ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน:
 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
ผู้เขียน หัวข้อ: 7 วิธีดูพระปลอม  (อ่าน 18805 ครั้ง)
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 08:55:12 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 08:55:12 am »

ทั้งย่ามใหญ่ พกแปรงสีฟันยันจีวรสกปรก ชอบนอนตามสถานีขนส่ง เปิดใจตรวจสอบพระมา 19 ปี เป็นหมื่นรูปกลับใจได้รูปเดียว เผยจับพระทำผิดใน กทม.ได้มากสุดปีละกว่า 100 ราย 80% เป็นพระเก๊ พบนั่งปักหลักบิณฑบาตในตลาดอันดับ 1 วอนประชาชนอย่าให้ทาน

ยุคเศรษฐกิจตกต่ำยิ่งทำให้คนหันมาทำผิดกฎหมายกันมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่วงการพระสงฆ์ที่มีกลุ่มคนที่ไม่มีความละอาย หรือที่เรียกว่า "อลัชชี" หันมายึดผ้าเหลืองสวมจีวรบังหน้าเพื่อหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง พบพระเวียนเทียน-ปักหลักบิณฑบาต สร้างปัญหากวนใจตำรวจพระมากที่สุด

 พระรัตนเมธี เจ้าอาวาสวัดแก้วฟ้าจุฬามณี เจ้าคณะเขตบางซื่อ และหัวหน้าพระวินยาธิการ (ตำรวจพระ) คณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร บอกกับ”คม ชัด ลึก” ถึงการทำงานของตำรวจพระ 250 รูปทั่ว กทม.ว่า ตำรวจพระทั้งสิ้น 35 เขต แต่ละเขตจะปฏิบัติงานไม่ต่ำกว่า 5 รูป ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยตำรวจพระมีหน้าที่ตรวจตราตามสถานีขนส่งต่างๆ อย่างสถานีขนส่งหมอชิต หัวลำโพง ส่วนใหญ่เป็นช่วงหลังเที่ยงคืน เพื่อคอยนิมนต์พระที่อาศัยหลับนอนตามสถานีขนส่งต่างๆ มาตรวจสอบและตอนเช้าช่วงพระออกบิณฑบาต หากพบพระนั่งหรือยืนปักหลักรับบิณฑบาต จะนิมนต์มาตรวจสอบ

ทั้งนี้ พื้นที่ที่พบพระสงฆ์ที่ทำผิดวินัยด้วยการปักหลักบิณฑบาตมากที่สุดตามตลาดใหญ่ๆ ทั่ว กทม. โดยแต่ละปีสามารถจับกุมพระที่ทำผิดหลักวินัยของสงฆ์ประมาณ 100 ราย มีรูปแบบกระทำผิดพระวินัยสงฆ์ ทั้งการแจกซองผ้าป่า เดินเคาะตามประตูบ้าน และยืน-นั่งปักหลักบิณฑบาต เป็นต้น  หลังจากนิมนต์พระที่กระทำผิดวินัยสงฆ์มาพบเจ้าคณะแขวง หรือเจ้าคณะเขต และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ตรวจสอบแล้วพบพระปลอมกว่า 80 เปอร์เซ็นต์

“เราจะนิมนต์พระที่ยืนหรือนั่งปักหลักไปพบกับเจ้าคณะเขต หรือเจ้าคณะแขวง เพื่อให้ท่านตรวจสอบว่า เป็นพระจริงหรือพระปลอม หากเป็นพระจริงก็จะว่ากล่าวตักเตือนว่า “อย่ามาทำแบบนี้อีก” และแจ้งให้วัดต้นสังกัดทราบ หากตรวจสอบว่า ไม่ใช่พระ เป็นฆราวาสปลอมตัวมาก็จะให้สละสมณเพศ แล้วส่งตัวให้ตำรวจดำเนินคดีในข้อหาแต่งกายเลียนแบบสงฆ์” พระรัตนเมธีกล่าวถึงขั้นตอนการดำเนินการพระสงฆ์ที่กระทำผิดพระวินัย

แต่ทว่าการทำงานของตำรวจพระต่อกรณีนิมนต์พระที่ยืนหรือนั่งปักหลักบิณฑบาตมาตรวจสอบว่าเป็นพระจริงหรือพระปลอมไม่ง่ายนัก พระรัตนเมธีบอกว่า การเวียนเทียน การนั่งหรือยืน ปักหลักบิณฑบาต ซึ่งเป็นลักษณะความผิดที่พบมากที่สุดนั้น เพราะเกิดจากคนที่ไม่ใช่พระมักฉวยโอกาส มองเห็นรายได้จากอาหารและปัจจัยที่ประชาชนมีจิตศรัทธาถวายพระสงฆ์เป็นช่องทางทำมาหากินโดยหลอกลวงประชาชน โดยที่ประชาชนไม่รู้ว่าเป็นพระจริงหรือพระปลอม

 “โยมท่านใดที่จะทำบุญตักบาตรพระ ถ้าเห็นพระนั่งอยู่กับเก้าอี้ก็ดี อย่าไปใส่บาตรเลย พระเวลาบิณฑบาตจะต้องเดินตามลำดับ ไม่ยืนที่ใดที่หนึ่งประจำ หรือมีพระยืนรออยู่ มีโยมยืนอยู่การนั่งผิดแน่นอน ไม่ถูกหลักพระวินัย ปัจจุบันก็มีนั่งอยู่ พระพุทธองค์เคยสอนไว้ เวลาให้ทานต้องเลือกให้ เลือกให้แก่บุคคลที่ควรให้มันจึงจะได้บุญ อยากให้ประชาชนแจ้งมาแต่โยมบางคนกลัวทำบาป คนที่คิดแบบนั้นทำบาปแล้วต้องแจ้ง จึงถือว่าทำบุญ กำจัดสิ่งไม่ดีออกจากศาสนาจะบาปได้อย่างไร“ หัวหน้าพระวินยาธิการกล่าว

 แต่ขณะเดียวกัน แม่ค้าบางรายที่ขายของทำบุญใส่บาตรมีส่วนรู้เห็นต่อพฤติกรรมหลอกลวงประชาชน เพราะพระที่ยืนบิณฑบาตอยู่อาจเป็นสามี หรือญาติของแม่ค้านั่นเอง เมื่อพระรับของใส่บาตรแล้วก็เวียนเทียนอาหารไปขายใหม่ ซึ่งตำรวจพระแสดงตัว เข้าไปนิมนต์พระรูปนั้นมาตรวจสอบก็ถูกแม่ค้าต่อว่าเสียๆ หายๆ จนทำให้ตำรวจพระและเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่กล้าเข้าไปนิมนต์มาพระรูปนั้นมาให้เจ้าคณะตรวจสอบ

 “เจ้าหน้าที่ตำรวจ เคยถูกแม่ค้าตะโกนต่อว่า รังแกพระ โจรผู้ร้ายเยอะแยะไม่ไปจับมาจับพระ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและตำรวจพระต้องอับอาย แทนที่พระปลอมจะอับอาย และเมื่อปีที่แล้วมีคนปลอมเป็นพระมารับบาตรปกติ เมื่อได้อาหารก็หมุนเวียนให้แม่ค้ารายนั้น ซึ่งลงทุนขายอาหารแค่นิดเดียว เพราะสามีเป็นพระได้อาหารก็หมุนเวียนขาย ส่วนลูกก็ให้เป็นเณร“ พระรัตนเมธีแฉเล่ห์อลัชชี

 หัวหน้าพระวินยาธิการ ตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นเกี่ยวกับพระที่ไม่น่าเลื่อมใสไว้ 7 ประการ คือ
1.ย่ามใหญ่ ซึ่งภายในย่ามอาจมีผ้าขนหนู เสื้อผ้า สบู่ ยาสีฟัน อย่างครบคันรวมอยู่ในย่าม
2.จีวรไม่สะอาด เพราะต้องนอนตามสถานีรถไฟ
3.มีบาตรและกลดพระติดตัวในย่านชุมชนเมือง ซึ่งกิจของพระธุดงค์ต้องเดินห่างจากชุมชนเมือง 25 กม.เป็นการเดินในป่าไม่ใช่ในเมือง
4.นอนมั่วทุกแห่ง
5.แหล่งที่พักไม่แน่นอน
6.สัญจรอยู่ตลอดเวลา
7.อธิฐานพรรษาไม่ถูก ไม่มีใบสุทธิ



 จากประสบการณ์เป็นตำรวจพระมา 19 ปีของพระรัตนเมธี ประสบพบเจอพระจริงและพระปลอมทำผิดพระวินัยมานับหมื่นๆ ราย แต่มีพระที่กลับใจเป็นพระที่ดีได้เพียงรายเดียวเท่านั้น

 “เคยเจอพระร่างใหญ่ เป็นคนห่ามๆ แต่เอาจริงเอาจัง บวชเรียนมาถูกต้อง แต่มีพฤติกรรมทำผิดพระวินัยจึงจะเข้าไปคุย แต่พระรูปนั้นนึกว่าจะไปรวบตัว เขาล็อกคอพระเจ้าหน้าที่ก่อนเลย ซึ่งพระรูปนี้ควบคุมยาก เราจึงเอาเขามาเป็นพวกส่งให้ไปอยู่อีกวัดหนึ่ง ตอนนี้เขาเรียนจบประโยค 3 แล้ว เป็นตำรวจพระมา 19 ปี ตรวจสอบพระมาหมื่นๆ รูป แต่มีพระกลับใจเป็นพระดีได้รูปเดียว” หัวหน้าพระวินยาธิการกล่าวทิ้งท้าย

ที่มา คม ชัด ลึก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 12, 2011, 09:03:07 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
มีนาคม 05, 2010, 10:18:09 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 05, 2010, 10:18:09 pm »

http://www.baanaree.net/baanareepost.html

http://www.watpa.com/board_detail.asp?board_id=2701

บันทึกการเข้า
เมษายน 28, 2010, 08:47:54 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 28, 2010, 08:47:54 am »

หากเอ่ยถึง “ตำรวจ” ก็เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่ถ้าพูดถึง “ตำรวจพระ” หลายคนที่ไม่ได้อยู่ในแวด วงของสงฆ์ คงไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไรนัก

ใครคือ ตำรวจพระ? และมีหน้าที่อย่างไร

          พระวินยาธิการ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ตำรวจพระ” นั้น เป็นพระภิกษุที่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าคณะจังหวัดหรือ เจ้าคณะผู้ปกครอง ให้เป็นผู้ช่วยเหลือสนับสนุนการปกครองของเจ้าอาวาสและเจ้าคณะผู้ปกครอง เพื่อความเรียบร้อยถูกต้องและความดีงามตามหลักพระธรรม วินัย กฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช และคำสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตน



          พระวินยาธิการมี ๒ ประเภท ประเภทแรก พระวินยาธิการประจำเขต หมายถึง พระวินยาธิการมีอำนาจตรวจตราดูแลเฉพาะเขตนั้นๆ ประเภทที่สอง พระวินยาธิการส่วนกลาง ขึ้นตรงกับเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เป็นผู้แต่งตั้งโดยตรง พระวินยาธิการส่วนกลางนี้สามารถออกตรวจได้ทั่วกทม. ทั้งสองประเภทนี้จะต้อง ทำหน้าที่ตรวจตรา ชี้แจง แนะนำพระภิกษุ สามเณรให้ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย และนำพาพระภิกษุสามเณรผู้ประพฤติฝ่าฝืน มอบให้ผู้ปกครองสงฆ์ในเขตนั้นๆ แล้วแต่กรณีพิจารณา

          ตำแหน่งนี้ไม่มีการเปิดรับสมัคร แต่จะเป็นการคัดเลือก โดยดูจากคุณสมบัติของพระภิกษุที่สามารถจะเป็นพระวินยาธิการได้นั้น ต้องมีพรรษาพ้น ๕ พรรษา มี ความรู้นักธรรมชั้นเอก มีร่างกายสมบูรณ์ ไม่ทุพพลภาพ และจะต้องได้รับการคัดเลือกจากเจ้าอาวาส เจ้าคณะแขวง เจ้าคณะเขต จนมาถึงระดับเจ้าคณะจังหวัด

          พระที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระวินยาธิการ จะได้รับบัตรประจำตัว ซึ่งมีวาระ ๑ ปี เมื่อสิ้นสภาพการเป็นพระวินยาธิการ ตามวาระ แต่มีผลงานจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระวินยาธิการใหม่ได้อีก โดยต่ออายุบัตรให้ นอกจากพ้นตามวาระปกติ แล้ว ยังพ้นสภาพต่อเมื่อพ้นจากการเป็นพระภิกษุ ลาออก มรณภาพ และเจ้าคณะผู้แต่งตั้งสั่งให้ออก

          พระครูศรีรัตนคุณ เจ้าคณะเขตบางซื่อ เจ้าอาวาสวัดแก้วฟ้าจุฬามณี กทม. หัวหน้าพระวินยาธิการส่วนกลาง กล่าวว่า การที่พระสงฆ์รูปใดจะมาเป็นพระวินยาธิการได้นั้นจะต้องมีความเสียสละ ต้องทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาจริงๆ เพราะไม่ได้รับปัจจัย หรือเงินเดือนใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมกันนั้นท่านได้เล่าถึงการทำงานของพระวินยาธิการ ว่าจะต้องประสานกับ ๒ หน่วยงาน คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่แล้ว แต่กรณี การปฏิบัติหน้าที่ของพระวินยาธิการนั้น เปรียบเสมือนแนวหน้าออกไปพบกับปัญหา ออกไปตรวจดูพื้นที่อย่างน้อย ๓-๔ วันต่อสัปดาห์ หรือออกตรวจทุกวันได้ยิ่งดี โดยไม่ปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้น มาก่อน เมื่อออกไปตรวจพื้นที่หรือพบ พระผู้ประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง ในเขตใดก็ตาม จะต้องนำพระรูปนั้นไปพบเจ้าคณะผู้ปกครองเขตนั้นๆ เพื่อให้เจ้าคณะเขตได้สอบสวนว่ามาจากที่ไหนอย่างไร เมื่อได้ข้อเท็จจริงแล้วก็อยู่ในดุลพินิจของ เจ้าคณะเขตจะพิจารณาลงโทษ

          “พระวินยาธิการปฏิบัติงานคล้ายๆ กับตำรวจเหมือนกัน แต่ว่าบทลงโทษของ เรานั้น ถ้าเป็นการผิดเล็กๆน้อยๆ เราก็ว่ากล่าวถวายคำแนะนำ ให้ประพฤติตัวเสียใหม่ แต่ถ้าเป็นความผิดที่มากกว่านี้ เช่น มาปักกลดในสถานที่ที่ไม่ถูกต้องหรือมาบิณฑบาตยืนปักหลักอยู่กับที่ ประพฤติปฏิบัติติดต่อกันหลายๆ ครั้ง ก็จะภาคทัณฑ์ และถ้ากล่าวตักเตือนแล้วยังไม่เชื่อ ขั้นสุดท้ายก็ต้องให้สละสมณเพศ หรือลาสิกขาไป แต่บางกรณีมีผู้ไม่ยอมรับผิด ก็จะมีการสอบสวน โดยดูใบสุทธิ สอบถามที่มาที่ไป แล้วบันทึกถ้อย คำไว้ ซึ่งจะทำให้เราวินิจฉัยได้ว่า ภิกษุรูปนั้นเป็นพระจริงหรือพระปลอม”

          หัวหน้าพระวินยาธิการส่วนกลางเล่าต่อว่า ปัจจุบันพระวินยาธิการมีทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประมาณ ๒๐๙ รูป ทำให้การปกครองในด้านต่างๆ ดีขึ้น จากเมื่อก่อนนี้จะมีญาติโยมมาร้องเรียนว่า มีพระสงฆ์นำลูกนิมิตมาตั้งท้ายรถกระบะ แล้วก็ประกาศให้ญาติโยมมาทำบุญปิดทองลูกนิมิตเยอะมาก อีกกรณีหนึ่ง คือ นำถังผ้าป่ามาตั้งไว้ตามห้างร้านต่างๆ เสร็จแล้วก็กลับมาเก็บ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมี เรียกว่า การปฏิบัติงานของพระวินยาธิการ ได้ผล จนพระผู้ใหญ่หลายรูปก็กล่าวชม

          ส่วนอุปสรรคการทำงานที่ผ่านมานั้น พระครูศรีรัตนคุณ กล่าวว่า จะว่าเป็นอุปสรรคก็ไม่เชิงทีเดียว เพราะพระวินยาธิการที่ออกทำงาน ทำด้วยความเสียสละ เรียกว่า ทำงานกันตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไม่มีเวลาหยุดเหมือนทางราชการ บางครั้งมีญาติโยมโทรมาก็ต้องออกไป ไม่ว่าจะมืด ค่ำแค่ไหน เพื่อไปตรวจดูให้เห็นว่าที่โยม แจ้งมานั้นเป็นพระจริงหรือพระปลอม

          “การทำงานของอาตมานั้น เมื่อผู้บังคับบัญชาได้มอบความไว้วางใจให้ อาตมาก็ทำงานเต็มกำลังความสามารถ ทำด้วยความเสียสละ ขอให้งานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จตามที่ต้องการ อาตมาก็พอใจแล้ว ไม่คิดว่าจะต้องได้รับผลตอบ แทนแต่อย่างใด”

          ด้านพระครูปลัดอารยเดช รองเจ้าอาวาสวัดทอง กทม. พระวินยาธิการเขตบางพลัด เล่าว่า ปฏิบัติหน้าที่พระวินยาธิการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ส่วนใหญ่เรื่อง ที่ได้รับร้องเรียนการทำผิดของพระภิกษุ สามเณร จะเป็นเรื่องการออกบิณฑบาตที่ ขาดความสำรวม การปักกลดไม่เป็นที่เป็น ทาง การปลอมบวช และทำการเรี่ยไรโดย ไม่ได้รับอนุญาต

          “ในเขตของอาตมา ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนมากจะเป็นการบิณฑบาตเวียนเทียน คือ การที่ญาติโยมทำบุญแล้ว พระนำไปขายให้กับร้านค้า แล้วกลับมารับบาตรอีก ซึ่งไม่ถูกต้อง เป็นอาจารไม่สมควรแก่สมณวิสัย ก็จะนิมนต์พระรูปนั้นไปสอบ สวน แล้วถวายคำแนะนำ ถ้ากลับมาทำอีกก็จะภาคทัณฑ์ จนถึงให้ลาสิกขา”

          รองเจ้าอาวาสวัดทองกล่าวว่า การมาทำงานตรงนี้ต้องทำด้วยความสมัครใจ ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนมากจะเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า ต้องมีสติ รู้จักควบคุมอารมณ์ ต้องประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ รวมไปถึงเจ้าคณะผู้ปกครอง เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงด้วยดี

          เรื่องที่ทำให้ญาติโยมมองเห็นว่าพระประพฤติปฏิบัติไม่เหมาะสมนั้นคือ พวกปลอมบวช ซึ่งเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนามากที่สุด เพราะไม่ใช่พระจริง แค่โกนหัวและเอาผ้าเหลืองมาห่ม ญาติโยมก็ไม่รู้ว่าเป็นพระจริงหรือปลอม แต่ที่จริงไม่ใช่พระ

          “เท่าที่อาตมาปฏิบัติงานมา ๑๐ กว่าปี มีถึง ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เจอแล้วไม่ใช่พระ อาตมาเคยถามเขาว่า ทำไมจะต้องปลอมมาเป็นพระ เขาบอกว่ายากจน ไม่รู้จะไป ทำอะไร และทางนี้เป็นทางที่หาเงินได้ง่าย เป็นงานเบา งานสบาย บางจังหวัดเขาจะ ยกกันมาเป็นหมู่บ้านเลยนะ แล้วก็มาโกน หัวห่มผ้าเหลือง มาเช่าบ้านอยู่ และออก เรี่ยไรเงินประชาชน”

          อย่างไรก็ตาม พระครูปลัดอารยเดช บอกว่า ภาพรวมของพระสงฆ์ไทยในยุคปัจจุบันก็ยังประพฤติปฏิบัติเรียบร้อยดีอยู่ มีเพียงส่วนน้อยที่ประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง ฝ่าฝืนกฎระเบียบ

          “อาตมาก็อยากจะฝากส่วนน้อยที่ยังไม่มีจิตสำนึกนี้ ให้มีจิตสำนึก อย่าได้ทำอะไรให้มันเกินเลยกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อรักษาสถาบันของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไว้ให้คงอยู่สืบไป”

          นายกนก แสนประเสริฐ ผอ.ส่วนคุ้ม ครองพระพุทธศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักพุทธฯ มีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานร่วมกับพระวินยาธิการ ประมาณ ๑๖ คน ในการออกตรวจตราใน ทุกพื้นที่ที่เกิดเรื่อง

          “ที่ผ่านมาสำนักพระพุทธฯเอง ได้รับเรื่องร้องเรียนกล่าวหาพระสงฆ์ จากพุทธศาสนิกชน ว่าพระสงฆ์ประพฤติปฏิบัติย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัย และประพฤติปฏิบัติไม่เอื้อเฟื้อต่อกฎ ระเบียบ คำสั่งคณะสงฆ์ อย่างเช่น การบิณฑบาตขาดความสำรวม, ทำการเรี่ยไรโดยไม่ได้รับอนุญาต, ปักกลดในย่านชุมชน, พักค้างแรมตามบ้านเรือน, นุ่งห่มจีวรไม่เรียบร้อย ขณะบิณฑบาต และเที่ยวเตร่เร่ร่อน เรื่องนี้สำนักพุทธฯได้ทำหนังสือข้อเสนอข้อคิด เห็นไปยังเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัด คือ ให้ เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ กวดขันสอดส่องดูแลพระภิกษุสามเณรในปกครองให้้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด มีจริยวัตรที่ดีงาม เป็นที่ตั้งแห่ง ความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชน และให้เจ้าคณะผู้มีหน้าที่รับผิดชอบปกครองพระสงฆ์ในสังกัดให้เป็นไปโดยเรียบร้อย หากพบว่ามีพระสงฆ์ประพฤติปฏิบัติผิดพระธรรมวินัย ระเบียบหรือคำสั่งคณะสงฆ์ หรือผู้แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ ต้องรีบ พิจารณาโทษอย่างฉับไว และจริงจัง เพื่อกำจัดอลัชชีให้หมดไป”



          ผอ.ส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนา กล่าวต่อว่า พระอุปัชฌาย์ต้องเข้มงวดกวด ขันการตรวจสอบประวัติคุณสมบัติผู้ที่เข้ามาขอบรรพชาอุปสมบทให้ถูกต้องตาม พระธรรมวินัย การให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรให้ยึดหลักและถือปฏิบัติตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๗ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์ และให้พระอุปัชฌาย์อบรมสั่งสอนให้รู้หลักธรรมและปฏิบัติตามพระธรรมวินัย โดยจะต้องดูแลให้ครบ ๕ ปี ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๗ หากมีความจำเป็น เมื่อบรรพชาอุปสมบทแล้วจะขอไปอยู่ที่วัดอื่น พระอุปัชฌาย์จะต้องฝากเจ้าอาวาส วัดนั้นปกครองดูแลสั่งสอนแทน

          นอกจากนี้ นายกนก แสนประเสริฐ บอกว่า ยังมีกรณีที่เป็นอันตรายต่อพระศาสนามากที่สุดคือ บุคคลที่ปลอมบวชเข้า มาอาศัยผ้าเหลืองเพื่อเรี่ยไรเงินจากชาว บ้าน ซึ่งกรณีนี้จะต้องประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเข้าจับกุมเพื่อดำเนินคดี ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘ บัญญัติว่า ‘ผู้ใดแต่งกาย หรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุสามเณร นักพรต หรือนักบวช ในศาสนาใด โดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคล เช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่ง ปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ’

          ทั้งนี้ จากการตรวจตราพระภิกษุสาม เณร ที่มีอาจารไม่สมควรแก่สมณวิสัยในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ในปี ๒๕๔๕ พบว่า มีภิกษุสามเณรที่มีอาจารไม่สมควรแก่ สมณวิสัย จำนวน ๕๗๑ รูป โดยเจ้าหน้าที่ได้ถวายคำแนะนำให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม ระเบียบวินัยสงฆ์ จำนวน ๒๑๙ รูป นำมอบ เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ทำการตรวจสอบ และภาคทัณฑ์ไว้จำนวน ๒๘๘ รูป และให้ลาสิกขา ๖๔ รูป ส่วนในปี ๒๕๔๖ มีภิกษุ สามเณรที่มีอาจารไม่สมควรแก่สมณวิสัย จำนวน ๓๓๘ รูป โดยเจ้าหน้าที่ได้ถวายคำแนะนำให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบวินัยสงฆ์ จำนวน ๒๖๒ รูป นำมอบเจ้า คณะผู้ปกครองสงฆ์ทำการตรวจสอบ และภาคทัณฑ์ไว้จำนวน ๕๐ รูป และให้ลาสิกขา ๒๖ รูป

          และหากท่านใดพบเห็นพระภิกษุที่มีอาจารไม่เหมาะกับสมณสารูป แจ้งได้ที่ โทร. ๐-๒๒๔๓-๗๗๑๕..

   
 จรรยาบรรณของพระวินยาธิการ

๑. ต้องมีความอดทน อดกลั้น ใจเย็น และสุขุมรอบคอบ
๒. ต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ รักหน้าที่ และปฏิบัติตามหน้าที่ โดยหน้าที่เป็นสำคัญ
๓. ต้องเห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่ และเสียสละ
๔. ต้องให้ความเคารพ ความยำเกรง และเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา
๕. ต้องพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่อยู่เสมอ และพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งแล้วโดยชอบด้วย พระธรรมวินัย กฎหมาย และกฎมหาเถรสมาคม
๖. ต้องสุภาพอ่อนโยน นิ่มนวล ใช้ปิยวาจา และมีสมณสัญญาเพียบพร้อม
๗. ต้องปฏิบัติงานเพื่องาน เพื่อการคณะ และเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 12, 2011, 09:19:25 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
พฤษภาคม 22, 2010, 12:12:56 am
xonetam24
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2010, 12:12:56 am »

เพิ่งเคยได้ยินตำรวจพระก้อคราวนี้แหละค่าา Shocked Cool
บันทึกการเข้า
มิถุนายน 12, 2011, 09:10:41 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2011, 09:10:41 pm »

นอกจากกรณีผู้ที่บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ หรือเป็นสามเณร บางส่วนปฏิบัติไม่เหมาะสมกับสมณเพศ เช่น พระ-เณรไม่เคร่งครัดวินัย, พระแต๋ว-เณรตุ๊ด ที่ชาวพุทธวิพากษ์วิจารณ์กันมากแล้ว กับปัญหาต่าง ๆ ที่สร้างความมัวหมองให้กับแวดวงพระพุทธศาสนาในประเทศไทยนั้น กรณี “พระสงฆ์ปลอม” ก็เป็นอีกปัญหาสำคัญ



ปัญหานี้ชาวพุทธก็ต้องใส่ใจร่วมกันจัดการแก้ไขด้วย
 
ต้องร่วมกำจัด “มารศาสนา” ให้พ้นจากผ้าเหลือง !!!
 
“ข้อสังเกตเบื้องต้นเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่ไม่น่าเสื่อมใส หรือพระปลอมบวช คือ... ย่ามใหญ่ ซึ่งภายในอาจมีผ้าขนหนู เสื้อผ้า สบู่ ยาสีฟัน อย่างครบครันรวมอยู่ในย่าม, จีวรไม่สะอาด เพราะต้องนอนตามสถานีรถไฟ ตามสถานที่ต่าง ๆ, มีบาตรและกลดพระติดตัวในย่านชุมชนเมือง ซึ่งกิจของพระที่ธุดงค์ต้องเดินห่างจากชุมชนเมือง 25 กม. ซึ่งเป็นการเดินในป่าไม่ใช่เดินในเมือง, นอนมั่วไปทุกแห่ง, แหล่งที่พักไม่แน่นอน, สัญจรอยู่ตลอดเวลา, อธิษฐานพรรษาไม่ถูก ไม่มีใบสุทธิ”
 
...พระรัตนเมธี เจ้าอาวาสวัดแก้วจุฬามณี เจ้าคณะเขตบางซื่อ ในฐานะหัวหน้าพระวินยาธิการ (ตำรวจพระ) คณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร ให้คำแนะนำการสังเกต “พระปลอม” หรือ “พระปลอมบวช”
 
พร้อมทั้งบอกอีกว่า... ตามร้านขายอาหารถุงก็มีพระปลอมบวชไปรับบิณฑบาตหน้าร้านจำนวนมาก โดยร่วมมือกันกับผู้ค้าใช้วิธีการใส่บาตรเวียน คือการให้คนมาซื้อข้าวถุงและกับข้าวถุงจากร้านค้านั้นแล้วใส่บาตร จากนั้นก็เวียนเทียนนำมาวางขายใหม่ โดยทางร้านค้าจะแบ่งผลประโยชน์ให้พระปลอมบวชพวกนี้ ซึ่งการแก้ปัญหานี้ลำพังพระวินยาธิการคงดำเนินการฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการดำเนินการด้วย 
 
“เพราะพวกนี้จะได้รับการปกป้องจากกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าด้วย”
 
สำหรับทางแก้ที่ดีนั้น พระรัตนเมธีบอกว่า... ก็จะต้องกำชับไปยังเจ้าอาวาสทุกรูปให้คอยสอดส่องดูแลพระลูกวัดอย่างเคร่งครัด และตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานใดก็ตามที่ไม่ใช่พระสงฆ์ แต่มีอำนาจ เมื่อพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระสงฆ์สามารถเรียกตรวจสอบได้ ขณะเดียวกันก็ควรจะมีบัตรประจำตัวประชาชนของพระทุกรูป นอกเหนือจากใบสุทธิ “เพราะปัจจุบันใบสุทธิปลอมได้ง่าย ทำคล้ายของจริง” 
 
ทั้งนี้ กับปัญหา “พระปลอม” นี้ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ระบุว่า... “เพราะภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง คนทำมาหากินลำบาก จึงหาทางเอาตัวรอด บางคนเมื่อเห็นช่องทางในพระพุทธศาสนาจึงแฝงตัวเข้ามา และการกลั่นกรองรับคนเข้ามาบวชก็หละหลวม”
 
พระมหาวุฒิชัยระบุต่อไปว่า... ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากยุคเกษตรกรรมมาเป็นยุคอุตสาหกรรม ก็ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนกับวัดมากขึ้น ทำให้พระปลอมบวช หรือพระที่ไม่มีความรู้ เข้ามาสร้างความเสื่อมเสียได้ง่าย ที่สำคัญยังมีกลุ่มผู้มองเห็นช่องทาง โดยดึงเอาความศรัทธามาแปรเป็นทุน มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ โดยแฝงตัวเข้าเป็นลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดกับพระ แอบทำการพุทธพาณิชย์ เช่น สร้างเครื่องรางของขลังต่าง ๆ
 
“ลักษณะพระปลอมบวช คือสอนแปลก ๆ ไม่ตรงหลักพระธรรมวินัย ไม่ตรงพระไตรปิฎก เอาความคิดตัวเองมาปลอมปนในหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่สำรวม พูดจาไม่สุภาพ วางตัวไม่เรียบร้อย แสวงหาผลประโยชน์จากพระพุทธศาสนาโดยไม่รู้สึกละอายใจ บางคนนำเสนอตัวเองในฐานะพระผู้มีบารมี มักอ้างอิงกลุ่มผู้มีอิทธิพล หรือมาเฟียที่สนิทสนมด้วย”
 


พร้อมกันนี้ พระมหาวุฒิชัยได้เสนอว่า... การแก้ปัญหานี้ทางตำรวจพระก็ต้องศึกษาพระธรรมวินัยให้แตกฉาน เพื่อจะแยกพระจริง-พระปลอมได้ และที่สำคัญคณะสงฆ์และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต้องบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่มีอย่างเข้มแข็ง คณะสงฆ์เองก็ต้องปฏิรูปการศึกษาให้ดีขึ้น ครอบคลุมพระที่บวชทุกรูป รวมถึงสื่อและภาครัฐก็ต้องช่วยกันส่งเสริมและสนับสนุนพระดีให้เป็นที่ปรากฏและยกย่อง พระดีจะได้มี กำลังใจ
 
“ขอฝากไปยังพระวินยาธิการ ที่เราเรียกว่าตำรวจพระ ต้อง ทำงานให้รู้เท่าทันกลโกงของพระปลอมบวช ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องรู้จักแยกแยะให้ได้ว่าใครที่เข้ามาทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย ฉะนั้นเราต้องช่วยกันดึงเอาคนไม่ดีออกไปจากพระพุทธศาสนา” ...ท่าน ว.วชิรเมธีกล่าว
 
ขณะที่ อำนาจ บัวศิริ ผอ.สำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) บอกว่า... ตอนนี้พระสงฆ์ก็ทำบัตรประจำตัวประชาชนได้ ก็อยากให้พระสงฆ์ไปทำเพิ่มจากใบสุทธิอีก 1 ใบ ซึ่งจะช่วยให้ตรวจสอบการปลอมบวชของผู้ที่ใช้ผ้าเหลืองหากินได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะ “คนต่างด้าวปลอมบวชออกเรี่ยไรหาเงินในเมืองไทย”
 
ด้าน จุฬารัตน์ บุญยากร ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ก็บอกว่า... “อยากฝากให้ประชาชนช่วยกันพิจารณา สิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากคนกลุ่มน้อย พระดี ๆ ยังมีอยู่อีกมากมาย ซึ่งหากพบเห็นพระสงฆ์ที่มีลักษณะน่าสงสัยว่าอาจจะเป็นพระปลอม ขอให้แจ้ง เจ้าหน้าที่เพื่อไปตรวจสอบทันที”
 
“พระปลอมบวช” เป้าหมายหลักก็คือ “เงิน” ที่หาได้ง่าย ๆ
 
ยุคนี้เศรษฐกิจทรุด...ก็ไม่รู้ว่าจะเพิ่มจำนวนอีกมากแค่ไหน ?
 
ชาวพุทธไทยอย่าได้นิ่งเฉย..ช่วยกันกำจัดให้หมดสิ้น !!!.



ที่มา :
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=68490&NewsType=2&Template=1
บันทึกการเข้า
มิถุนายน 22, 2011, 06:59:57 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2011, 06:59:57 am »

ลายอิงดาวน์เกม (อังกฤษ: lying down game) หรือรู้จักในชื่อ แพลงกิง (อังกฤษ: planking) หรือ เฟซดาวส์ (อังกฤษ: face downs) เป็นกิจกรรม ที่ได้รับความนิยมในหลายส่วนของโลก โดยการคว่ำหน้าลงในสถานที่ที่แปลก ไม่ธรรมดา ดูไม่เข้ากับสถานที่ โดยมือทั้ง 2 ข้างต้องแนบชิดกับลำตัว และถ่ายภาพโดยผู้อื่นและนำมาเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการเล่นเกมนี้ ผู้เล่นจะต้องหาสถานที่ถ่ายภาพที่ไม่ธรรมดาและแปลกไม่เหมือนใครในการเล่น หากเป็นไปได้สถานที่ถ่ายทำควรเป็นสถานที่สาธารณะและอาจมีผู้คนหลายคนเข้าร่วม



ลายอิงดาวน์เกม ได้รับการอ้างถึงว่า คิดค้นโดย แกรี คลาร์กสันและคริสเตียน แลงดอน ในปี ค.ศ. 1997 ได้รับความนิยมครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ จากนั้นได้รับความนิยมทั่วทั้งเกาะบริเตนในฤดูร้อน ค.ศ. 2009 ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2009 เป็นข่าวเมื่อแพทย์ 7 คนและนางพยาบาลจำนวนหนึ่ง ที่ทำงานในโรงพยาบาลเกรตเวสเทิร์น ในสวินดอน อังกฤษ เล่นเกมนี้ขณะปฏิบัติงานอยู่ โดยมีคนวิจารณ์เกมนี้ว่า "ไร้จุดหมาย"



ลายอิงดาวน์เกม แพร่ไปในส่วนอื่นของโลก โดยในเกาหลีใต้เรียกว่า "시체놀이" ("เล่นเป็นคนตาย") (ค.ศ. 2003) ในฝรั่งเศสเรียก "à plat ventre" (ค.ศ. 2004) ในออสเตรเลียเรียกว่า "extreme lying down" (ค.ศ. 2008) ในสหรัฐอเมริกาและไอร์แลนด์เรียก "facedowns" (ค.ศ. 2010) และในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เรียกว่า แพลงกิง (ค.ศ. 2011)

--------------------------------------------------------------------------------------

บัญญัติ Planking 6 ประการ !!

1. คุณต้องนอนคว่ำหน้าอยู่ตลอด และต้องทำหน้าไม่แสดงความรู้สึกใดๆในขณะทำ planking
2. ขาของผู้ทำ planking ตรงเหยียดตรง
3. แขนทั้งสองข้างของผู้ทำ planking ต้องวางอยู่ข้างๆลำตัว เหยียดตรงและนิ้วมือก็ต้องเหยียดตรงเช่นกัน
4. ผู้ทำ planking ต้องทำให้ชาวบ้านร้านตลาดรู้ว่า คุณกำลังทำ planking อยู่ ถ้าจะให้ชัวร์ก็บอกเค้าไปเลยว่า “หนูกำลังจะ planking ล่ะนะค๊า”
5. ต้องมั่นใจว่า การทำ planking ของคุณนั้นมีความปลอดภัย
6. ต้องตั้งชื่อภาพ planking ของคุณด้วยทุกครั้งที่มีการถ่ายภาพ



จริงจังขนาดทำเป็นเวปเลยยังมี http://www.lyingdowngame.net/

FaceBook ก็เพียบ http://www.facebook.com/pages/Australian-Planking-Society-OFFICIAL/203219296380902?sk=wall

--------------------------------------------------------------------------------------

แต่มันเหมาะสมแล้วหรือที่ผู้เล่นเป็น "พระ"



พบเบาะแส​พระแพลงกิ้งแล้ว ​มือ​กฎหมาย ม​มร.เผยเป็นพระ​จริง ทำแพลง​กิ้งที่กุฏิ​วัด​ในกรุงเทพฯ ชี้โทษ​ถึง​อาบัติ​ปาราชิก เตรียมร้องกองปราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก​เกิด​กระแส​ฮิต​ทำแพลงกิ้ง planking หรือท่า​แกล้ง​ตาย ​ใน​อินเตอร์เน็ต แม้แต่​พระสงฆ์​ก็ยังทำแพลงกิ้ง ท่า​แกล้ง​ตาย​บน​ราว​บันได จน​เป็น​ที่​วิจารณ์​กัน​กระหึ่ม​ถึง​ความ​ไม่​เหมาะสม​

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องมาจากเมื่อวัน​ที่ 18 มิ.ย. นา​ยส​ง​กานต์ อัจฉริยะ​ทรัพย์ ผู้​ช่วย​อธิการบดี​ฝ่าย​กฎหมาย มหาวิทยาลัย​มหา​ม​กุ​ฏ​ราช​วิทยาลัย (ม​มร.) ประกาศ​ให้​รางวัล 5 พัน​บาท​แก่​ผู้​แจ้ง​เบาะแส​ชาย​แต่ง​กาย​คล้าย​สงฆ์ กำลัง​ทำแพลงกิ้ง ท่าแกล้ง​ตาย​บน​ราว​บันได​ นา​ยส​ง​กานต์ กล่าวว่า ได้​มี​ผู้​ที่​อ้าง​ว่า​เป็น​พระสงฆ์ พร้อม​ทั้ง​ให้​ชื่อ​ที่​อยู่​กับ​ตน​ไว้ โทรศัพท์​เข้า​มา​แจ้ง​ว่า​รู้จัก​กับ​คนใน​รูป​ดัง​กล่าว​และ​ยืนยัน​ว่า​คนใน​รูป​เป็น​พระสงฆ์​จริง และ​สถาน​ที่​ที่​ถ่ายรูป​นี้​ก็​คือ​กุฏิ​ภายใน​วัด​แห่ง​หนึ่ง​ใน​กรุงเทพฯ ทั้งนี้​จาก​การ​ตรวจสอบ​ข้อมูล​ใน​เบื้องต้น​พบ​ว่า​มี​ความ​น่า​เชื่อถือ​ได้ ดังนั้น​ใน​วัน​ที่ 22 มิ.ย. ตน​จะ​นำ​เบาะแส​ที่​ได้​รับ​แจ้ง​มา​เข้า​ร้องทุกข์​ต่อ​พนักงาน​สอบสวน​ที่​กอง​ปราบปราม เพื่อ​ขอ​อำนาจ​พนักงาน​สอบสวน​เข้าไป​ดำเนิน​การ​ตรวจสอบ​ใน​วัด​ตาม​ที่​ได้​รับ​แจ้ง​เบาะแส​มา

"ผมจะ​นำ​ข้อมูล​ทั้งหมด​ไป​มอบ​ให้​นาย​นพรัตน์ เบญจ​วัฒนา​นันท์ ผอ.​สำนักงาน​พระ​พุทธศาสนา​แห่งชาติ (พศ.) ด้วย ส่วน​จะ​มี​การ​เข้าไป​ตรวจสอบ​วัด​ตาม​ที่​ได้​รับ​แจ้ง​มา​ใน​วัน​ใด​นั้น​ขึ้น​อยู่​กับ​ทาง​สำนักงาน​พระ​พุทธศาสนาฯ และ​ทาง​เจ้าหน้าที่​ตำรวจ การ​ที่​ผม​เข้า​มา​เป็น​เจ้าภาพ​รับ​แจ้ง​เบาะแส​ใน​เรื่อง​นี้​นั้น เพราะ​เห็น​ว่า​เป็น​การ​กระทำ​ที่​ทำลาย​พระ​พุทธศาสนา จึง​อาสา​เข้า​มา​ทำ​หน้าที่​ประสาน​งาน​ให้" นา​ยส​ง​กานต์

นา​ยส​ง​กานต์ ยังกล่าว​อีกว่า การ​ที่​ต้อง​เข้า​ร้อง​ทุก​ข์ต่อ​กอง​ปราบฯ นั้น เพราะ​การ​กระทำ​ของ​พระรูป​นี้​ถือว่า​เข้า​ข่าย​อวด​อุตริ อ้าง​คุณวิเศษ​ที่​ไม่​มี​ใน​ตัว​ตน เพราะ​จาก​รูป​แสดง​ให้​เห็น​ว่า​ตัว​ลอย​ได้​โดย​เอา​ตัว​ไว้​บน​ราว​บันได ซึ่ง​หาก​เป็น​คน​ธรรมดา​ก็​สามารถ​ทำได้ แต่​ใน​เมื่อ​เป็น​พระสงฆ์ไป​ทำ​ใน​ลักษณะ​ดัง​กล่าว​จึง​ถือว่า​เข้า​ข่าย​อวด​อุตริ และ​ตาม​ที่​ระบุ​ไว้​ใน​หนังสือ​พระวินัยปิฎก ฉบับ​มหา​วิภังค์ พบ​ว่า​มี​โทษ​ถึง​อาบัติ​ปาราชิก ดังนั้น​พระรูป​นี้​จึง​ถือว่า​ขาด​จาก​ความ​เป็น​สงฆ์​นับ​ตั้งแต่​วัน​ที่​โพสต์​รูป​ลง​ใน​อินเตอร์เน็ต ส่ง​ผล​ให้​มี​ความ​ผิด​ฐาน​แต่ง​กาย​เลียนแบบ​พระสงฆ์​ซึ่ง​มี​ความ​ผิด​ทาง​อาญา

"ผมจึง​ต้อง​นำ​เข้า​ร้อง​ทุก​ข์ต่อ​พนักงาน​สอบสวน​กอง​ปราบปราม เพื่อ​ดำเนิน​การ​ตาม​ประมวล​กฎหมาย​อาญา มาตรา 208 ที่​ระบุ​ว่า ผู้​ใด​แต่ง​กาย​ที่​แสดง​ว่า​เป็น​ภิกษุ​ไม่​ว่า​ใน​ศาสนา​ใด​โดย​มิ​ชอบ​เพื่อ​ให้​เชื่อ​ว่า​ตน​เป็น​บุคคล​นั้น จะ​มี​โทษ​จำ​คุก​ไม่​เกิน 1 ปี ปรับ​ไม่​เกิน 2,000 บาท หรือ​ทั้ง​จำ​ทั้ง​ปรับ โดย​เป็น​การ​ปรับ​ข้อเท็จจริง​เข้า​กับ​ข้อ​กฎหมาย เพื่อ​เป็น​การ​ป้อง​ปราม​เพศ​บรรพชิต​ที่​เจตนา​ละเมิด​พระธรรม​วินัย เพื่อ​ไม่​ให้​เป็น​เยี่ยง​อย่าง​ต่อ​ไป" นา​ยส​ง​กานต์ กล่าว
------------------
ถ้าถามความเห็นผม (เจ้าของ web) ก็ต้องบอกว่า ผิดแค่ "โลกวัชชะ" คือ ชาวบ้านติเตียน เท่านั้นครับ ก็เหมือนพระเดินห้าง (ไปพันธ์ทิพย์ทีไร เจอตลอด)น่ะครับ ไม่ถึงขนาด ปาราชิก  ผมเองก็ไม่ได้สนับสนุนให้พระทำ เพราะถ้ารู้ว่าชาวบ้านเขาติเตียนแล้วก็ไม่ควรทำอีก เดี๋ยวจะไม่มีข้าวกินครับ (ชาวบ้านไม่ใส่บาตร - พระในวัดคว่ำบาตร)


แหล่งข้อมูล
http://scoop.mthai.com/variety/2497.html
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%87
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 22, 2011, 07:24:03 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
สิงหาคม 16, 2012, 09:58:52 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2012, 09:58:52 am »

พระวินยาธิการ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "ตำรวจพระ" นั้น เป็นพระภิกษุที่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าคณะจังหวัดหรือ เจ้าคณะผู้ปกครอง ให้เป็นผู้ช่วยเหลือสนับสนุนการปกครองของเจ้าอาวาสและเจ้าคณะผู้ปกครอง เพื่อความเรียบร้อยถูกต้องและความดีงามตามหลักพระธรรม วินัย กฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช และคำสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตน

             พระวินยาธิการมี ๒ ประเภท ประเภทแรก พระวินยาธิการประจำเขต หมายถึง พระวินยาธิการมีอำนาจตรวจตราดูแลเฉพาะเขตนั้น ๆ ประเภทที่สอง พระวินยาธิการส่วนกลาง ขึ้นตรงกับเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เป็นผู้แต่งตั้งโดยตรง พระวินยาธิการส่วนกลางนี้ สามารถออกตรวจได้ทั่ว กทม. ทั้งสองประเภทนี้จะต้อง ทำหน้าที่ตรวจตรา ชี้แจง แนะนำพระภิกษุ สามเณรให้ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย และนำพาพระภิกษุสามเณรผู้ประพฤติฝ่าฝืน มอบให้ผู้ปกครองสงฆ์ในเขตนั้น ๆ แล้วแต่กรณีพิจารณา ตำแหน่งนี้ไม่มีการเปิดรับสมัคร แต่จะเป็นการคัดเลือก โดยดูจากคุณสมบัติของพระภิกษุที่สามารถจะเป็นพระวินยาธิการได้นั้น ต้องมีพรรษาพ้น ๕ พรรษา มี ความรู้นักธรรมชั้นเอก มีร่างกายสมบูรณ์ ไม่ทุพพลภาพ และจะต้องได้รับการคัดเลือกจากเจ้าอาวาส เจ้าคณะแขวง เจ้าคณะเขต จนมาถึงระดับเจ้าคณะจังหวัด

             พระที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระวินยาธิการ จะได้รับบัตรประจำตัว ซึ่งมีวาระ ๑ ปี เมื่อสิ้นสภาพการเป็นพระวินยาธิการ ตามวาระ แต่มีผลงานจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระวินยาธิการใหม่ได้อีก โดยต่ออายุบัตรให้ นอกจากพ้นตามวาระปกติ แล้วยังพ้นสภาพต่อเมื่อพ้นจากการเป็นพระภิกษุ ลาออก มรณภาพ และเจ้าคณะผู้แต่งตั้งสั่งให้ออก

             พระครูศรีรัตนคุณ เจ้าคณะเขตบางซื่อ เจ้าอาวาสวัดแก้วฟ้าจุฬามณี กทม. หัวหน้าพระวินยาธิการส่วนกลาง กล่าวว่า "การที่พระสงฆ์รูปใดจะมาเป็นพระวินยาธิการได้นั้น จะต้องมีความเสียสละ ต้องทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาจริง ๆ เพราะไม่ได้รับปัจจัย หรือเงินเดือนใด ๆ ทั้งสิ้น"

             พร้อมกันนั้นท่านได้เล่าถึงการทำงานของพระวินยาธิการ ว่าจะต้องประสานกับ ๒ หน่วยงาน คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่แล้วแต่กรณี การปฏิบัติหน้าที่ของพระวินยาธิการนั้น เปรียบเสมือนแนวหน้าออกไปพบกับปัญหา ออกไปตรวจดูพื้นที่อย่างน้อย ๓-๔ วันต่อสัปดาห์ หรือออกตรวจทุกวันได้ยิ่งดี โดยไม่ปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้นมาก่อน เมื่อออกไปตรวจพื้นที่หรือพบพระผู้ประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง ในเขตใดก็ตาม จะต้องนำพระรูปนั้นไปพบเจ้าคณะผู้ปกครองเขตนั้น ๆ เพื่อให้เจ้าคณะเขตได้สอบสวนว่ามาจากที่ไหนอย่างไร เมื่อได้ข้อเท็จจริงแล้วก็อยู่ในดุลพินิจของ เจ้าคณะเขตจะพิจารณาลงโทษ

             "พระวินยาธิการปฏิบัติงานคล้าย ๆ กับตำรวจเหมือนกัน แต่ว่าบทลงโทษของ เรานั้น ถ้าเป็นการผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เราก็ว่ากล่าวถวายคำแนะนำ ให้ประพฤติตัวเสียใหม่ แต่ถ้าเป็นความผิดที่มากกว่านี้ เช่น มาปักกลดในสถานที่ที่ไม่ถูกต้องหรือมาบิณฑบาตยืนปักหลักอยู่กับที่ ประพฤติปฏิบัติติดต่อกันหลาย ๆ ครั้ง ก็จะภาคทัณฑ์ และถ้ากล่าวตักเตือนแล้วยังไม่เชื่อ ขั้นสุดท้ายก็ต้องให้สละสมณเพศ หรือลาสิกขาไป แต่บางกรณีมีผู้ไม่ยอมรับผิด ก็จะมีการสอบสวน โดยดูใบสุทธิ สอบถามที่มาที่ไป แล้วบันทึกถ้อย คำไว้ ซึ่งจะทำให้เราวินิจฉัยได้ว่า ภิกษุรูปนั้นเป็นพระจริงหรือพระปลอม" หัวหน้าพระวินยาธิการส่วนกลางเล่าต่อว่า "ปัจจุบันพระวินยาธิการมีทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประมาณ ๒๐๙ รูป ทำให้การปกครองในด้านต่าง ๆ ดีขึ้น จากเมื่อก่อนนี้จะมีญาติโยมมาร้องเรียนว่า มีพระสงฆ์นำลูกนิมิตมาตั้งท้ายรถกระบะ แล้วก็ประกาศให้ญาติโยมมาทำบุญปิดทองลูกนิมิตเยอะมาก อีกกรณีหนึ่ง คือ นำถังผ้าป่ามาตั้งไว้ตามห้างร้านต่าง ๆ เสร็จแล้วก็กลับมาเก็บ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมี เรียกว่า การปฏิบัติงานของพระวินยาธิการได้ผล จนพระผู้ใหญ่หลายรูปก็กล่าวชม"

             ส่วนอุปสรรคการทำงานที่ผ่านมานั้น พระครูศรีรัตนคุณ กล่าวว่า "จะว่าเป็นอุปสรรคก็ไม่เชิงทีเดียว เพราะพระวินยาธิการที่ออกทำงาน ทำด้วยความเสียสละ เรียกว่า ทำงานกันตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไม่มีเวลาหยุดเหมือนทางราชการ บางครั้งมีญาติโยมโทรมาก็ต้องออกไป ไม่ว่าจะมืด ค่ำแค่ไหน เพื่อไปตรวจดูให้เห็นว่าที่โยม แจ้งมานั้นเป็นพระจริงหรือพระปลอม

             "การทำงานของอาตมานั้น เมื่อผู้บังคับบัญชาได้มอบความไว้วางใจให้ อาตมาก็ทำงานเต็มกำลังความสามารถ ทำด้วยความเสียสละ ขอให้งานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จตามที่ต้องการ อาตมาก็พอใจแล้ว ไม่คิดว่าจะต้องได้รับผลตอบแทนแต่อย่างใด"

             ด้านพระครูปลัดอารยเดช รองเจ้าอาวาสวัดทอง กทม. พระวินยาธิการเขตบางพลัด เล่าว่า ปฏิบัติหน้าที่พระวินยาธิการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ส่วนใหญ่เรื่องที่ได้รับร้องเรียนการทำผิดของพระภิกษุ สามเณร จะเป็นเรื่องการออกบิณฑบาตที่ ขาดความสำรวม การปักกลดไม่เป็นที่เป็น ทาง การปลอมบวช และทำการเรี่ยไรโดย ไม่ได้รับอนุญาต "ในเขตของอาตมา ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนมากจะเป็นการบิณฑบาตเวียนเทียน คือ การที่ญาติโยมทำบุญแล้ว พระนำไปขายให้กับร้านค้า แล้วกลับมารับบาตรอีก ซึ่งไม่ถูกต้อง เป็นอาจารไม่สมควรแก่สมณวิสัย ก็จะนิมนต์พระรูปนั้นไปสอบสวน แล้วถวายคำแนะนำ ถ้ากลับมาทำอีกก็จะภาคทัณฑ์ จนถึงให้ลาสิกขา"

             รองเจ้าอาวาสวัดทองกล่าวว่า "การมาทำงานตรงนี้ต้องทำด้วยความสมัครใจ ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนมากจะเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า ต้องมีสติ รู้จักควบคุมอารมณ์ ต้องประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ รวมไปถึงเจ้าคณะผู้ปกครอง เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงด้วยดี เรื่องที่ทำให้ญาติโยมมองเห็นว่าพระประพฤติปฏิบัติไม่เหมาะสมนั้นคือ พวกปลอมบวช ซึ่งเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนามากที่สุด เพราะไม่ใช่พระจริง แค่โกนหัวและเอาผ้าเหลืองมาห่ม ญาติโยมก็ไม่รู้ว่าเป็นพระจริงหรือปลอม แต่ที่จริงไม่ใช่พระ"

             "เท่าที่อาตมาปฏิบัติงานมา ๑๐ กว่าปี มีถึง ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เจอแล้วไม่ใช่พระ อาตมาเคยถามเขาว่า ทำไมจะต้องปลอมมาเป็นพระ เขาบอกว่ายากจน ไม่รู้จะไปทำอะไร และทางนี้เป็นทางที่หาเงินได้ง่าย เป็นงานเบา งานสบาย บางจังหวัดเขาจะ ยกกันมาเป็นหมู่บ้านเลยนะ แล้วก็มาโกน หัวห่มผ้าเหลือง มาเช่าบ้านอยู่ และออก เรี่ยไรเงินประชาชน"

             อย่างไรก็ตาม พระครูปลัดอารยเดช บอกว่า ภาพรวมของพระสงฆ์ไทยในยุคปัจจุบันก็ยังประพฤติปฏิบัติเรียบร้อยดีอยู่ มีเพียงส่วนน้อยที่ประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง ฝ่าฝืนกฎระเบียบ "อาตมาก็อยากจะฝากส่วนน้อยที่ยังไม่มีจิตสำนึกนี้ ให้มีจิตสำนึก อย่าได้ทำอะไรให้มันเกินเลยกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อรักษาสถาบันของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไว้ให้คงอยู่สืบไป"

             นายกนก แสนประเสริฐ ผอ.ส่วนคุ้ม ครองพระพุทธศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักพุทธฯ มีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานร่วมกับพระวินยาธิการ ประมาณ ๑๖ คน ในการออกตรวจตราใน ทุกพื้นที่ที่เกิดเรื่อง "ที่ผ่านมาสำนักพระพุทธฯเอง ได้รับเรื่องร้องเรียนกล่าวหาพระสงฆ์ จากพุทธศาสนิกชน ว่าพระสงฆ์ประพฤติปฏิบัติย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัย และประพฤติปฏิบัติไม่เอื้อเฟื้อต่อกฎ ระเบียบ คำสั่งคณะสงฆ์ อย่างเช่น การบิณฑบาตขาดความสำรวม, ทำการเรี่ยไรโดยไม่ได้รับอนุญาต, ปักกลดในย่านชุมชน, พักค้างแรมตามบ้านเรือน, นุ่งห่มจีวรไม่เรียบร้อย ขณะบิณฑบาต และเที่ยวเตร่เร่ร่อน เรื่องนี้สำนักพุทธฯได้ทำหนังสือข้อเสนอข้อคิด เห็นไปยังเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัด คือ ให้ เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ กวดขันสอดส่องดูแลพระภิกษุสามเณรในปกครองให้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด มีจริยวัตรที่ดีงาม เป็นที่ตั้งแห่ง ความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชน และให้เจ้าคณะผู้มีหน้าที่รับผิดชอบปกครองพระสงฆ์ในสังกัดให้เป็นไปโดยเรียบร้อย หากพบว่ามีพระสงฆ์ประพฤติปฏิบัติผิดพระธรรมวินัย ระเบียบหรือคำสั่งคณะสงฆ์ หรือผู้แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ ต้องรีบ พิจารณาโทษอย่างฉับไว และจริงจัง เพื่อกำจัดอลัชชีให้หมดไป"

             ผอ.ส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนา กล่าวต่อว่า พระอุปัชฌาย์ต้องเข้มงวดกวดขันการตรวจสอบประวัติ คุณสมบัติผู้ที่เข้ามาขอบรรพชาอุปสมบทให้ถูกต้องตาม พระธรรมวินัย การให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรให้ยึดหลักและถือปฏิบัติตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๗ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์ และให้พระอุปัชฌาย์อบรมสั่งสอนให้รู้หลักธรรมและปฏิบัติตามพระธรรมวินัย โดยจะต้องดูแลให้ครบ ๕ ปี ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๗ หากมีความจำเป็น เมื่อบรรพชาอุปสมบทแล้วจะขอไปอยู่ที่วัดอื่น พระอุปัชฌาย์จะต้องฝากเจ้าอาวาส วัดนั้นปกครองดูแลสั่งสอนแทน

             นอกจากนี้ นายกนก แสนประเสริฐ บอกว่า ยังมีกรณีที่เป็นอันตรายต่อพระศาสนามากที่สุดคือ บุคคลที่ปลอมบวชเข้า มาอาศัยผ้าเหลืองเพื่อเรี่ยไรเงินจากชาว บ้าน ซึ่งกรณีนี้จะต้องประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเข้าจับกุมเพื่อดำเนินคดี ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘ บัญญัติว่า 'ผู้ใดแต่งกาย หรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุสามเณร นักพรต หรือนักบวช ในศาสนาใด โดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคล เช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่ง ปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ'ทั้งนี้ จากการตรวจตราพระภิกษุสามเณรที่มีอาจารไม่สมควรแก่สมณวิสัยในเขตกรุงเทพและปริมณฑล

             ในปี ๒๕๔๕ พบว่า มีภิกษุสามเณรที่มีอาจารไม่สมควรแก่ สมณวิสัย จำนวน ๕๗๑ รูป โดยเจ้าหน้าที่ได้ถวายคำแนะนำให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม ระเบียบวินัยสงฆ์ จำนวน ๒๑๙ รูป นำมอบ เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ทำการตรวจสอบ และภาคทัณฑ์ไว้จำนวน ๒๘๘ รูป และให้ลาสิกขา ๖๔ รูป

             ส่วนในปี ๒๕๔๖ มีภิกษุ สามเณรที่มีอาจารไม่สมควรแก่สมณวิสัย จำนวน ๓๓๘ รูป โดยเจ้าหน้าที่ได้ถวายคำแนะนำให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบวินัยสงฆ์ จำนวน ๒๖๒ รูป นำมอบเจ้า คณะผู้ปกครองสงฆ์ทำการตรวจสอบ และภาคทัณฑ์ไว้จำนวน ๕๐ รูป และให้ลาสิกขา ๒๖ รูป และหากท่านใดพบเห็นพระภิกษุที่มีอาจารไม่เหมาะกับสมณสารูป แจ้งได้ที่ โทร. ๐-๒๒๔๓-๗๗๑๕


จรรยาบรรณของพระวินยาธิการ
             ๑. ต้องมีความอดทน อดกลั้น ใจเย็น และสุขุมรอบคอบ
             ๒. ต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ รักหน้าที่ และปฏิบัติตามหน้าที่ โดยหน้าที่เป็นสำคัญ
             ๓. ต้องเห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่ และเสียสละ
             ๔. ต้องให้ความเคารพ ความยำเกรง และเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา
             ๕. ต้องพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่อยู่เสมอ และพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งแล้วโดยชอบด้วย พระธรรมวินัย กฎหมาย และกฎมหาเถรสมาคม
             ๖. ต้องสุภาพอ่อนโยน นิ่มนวล ใช้ปิยวาจา และมีสมณสัญญาเพียบพร้อม
             ๗. ต้องปฏิบัติงานเพื่องาน เพื่อการคณะ และเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง


ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
http://www.meeboard.com/view.asp?user=tipprapan&groupid=4&rid=23&qid=3
บันทึกการเข้า
   
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Cennet By Burak
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!