๑ ในล้านที่ท่านมีแล้ว ฉะนั้น คำว่า นิพพาน จะต้องมีแน่ ท่านมีความสามารถอย่างนี้เกินที่เราจะพึงคิด ครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ที่ศึกษามาในด้านกรรมฐานก็ดีหรือที่คุยกันมาก็ดี นี่ท่านรู้จริง ท่านก็ไม่ปฏิเสธเรื่องนิพพาน คำว่านิพพานสูญท่านไม่ยอมพูด ไปถามท่านเข้าว่านิพพานสูญรึ ท่านนิ่ง ในที่สุดก็ไปถาม ๒ องค์ คือ หลวงพ่อปาน กับหลวงพ่อโหน่ง ถามว่านิพพานสูญรึ ท่านตอบว่า ถ้าคนใดสูญจากนิพพาน คนนั้นก็เรียกว่านิพพานสูญ แต่คนไหนไม่สูญจากนิพพาน คนนั้นก็เรียกนิพพานไม่สูญ ก็รวมความว่า นิพพานไม่สูญแน่

ทีนี้ต่อมา หลวงพ่อสดท่านก็ยืนยันเอาจริงเอาจัง ต่อมาท่านก็สงเคราะห์คืนนั้นเอง ท่านก็สงเคราะห์บอกว่า เรื่องต้องการทราบนิพพาน เขาทำกันอย่างนี้ ท่านก็แนะนำวิธีการของท่าน รู้สึกไม่ยาก เพราะเราเรียนกันมาเดือนหนึ่งแล้ว ตามพื้นฐานต่าง ๆ ท่านบอกว่าใช้กำลังใจอย่างนี้ เวลาผ่านไปประมาณสัก ๑๐ นาที รู้สึกว่านานมากหน่อย ทุกคนก็ไม่ปฏิเสธเรื่องนิพพานมีจริง เห็นนิพพานเป็นแก้ว แพรวพราวเป็นระยับ พระที่นิพพานทั้งหมด เป็นแก้วหมด แต่ไม่ใช่แก้วปั้น เป็นแก้วเดินได้ คือแพรวพราวเหมือนแก้ว สวยงามระยับทุกอย่างที่พูดนี้ยังนึกถึงบุญคุณหลวงพ่อ สดท่านยังไม่หาย ท่านมีบุญคุณมาก

รวมความว่า เวลานั้นเรายังเป็นคนโง่ อาจจะมีจิตทึมทึก แต่ความจริงขอพูดตามความเป็นจริงเวลานั้นจิตไม่ดำ จิตใสเป็นแก้ว แต่ความแพรวพราวของจิตไม่มี การใสเป็นแก้วนั้น เวลานั้นเป็นฌานโลกีย์ ฌานสูงสุด ใช้กำลังเฉพาะเวลานะ ฌานโลกีย์นี้เอาจริงเอาจังกันไม่ได้ จะเอาตลอดเวลานี้ไม่ได้ เพราะอยู่ต่อหน้าครูบาอาจารย์ แล้วท่านก็สั่งว่า หลังจากนี้ต่อไป ทุก ๆ องค์ จงทำอย่างนี้ จิตต่อให้ถึงนิพพานทุกวัน ตามที่จะพึงทำได้ อย่างน้อยที่สุด จงพบนิพพาน ๒ ครั้ง คือ ๑. เช้ามืด และประการที่ ๒. ก่อนหลับ หลังจากนี้ไป เธอกลับไปแล้ว ทีหลังกลับมาหาฉันใหม่ ฉันจะสอบ

เมื่อได้ลีลามาอย่างนั้นแล้วก็กลับ มาหาครูบาอาจารย์เดิม คือ หลวงพ่อปาน พอขึ้นจากเรือก็ปรากฏว่าพบหลวงพ่อปานอยู่หน้าท่า ท่านเห็นหน้าแล้วท่านก็ยิ้ม ว่าอย่างไรท่านนักปราชญ์ทั้งหลาย เห็นนิพพานแล้วใช่ไหม ตกใจ ก็ถามว่า หลวงพ่อทราบหรือครับ บอก เออ ข้าไม่ทราบหรอกวะ เทวดาเขามาบอก บอกว่าเมื่อคืนที่แล้วมานี่ หลวงพ่อสดฝึกพวกเอ็งไปนิพพานใช่ไหม ก็กราบเรียนท่านบอกว่า ใช่ขอรับ ท่านบอกว่า นั่นแหละ เป็นของจริง ของจริงมีตามนั้น หลวงพ่อสดท่านมีความสามารถพิเศษในเรื่องนี้

ก็ถามว่า ถ้าหลวงพ่อสอนเองจะได้ไหม ท่านก็ตอบว่า ฉันสอนเองก็ได้ แต่ปากพวกเธอมันมาก มันพูดมาก ดีไม่ดีพูดไปพูดมา งานของฉันก็มาก งานก่อสร้างก็เยอะ งานรักษาคนเป็นโรคก็เป็นประจำวัน ไม่มีเวลาว่าง ถ้าเธอไปพูดเรื่องนิพพาน ฉันสอนเข้าฉันก็ไม่มีเวลาหยุด เวลาจะรักษาคนก็จะไม่มี เวลาที่จะก่อสร้างวัดต่าง ๆ ก็ไม่มี ฉันหวังจะสงเคราะห์ในด้านนี้ จึงได้ส่งเธอไปหาหลวงพ่อสด ก็ถามว่า หลวงพ่อสดกับหลวงพ่อรู้จักกันดีรึ ท่านก็ตอบว่า รู้จักกันดีมาก เคยไปสอบซ้อมกรรมฐานด้วยกัน สอบกันไปสอบกันมาแล้ว ต่างคนต่างต้นเสมอกัน ก็รวมความว่ากำลังไล่เรื่อยกัน บรรดาท่านพุทธบริษัท นี่เป็นจุดหนึ่งที่อาตมาแสดงถึงความโง่กับครูบาอาจารย์...

พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
บันทึกการเข้า
ธันวาคม 30, 2012, 04:32:59 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: ธันวาคม 30, 2012, 04:32:59 pm »

ผู้ถาม : ที่นิพพานไม่มีการเกิดใช่ไหมครับ จึงไม่มีการตาย…?

หลวงพ่อ : อันนี้เคยมีพระหรือพราหมณ์ถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า นิพพานจะไม่มีการเกิดก็ไม่ใช่ จะเรียกว่าเกิดก็ต้องเกิด ถ้าจะว่าไม่เกิด แต่สภาวะมันมีอยู่ ตอนแรกฉันอ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็เลยย่องไปถามท่าน ฉะนั้น นิพพานควรเรียกว่าอะไร ท่านบอกว่าควรจะเรียก “ทิพย์พิเศษ” ที่ไม่มีการเคลื่อน เทวดาหรือพรหมยังมีการเคลื่อน ที่เรียกว่า “จุติ” จุติ แปลว่า เคลื่อน ไอ้ศัพท์ที่ว่าตายนี่ พระพุทธเจ้าท่านไม่เรียก ท่านเรียก กาลัง กัตวา ถึงวาระแล้ว ถึงกาลเวลาแล้ว ท่านไม่เรียกว่าตาย ตาย นี่ มรณะ ตามศัพท์ของบาลีไม่มีคำว่ามรณะ ท่านเรียกว่า กาลัง กัตวา แปลว่าถึงวาระที่จะต้องไปจากร่างกายนี้ ร่างกายนี้มันพังมันไม่ยอมทำงาน

ผู้ถาม : ขอหลวงพ่อโปรดอธิบายเรื่องนิพพาน ให้ผมเข้าใจด้วยครับ

หลวงพ่อ : คำว่า นิพพาน เหรอ…คุณต้องการรู้เรื่องนิพพานไปทำไม…?

ผู้ถาม : เอาไว้ประดับความรู้ครับ

หลวงพ่อ : เอาไว้ประดับความรู้….ดี คำว่า นิพพานเป็นของง่ายเป็นของไม่ยาก นิพพานนี่เขาแปลว่า ดับ นะคุณนะ ถ้าจะถามว่าดับอะไร ก็ขอตอบว่า ดับความชั่ว คนที่จะถึงนิพพานได้ต้องไม่มีความชั่ว ๓ อย่าง คือ

๑. ไม่ชั่วทางกาย
๒. ไม่ชั่วทางวาจา
๓. ไม่ชั่วทางใจ
ถ้าทุกคนดับความชั่วได้หมด บุคคลนั้นก็ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน

ผู้ถาม : แต่ผมเคยได้ยินมาว่า นิพพาน แปลว่า ดับไปเลย ไม่เหลืออะไรเลยนี่ครับ

หลวงพ่อ : ความจริงคุณจะต้องรู้ว่าอะไรดับ คำว่านิพพาน แปลว่าดับ ดับทีแรกคือดับกิเลส ดับที่สองคือดับขันธ์ ๕ แต่ว่าตามพระบาลีไม่ได้บอกว่า จิตดับ

ปัญหาของคุณที่ถามนี่ เหมือนกับปัญหาของพระที่ถามพระพุทธเจ้าเคยถามมาแล้ว คือ ท่านผู้นี้มีนามว่า พระโมกขราช ท่านถามพระพุทธเจ้าว่า “นิพพานมีสภาพสูญ ใช่ไหม…พระพุทธเจ้าข้า” หมายความว่า เมื่อถึงนิพพานแล้วก็ดับสูญ มีสภาพคล้ายกับควันไฟที่ลอยไปในอากาศ ไม่มีที่เกาะ ไม่มีที่อยู่ อย่างนั้น

องค์สมเด็จพระบรมครูตรัสว่า “โมกขราช เรากล่าวว่า นิพพานนั้นหมายถึงกิเลสดับ และขันธ์ ๕ ดับ” พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่า จิตดับ

ทีนี้ถ้าหากว่าคุณจะศึกษาเรื่องนิพพาน ถ้าเราจะพูดกันไปกี่ร้อยปี มันก็ไม่จบ ฉะนั้น ถ้าต้องการจะรู้เรื่องพระนิพพานจริงๆ คุณจะต้อง

- เป็นคนมีศีลบริสุทธิ์ เป็นอันดับแรก
- เป็นผู้ทรงฌานสมาบัติ
- ในขณะที่ทรงฌานสมาบัติได้แล้ว คุณจะต้องทำจิตของตนให้เข้าถึงวิปัสสนาญาณ ที่เรียกกันว่าสังขารุเปกขาญาณ
- เมื่อจิตเข้าถึงสังขารุเปกขาญาณแล้ว ก็ต้องชำระกิเลสด้วยการตัดสังโยชน์ ๓ เบื้องต้น คือ

๑. ทำลายสักกายทิฏฐิ
๒. ทำลายวิจิกิจฉา คือ ความสงสัยให้หมดไป
๓. สีลัพพตปรามาส ทรงศีลให้บริสุทธิ์
๔. มีอารมณ์จิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ ที่เราเรียกกันว่า โครตภูญาณ ถ้ากำลังใจของคุณทำได้อย่างนี้ เมื่อจิตเข้าถึงโครตภูญาณ คุณจะทราบว่า คำว่าดับของนิพพานนั้นก็คือ

๑. ดับกิเลส ในขณะที่มีชีวิตอยู่
๒. ดับขันธ์ ๕ หรือขันธ์ ๕ ดับ
๓. อารมณ์จิตที่บริสุทธิ์ไม่ได้ดับไปด้วย

คำว่าพระนิพพาน ยังมีจุดที่เป็นอยู่อันหนึ่ง ที่เขาเรียกว่าเป็นทิพย์พิเศษ พ้นจากอำนาจของวัฏฏะ คุณทำได้ไหมล่ะ…?

ผู้ถาม : ทำไม่ได้ครับ

หลวงพ่อ : ทำไม่ได้ แล้วถามทำไม

ผู้ถาม : ถามไว้เพื่อเป็นการศึกษาครับ

หลวงพ่อ : ดี…ถาม ไว้เพื่อเป็นการศึกษา แต่ว่าคุณอย่าลืมนะคำว่า นิพพาน สมัยนี้เป็นของไม่ยากสำหรับประชาชนแล้วนะ บรรดาบุคคลทั้งหลายที่อยู่ในวัยเรียนขั้นเด็ก คือ ชั้นประถมก็ดี ชั้นมัธยมก็ดี และนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็ดี เขาได้ญาณประเภทนี้กันเยอะแล้ว และเข้าใจเรื่องพระนิพพานดี

ผู้ถาม : หลวงพ่อคะ ลูกอยากกราบเรียนถามว่า ผู้หญิงมีสิทธิ์จะไปพระนิพพานได้มั้ยคะ…?

หลวงพ่อ : เขาไปตั้งหลายปี๊บแล้ว มีสิทธิ์สมบูรณ์มีสิทธิ์เท่ากับผู้ชาย

ผู้ถาม : ไปทัศนาจรนี่ได้มั้ยคะ…?

หลวงพ่อ : อ้าว…ถ้า ทัศนาจรนี่ก็แจ๋ว ไปอยู่ซิ ผู้หญิงกับผู้ชายมีสิทธิ์เป็นพระอริยะ มีสิทธิ์เข้าพระนิพพานได้เหมือนกัน แต่ฉันว่าผู้หญิงนี่ไปเร็วกว่าผู้ชาย นี่เป็นเรื่องจริงๆนะ ในยุคนี้ตามที่ฝึกกรรมฐานสังเกตดูแล้ว ผู้หญิงนี่รวดเร็วกว่าผู้ชายมาก จะไปเมื่อไรล่ะ…?

ผู้ถาม : ไปเร็วๆ ก็ดีค่ะ เบื่อโลกมนุษย์แล้วค่ะ

หลวงพ่อ : เบื่อแล้วเรอะ ถ้าเบื่อนี่ไม่ช้า อันนี้เป็นเรื่องจริงๆนะ เพราะว่าตั้งแต่ฝึกกรรมฐานเท่าที่สังเกตดู จะฝึกในด้านสุกขวิปัสสโกก็ดี เตวิชโชก็ดี ผู้หญิงเอาไปกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ผู้ชายตามไปแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์

ผู้ถาม : แล้วที่นิพพานมีเพศไหมคะ…?

หลวงพ่อ : เพศรึ…มี…

ผู้ถาม : เขาแบ่งเหมือนกับในโลกมนุษย์ไหมคะ…?

หลวงพ่อ : ไม่ใช่ เป็นเพศพระนิพพาน ที่ว่าไม่มีเพศตั้งแต่พรหมขึ้นไปนี่ไม่มีเพศ เขาจึงเรียกว่าพระพรหม ผู้หญิงขึ้นไปผู้ชายขึ้นไป เพศไม่มี มีลักษณะคล้ายคลึงกันหมด ถึงนิพพานแล้วเหมือนกัน แต่ว่านิพพานไม่ดีอยู่อย่าง ไม่มีแป้งทาหน้า ไม่มีก๋วยเตี๋ยวกิน ไม่มีส้วมนี่ลำบาก ที่นิพพาน ผู้หญิงกับผู้ชายฐานะเท่ากัน จะเห็นว่าในสมัยพระพุทธเจ้า ผู้หญิงไปนิพพานตั้งเยอะ

ผู้ถาม : แล้วชาติที่จะไปนิพพาน จะต้องเป็นผู้ชายหรือเปล่าคะ…?

หลวงพ่อ : แหม…ถ้า ผู้หญิงจะไปนิพพานจะต้องเป็นผู้ชายก็ออกฤทธิ์แล้ว ไม่ต้อง ไม่จำเป็นนะ คือเพศผู้หญิงอย่างนี้ ทำไปๆ ก็ถึงนิพพาน ตัดกิเลสไปทีละขั้นพอถึงอนาคามีก็ไม่มีความรู้สึกในเพศ ไม่โกรธ พอถึงอรหันต์ก็ตีตั๋วไปนิพพานเลย

แต่อย่าลืมว่า การบรรลุมรรคผลไม่ได้เป็นไปตามลำดับ มันอยู่ที่กำลังใจตัวเดียว ถ้าเรามีความเบื่อโลกจริงๆ ตัวเบื่อนี่เป็นกำลังของพระอนาคามีอยู่แล้ว แล้วก็บางทีก็ไม่จำเป็นต้องไปค้างอนาคามีก่อน ถ้าเบื่อโลกคิดว่าโลกเป็นทุกข์ เราไม่ต้องการโลกนี้อีก เทวโลกและพรหมโลกเราก็ไม่ต้องการ เราต้องการจุดเดียว คือพระนิพพาน

จุดที่มีความสำคัญจริงๆคือ สังขารุเปกขาญาณ มีอารมณ์ไม่กลุ้มตามที่พูดเมื่อกี้นี้ อะไรที่จะเกิดขึ้นกับเรา ถือว่าชดใช้หนี้กรรมเก่าไป

โรคภัยไข้เจ็บมันเกิดขึ้นกับกาย เรื่องลำบากกายทุกอย่างก็เป็นโทษจาก ปาณาติบาต เดิม ก็ใช้หนี้มันไป

เรื่องทรัพย์สินจะต้องเสียไป ถือว่าเป็นโทษ อทินนาทาน เดิมชำระหนี้มันไป

เรื่องคนใต้บังคับบัญชา ว่ายากสอนยากหัวดื้อหัวด้าน ถือว่าเป็นโทษของ กาเม ใช้หนี้มันไป

เราพูดจริงแต่บางโอกาสไม่มีใครเขาเชื่อ เป็นโทษของ มุสาวาท เดิม เราก็ชำระหนี้มันไป

ถ้ามันปวดหัวปวดประสาท ก็เป็นโทษจาก การดื่มสุราเมรัย ก็ชำระหนี้มัน ชำระชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย

ถ้าทรงใจไว้อย่างนี้และพยายามตัดอารมณ์ของความโลภ ไอ้ความโลภนี่ก็หมายความว่า อยากจะเอาทรัพย์สินของชาวบ้านเขามาโดยไม่ชอบธรรม การขยันหมั่นเพียรในการทำงานเขาไม่ถือว่าโลภ แต่ไม่โกงเขานะ ท่านถือว่าเป็นสัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพโดยชอบ ความไม่โลภจะมีขึ้นได้คือ

๑. ใคร่ในการสงเคราะห์ ถ้าหากว่ามีคนเขายากจนเขามีความลำบาก คนก็ดีสัตว์ก็ดี จงคิดว่าถ้าเรามีเราจะสงเคราะห์นะ แล้วก็ไม่โกรธชาวบ้าน อย่างนี้ถือว่าอารมณ์ความโลภหมด ความโลภหมดนี่ไม่ได้หมายความว่าเลิกหากิน เป็นแต่เพียงว่าจิตคิดจะสงเคราะห์อย่างหนึ่งและก็ไม่โกงเขาอย่างหนึ่ง นี่จัดว่าหมดความโลภนะ

๒. หาทางตัดความโกรธ คือ ยับยั้งเรื่องของความโกรธ ถือว่าความโกรธมันเป็นทุกข์ เราคิดว่าเช้ามืดตื่นขึ้นมา เราจะไม่โกรธใคร เราคิดไว้อย่างนี้ทุกวัน แต่บังเอิญถ้าหากเราพลั้งเผลอไปบ้าง พอใกล้จะนอน เราก็นั่ง ถ้ามันจะหลับ นอนใคร่ครวญดูว่าวันนี้เราโกรธใครบ้าง ถ้ามีความโกรธขึ้น เราคิดว่าวันหน้าเราจะไม่โกรธ หาทางยับยั้งไว้เรื่อยไปไม่ช้าเราก็ชิน ไม่ช้าความโกรธมันก็ตกไป

๓. ทีนี้ด้านความหลง อย่างคุณนี่ไม่ต้องมี เบื่อโลกมันก็หมดหลงใช่ไหม…คิดว่าโลกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย โลกเต็มไปด้วยความทุกข์ อันนี้เป็นตัวตัดความหลงอยู่แล้ว อย่างนี้ไปนิพพานได้ง่าย

ผู้ถาม : ลูกได้ยินแต่ว่านิพพานมีแต่ความร่มเย็น ไม่ต้องประสบความเดือดร้อน ความวุ่นวายอะไรเลย เป็นความจริงอย่างที่เขาว่าไหมคะ…?

หลวงพ่อ : จริง ที่นิพพานมีแต่ความสุข อารมณ์ก็เบา คือว่าถ้าเราไปจากมนุษย์พอถึงเทวดาจะมีความสุขมาก ทั้งๆที่เรายังไม่ตาย ถ้าเราใช้กำลังฌานไปได้นะ ถ้าเปรียบเทียบกันมันเบากว่ามาก ดีกว่ามาก ถ้าจากแดนเทวดาไปถึงพรหม จะเห็นว่าพรหมเขามีความสวยกว่า สบายกว่า เบากว่า ถ้าถึงแดนนิพพานไม่มีอะไรเป็นเครื่องหนักจิตแม้แต่นิดเดียว

ผู้ถาม : แล้วนิพพานมีอายุไหมคะ…?

หลวงพ่อ : มี

ผู้ถาม : นานไหมคะ?

หลวงพ่อ : นับไม่ได้

ผู้ถาม : เป็นกัปหรือไงคะ…?

หลวงพ่อ : ไม่เป็นนะ อายุที่นั่นอยู่ตลอด ถ้ามีตายแล้วมีเกิดอีกก็แย่นะซิ ถ้าไม่มีก็ไม่ได้ เพราะมีการทรงตัวนี่ ก็ต้องถือว่ามีอายุใช่ไหม…

ผู้ถาม : เป็นสภาวะที่ต้องอยู่แบบนั้นตลอดไป ใช่ไหมคะ…?

หลวงพ่อ : ใช่ แก่ก็ไม่เป็น หิวข้าวก็ไม่เป็น ป่วยก็ไม่เป็น ปวดท้องขี้ก็ไม่เป็น แต่พูดได้

ผู้ถาม : ติดต่อมาทางโลกมนุษย์ได้ไหมคะ…?

หลวงพ่อ : อันนี้เรื่องเล็ก เหมือนกับพวกเราอยู่ในเรือนจำ เปรียบเหมือนกับวัฏสงสาร ยมโลก มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก หมุนกันไปหมุนกันมา เหมือนกับอยู่ในเรือนจำ แต่คนที่เขาออกจากเรือนจำไปแล้ว มีสิทธิ์จะไปเยี่ยมคนอยู่ในเรือนจำ ได้ไหม…เข้าไปเที่ยวได้ใช่ไหม…แต่ไปกักขังเขาไม่ได้ พวกไปนิพพานก็เหมือนกัน ก็เหมือนกับคนที่พ้นจากวัฏสงสารแล้ว ก็มีสิทธิ์เยี่ยมคนที่อยู่ในวัฏฏะได้ วัฏฏะไม่มีอำนาจจะบังคับให้เขาอยู่ได้

ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ นิพพานเป็นสภาวะที่เที่ยงหมายความว่า ถ้านิพพานตอนเด็ก ก็จะเด็กตลอดไป ใช่ไหมครับ…?

หลวงพ่อ : มันเด็กมีโลกนี้โลกเดียว โลกอื่นเขาไม่มีเด็ก นรกก็ไม่มีเด็ก เปรตก็ไม่มีเด็ก อสุรกายก็ไม่มีเด็ก เทวดา พรหมก็ไม่มีเด็กนะ มันมีโลกนี้โลกเดียว ใช่ไหม…อย่างคนที่เขาตายไปแล้วเป็นเด็ก ถ้าไปเห็นภาพเขาเป็นเด็ก ก็แสดงว่าเขาแสดงให้เห็นภาพเดิม แต่ว่าไปอยู่ที่นั่นไม่มีคำว่าเด็ก

ผู้ถาม : นิพพานเป็นสภาวะธรรมชาติ ไม่มีใครปรุงแต่งขึ้นใช่ไหมคะ…?

หลวงพ่อ : มีความดีปรุงแต่ง

ผู้ถาม : ยังไม่เข้าใจค่ะ

หลวงพ่อ : ก็การหมดกิเลส หมดชั่วปรุงแต่ง มีดีอย่างเดียวไม่มีชั่ว แต่ไม่ใช่พ่อแม่แต่ง ไม่ใช่พ่อแม่ช่วยกันสร้าง มีโลกนี้โลกเดียวที่พ่อแม่ช่วยกันสร้าง นรกก็ไม่ต้องมีพ่อแม่สร้าง เกิดเอง เทวดา นิพพาน เขาเรียกว่ามีความจำกัด เกิดด้วยกำลังของบุญส่วนสูงนะ สำหรับอบายภูมิเกิดกำลังของบาป ที่เกิดเป็นสัตว์นรก เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสุรกาย เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานยังอาศัยเถ้าไคลอาศัยครรภ์มารดา แต่ว่าเปรตอสุรกาย ก็ไม่ต้องเกิดเหมือนกัน แต่ว่าบาปสร้างสรรค์ ถ้านิพพานก็หมายถึงว่าความหมดกิเลสสร้างสรรค์ สร้างหรือไม่สร้างเขาก็ไปนิพพาน ก็ต้องถือว่าความหมดกิเลส ความบริสุทธิ์เป็นผู้สร้าง แต่ไม่มีตัวไม่มีตนนะ ต้องอารมณ์บริสุทธิ์

ผู้ถาม : ไม่ต้องใช้ปัญญาบารมีหรือคะ?

หลวงพ่อ : ต้องใช้บารมี ๑๐ อย่าง ตั้งแต่ปัญญาบารมี ถึงเมตตาบารมี หมด ๑๐ อย่าง ใช้บารมีเดียวไปไม่ได้ มันมีรูรั่วอยู่ ๑๐ ต้องอุดให้หมด

ผู้ถาม : ที่เขาเรียกบารมี ๑๐ ทัศใช่ไหมคะ…?

หลวงพ่อ : ใช่ๆ แต่บารมี ๑๐ ทัศนี่ถ้าเอาจริงเอาจังอย่างหนึ่งอย่างใดอีก ๙ อย่างก็รวม อย่างการให้ทานอย่างเดียวด้วยความบริสุทธิ์ใจนะ บารมีอีก ๙ อย่างก็มารวมจุดเดียวกัน ถ้ากำลังอีก ๙ อย่างไม่มารวมให้ครบ ๑๐ ก็ให้ทานไม่ได้ บารมี ๑๐ อย่างไม่ใช่มาแยกทำทีละอย่าง ถ้าเราทำด้วยความจริงใจมันต้องรวมตัวกัน

ความจริงนิพพานเป็นของดี นิพ เขาแปลว่า ดับ ดับอารมณ์ของความชั่วทั้งหมด ถ้าจิตยังมีความชั่วอยู่ไปนิพพานไม่ได้ ความชั่วนี่มันต้องดับ ดับจริงๆ จุดสุดท้าย สมมติว่า ยังเป็นอรหันต์ไม่ได้ ก็ยังไม่มีสิทธิ์ไปนิพพาน แต่ว่าเวลาที่ใกล้จะตายจริงๆ ถ้าเวลานั้นจิตมันดับ กิเลสหมดก็ตายเลยได้ไปนิพพานทันที


พระราชพรหมยานเถระ (หลวงพ่อฤาษี)
บันทึกการเข้า
มกราคม 01, 2013, 10:50:43 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: มกราคม 01, 2013, 10:50:43 pm »

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (ว่า ๓ จบ)

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ

หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยทางกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี และมีเจตนาก็ดี ไม่มีเจตนาก็ดี ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ.


พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง)

------------------------------------------------------------------------

**** สมเด็จพระพุทธกัสสป ทรงตรัสกับหลวงพ่อว่า ****

"เมื่อวานนี้ คุณบันทึกเสียง บอกถึงความดีของบรรดาลูกศิษย์ลูกหา และลูกหลานทั้งหลายที่เขาทำกันว่า แต่ละคนมีวิมาน นี่คุณยังพูดไม่ครบถ้วนนะ คุณต้องบอกเขาซิ บอกเขาว่า ทุกคนที่เป็นบริษัท ของคุณน่ะ เขามีวิมานชั้นแก้ว ๗ ประการด้วยกันทุกคนแล้ว เป็นอย่างต่ำ ถึงแม้ว่าใครเขาจะทำบุญมากก็ตาม ใครเขาจะทำบุญน้อยก็ตาม แต่ว่าที่ทำ ทำไปด้วยศรัทธาแท้ ไม่ใช่จำใจทำนะคำว่า บริษัทของคุณ น่ะหมายความว่า ที่เขามีความเลื่อมใสในคุณจริงๆ มีความเลื่อมใสในการที่คุณนำเอาพระธรรมคำสั่งสอนมาบอกเขา แล้วก็แนะนำเขาให้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ แล้วเขามีความเลื่อมใสจริงๆอย่างนี้เรียกกันว่า บริษัท

บริษัท แท้ๆ ที่มีความมั่นใจในตัวคุณจริงๆ เขามีวิมานแก้ว ๗ ประการกันหมดแล้ว เป็นวิมานอันดับ ๒ สำหรับวิมานอันดับ ๑ นั้นมันเป็นวิมานแก้ว ๙ ประการ ทีนี้ก็มาว่ากันถึงความผ่องใสของวิมาน ความผ่องใสของวิมานย่อมแตกต่างกันด้วยอำนาจบุญบารมี คือกำลังของใจ แต่ก็ควรจะบอกเขาว่า วิมานแต่ละวิมานก็มีความสวยสด ความน่ารื่นรมย์ทั้งนั้น เขตวิมานแต่ละวิมาน บริเวณน่ะกว้างขวางไพศาล มีที่อยู่เป็นสุขสบาย มีความเลื่อมสวยสะอาดวิจิตรตระการตานี่ก็เรียกว่า ความงามของแต่ละวิมานน่ะ พรรณากันไม่ถูก"


นี่ความจริงมันเป็นอย่างนั้นนะ ความจริงเป็นอย่างนั้น ฉันไปเห็นมาแล้วก็เห็นตามนั้น แต่ฉันไม่ได้บอก สมเด็จพระพุทธกัสสป ท่านให้บอกท่านตรัสอีกว่า

"เธอกลับลงไปบันทึกเสียงเอาไว้นะ บอกว่าตถาคตบอกว่าอย่างนี้ ให้ลูกหลานของเธอทุกคน หรือบริษัทของเธอทุกคน เขาตั้งใจไว้อย่างฉันพูดนะ การจะไปสวรรค์ก็ดี ไปพรหมโลกก็ดี ไปนิพพานก็ดี เป็นของง่าย ไม่ใช่ของยาก ไม่ใช่ยากอย่างที่นักปราชญ์ในโลก เขาพูดกันเวลานี้ เวลานี้บรรดานักปราชญ์ทั้งหลายนิยมความยาก สิ่งไหนก็ตามที่มันยากเขาถือว่ามันดี เป็นแบบฉบับที่ถูกต้อง แต่ฉันเห็นว่านั่นไม่ถูก ถ้าตามคติของฉัน ฉันว่าไม่ถูก เพราะสอนคนหรือพูดให้คนเข้าใจง่ายนั้นดี และวิธีปฏิบัติเพื่อผลที่จะพึงได้ให้ง่ายที่สุดนั่นแหละดี เรียกว่าทำง่ายที่สุดและได้ผลมากที่สุด อันนี้ดีกว่า ดีกว่าหาวิธีการที่สอนให้มันยากที่สุดแล้วได้ผลน้อยที่สุด อย่างนี้ไม่ดี ไม่ใช่ความประสงค์ของฉัน

สัมพเกษี เตือนบริษัทและลูกหลานของเธออย่างนี้นะ ว่าให้ทุกคนรู้ตัวว่ามีวิมานอยู่บนสวรรค์ชั้นกามาวจรแล้ว เมื่อเวลาเขาทำความชั่วมาก็ช่างเถิด เวลาก่อนจะนอนให้นึกถึงความดีที่ทำไว้ ขึ้นชื่อว่าความชั่วทั้งหลายปล่อยมันไป คิดนึกถึงแต่ความดี แล้วเอาใจนี่จับไว้ว่า นี่เรามีวิมานแก้ว ๗ ประการไว้บนสวรรค์ชั้นกามาวจรแล้ว เวลาเราจะตายเราจะไปอยู่วิมานนั้น ถ้าเวลาป่วยไข้ไม่สบายไม่ต้องเอาอะไร นึกถึงคุณพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จะนึกถึงพระพุทธก็ได้ พระธรรมก็ได้ พระสงฆ์ก็ได้ สิ่งก่อสร้างก็ได้อย่างใดอย่างหนึ่งไวในใจ แล้วตั้งใจว่า เราจะไปอยู่วิมานของเราที่มีอยู่แล้ว ตั้งใจเพียงเท่านี้นะ ถ้าตายเขาจะถึงสวรรค์ชั้นกามาวจรทันที

พวกที่จะไปพรหมโลก ก็เป็นของไม่ยากนะ สัมพเกษี บอกเขานะว่าคนที่ต้องการไปพรหมโลกน่ะ คืนหนึ่งให้สร้างความดี ๑๐ นาที ตอนกลางวันมันอาจจะเลว เอาดีกันตอนกลางคืน นั่งนับลมหายใจเข้าออกก็ตาม นั่งก็ได้ นอนก็ได้ ยืนก็ได้ เดินก็ได้ นับลมหายใจเข้าก็ได้หรือจะนึกถึงพระกรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ได้ เพียง ๑๐ นาที ให้รู้ลมหายใจเข้าออกเท่านี้ก็พอ เวลาตายแล้วเป็นพรหมแน่

ที่นี้คนไหนต้องการไปพระนิพพาน ก็เป็นของไม่ยากสัมพเกษี ให้เขาคิดเห็นว่าโลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรที่เราชอบ ไม่มีอะไรที่เรารัก เราไม่รักอะไร เราไม่ชอบอะไรในโลกนี้ แม้ร่างกายของเราเอง เราก็ไม่ชอบ ไม่รัก เพราะมันเต็มไปด้วยความทุกข์ เต็มไปด้วยความทรมาน แล้วให้ใคร่ครวญหาความจริงในโลก จะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม มันมีสภาพทรงตัวได้ตลอดกาลหรือเปล่าถ้ามันมีการเปลี่ยนแปลง มีการสลายตัว ก็ถือว่าโลกนี้ทั้งโลกหาความดีไม่ได้ แล้วก็หันมาคิดถึงกายของตัวว่า กายของเราเองนี่มันยังจะตายยังจะพัง เรายังจะปรารถนาอะไรภายนอกอีก เราไม่ต้องการเราจะไปนิพพาน เขาคิดเท่านั้นเพียงคืนละ ๑๐ นาทีนะ สัมพเกษีนะลูกหลานของเธอทุกคนจะพ้นนรกหมด พ้นอบายภูมิ อย่างน้อยก็ไป กามาพจรสวรรค์ อย่างกลางก็ไป พรหมโลก อย่างดีก็ไป พระนิพพาน"


นี่ท่านว่าไว้อย่างนี้นะ ลูกหลานที่รักทุกคน ได้ยินหรือยัง ถ้าได้ยินละก็จำไว้นะ ท่านสั่งสอนแบบนี้ สวัสดี

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=573385242731900&set=gm.709382632407361&type=1&theater
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2013, 11:57:49 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
   
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Cennet By Burak
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!