ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน:
 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
ผู้เขียน หัวข้อ: ภาษาบาลี วันละคำ  (อ่าน 17238 ครั้ง)
มิถุนายน 16, 2011, 07:49:56 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« เมื่อ: มิถุนายน 16, 2011, 07:49:56 pm »

นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา
อ่านว่า (นิ-มิด-ตัง-สา-ทุ-รู-ปา-นัง-กะ-ตัน-ยู-กะ-ตะ-เว-ทิ-ตา)
ความกตัญญู รู้คุณ เป็นเครื่องหมายของคนดี

กตัญญู หมายถึง บุคคลผู้รู้คุณของคนอื่น กตเวที หมายถึง บุคคลที่ตอบแทนผู้มีคุณแก่ตน ดังนั้น คำว่า กตัญญูกตเวที จึงหมายถึง บุคคลผู้รู้คุณที่คนอื่นกระทำแล้วและทำตอบแทน

บุคคลที่มีคุณและสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เรานั้นมีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ พระมหากษัตริย์ เป็นต้น

พ่อแม่ เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ลูก เลี้ยงดูป้องกันและรักษาพ่อแม่ที่เป็นพ่อแม่จริงๆ เมื่อให้กำเนิดลูกแล้วจะไม่ทอดทิ้ง ถึงแม้จะประสบความลำบากยากจน ลำเค็ญสักเพียงใดก็ตาม ก็จะไม่ทอดทิ้งลูก กลับคอยป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ไม่ให้เกิดแก่ลูก เมื่อมีเหตุสุดวิสัยที่จะป้องกันได้ เช่น ต้องประสบภัยคือความเจ็บไข้ได้ป่วย พ่อแม่ก็ไม่ทอดทิ้งพยายามรักษา พยาบาลด้วยตัวเองบ้าง หาหมอมารักษาบ้าง บางครั้งพ่อแม่ต้องทำงานหนัก อาบเหงื่อต่างน้ำ ยอมอด ยอมทนเพื่อลูก ต้องการให้ลูกได้ศึกษาเล่าเรียน มีความรู้ ความฉลาดเท่าทันคนอื่น พ่อแม่ นอกจากจะให้กำเนิด เลี้ยงดู ป้องกันรักษาลูกแล้ว ท่านทั้งสองยังมีจิตใจที่ประกอบด้วยคุณธรรม คือ พรหมวิหารธรรม 4 ประการ อันได้แก่ เมตตา ความรักใคร่สนิทสนม กรุณา ความปรานีสงสารในเมื่อมีความทุกข์ยากเดือดร้อน มุทิตา พลอยยินดีในความสำเร็จของลูกด้วยความจริงใจ และ อุเบกขา ความวางเฉยในเมื่อลูกมีการงานทำ สามารถเลี้ยงตนและครอบครัวได้

พ่อแม่ได้เลี้ยงดู จึงต้องเลี้ยงท่านตอบแทน ช่วยทำการงานของท่าน รักษาวงศ์สกุลไว้ ประพฤติตนให้เป็นผู้ควรรับมรดก เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ควรทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ ดังนั้น พ่อแม่จึงเป็นผู้มีคุณแก่ลูกทั้งหลาย

ครูอาจารย์ เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้ ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน ชั้นไหนก็ตาม เรียกว่าท่านสอนให้เรามีความรู้ ความสามารถ ประกอบด้วยคุณธรรม จริยธรรม นำคุณธรรมและจริยธรรมไปใช้เป็นเครื่องมือป้องกันตัวเอง นำความรู้ความสามารถไปใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพการงาน ครูอาจารย์นับได้ว่า เป็นครูคนที่สองรองจากพ่อแม่

ครูอาจารย์ ได้อบรมสั่งสอน จึงต้องต้อนรับด้วยความเต็มใจ เมื่ออยู่ร่วมกับท่าน ต้องเข้าไปคอยอุปัฏฐากรับใช้ เมื่อไม่ได้รับใช้ใกล้ชิดท่าน เวลาท่านมีกิจเรียกใช้ ก็ยินดีรับใช้ เชื่อฟังคำสอนของท่าน และตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ดังนั้น ครูอาจารย์จึงเป็นผู้มีคุณแก่ศิษย์ทั้งหลาย

พระมหากษัตริย์ หมายถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระ องค์ผู้ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์องค์ก่อนๆ ซึ่งได้รักษาเอกราชของประเทศมา ไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่น มอบมรดกคือเอกราชและอธิปไตยไว้ให้แก่พวกเรา แม้ทุกวันนี้พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของชนชาติไทย ทรงสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อความสุขของพสกนิกร โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ แม้จะอยู่ในถิ่นทุรกันดารไกลแสนไกลเพียงใด พระองค์ก็เสด็จไปบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ช่วยเหลือและให้กำลังใจเสมอ

ดังนั้น พระมหากษัตริย์ จึงเป็นผู้มีคุณแก่พสกนิกรทั้งหลาย สมควรที่บุคคลผู้อาศัยอยู่ใต้ร่มพระบารมีต้องประพฤติตนเป็นพลเมืองดี เคารพเชื่อฟังในพระบรมราโชวาทที่ตรัสสอน

ด้วยเหตุที่พ่อแม่ ครูอาจารย์ และพระมหากษัตริย์ ได้สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ลูก จึงนับว่าเป็นผู้มีคุณ และสมควรอย่างยิ่งที่ทุกๆ คนควรที่จะตอบแทนคุณ คือ สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ท่านเหล่านั้นบ้าง ตามสมควรแก่ความสามารถและโอกาสอำนวย


แหล่งข้อมูล
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdOekExTURZMU13PT0
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 17, 2012, 11:36:42 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
มิถุนายน 22, 2011, 02:41:20 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2011, 02:41:20 pm »

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฎฺฐา มโนมยา
อ่านว่า (มะ-โน-ปุบ-พัง-คะ-มา-ทำ-มา-มะ-โน-เสด-ถา-มะ-โน-มะ-ยา)
ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน สำเร็จลงแล้วด้วยใจ

คนจะดี จะชั่ว ก็อยู่ที่ "ใจ" ตัวเดียวครับ ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวจะชั่ว แต่ถ้า "ใจ" ไม่ชั่ว บุคคลนั้นย่อมเป็นคนดี

เช่นเดียวกัน แม้สิ่งแวดล้อมรอบตัวจะดี แต่ถ้า "ใจ" ชั่ว บุคคลนั้นย่อมเป็นคนชั่ว

" ทุกสิ่งนั้นให้ดูที่เจตนาของใจ มิใช่ผลที่ได้ออกมา "
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 28, 2011, 09:13:04 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
กรกฎาคม 09, 2011, 02:07:33 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2011, 02:07:33 pm »

จิตเต ปาริสุทเธ สุคติ ปาฏิกังขา

อ่านว่า (จิด-เต-ปา-ริ-สุด-เท-สุก-ขะ-ติ-ปา-ติ-กัง-ขา)

หลวงพ่อฤาษีลิงดำให้คำอธิบายไว้ว่า "ถ้าบุคคลใดเวลา จะตาย มีอารมณ์ผ่องใส อารมณ์ผ่องใสจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยเมตตาบารมี คืออภัยทาน นั่นเอง ถ้าอารมณ์ของบุคคลผ่องใส บุคคลนั้นตายไปแล้วก็ไปเกิดในสุคติ ถ้าเกิดเป็นคน ก็เป็นคนดีมีความสุข ในทรัพย์สินและความเป็นอยู่ หรือมิฉะนั้นก็เกิด เป็นเทวดา เกิดเป็นพรหม ถ้าดีไปกว่านั้นอีกนิดก็ไปพระนิพพานเลย"

ซึ่งตรงข้ามกับ

จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา

อ่านว่า (จิด-เต-สัง-กิ-ลิด-เถ-ทุก-ขะ-ติ-ปา-ติ-กัง-ขา)

หลวงพ่อฤาษีลิงดำให้คำอธิบายไว้ว่า "ถ้าเวลาคนใดถ้าใกล้จะตาย ถ้าจิตเศร้าหมอง เศร้าหมองด้วยอำนาจความโลภ กล่าวคือ ห่วงทรัพย์สินก็ดี ด้วย อำนาจความโกรธก็ดี หรือหลงในทรัพย์สิน หรือว่าร่างกายก็ตาม คิดว่าไม่ควรจะตาย ยังงี้ใจมันเศร้าหมอง คนประเภทนี้ถ้าตายไป ไปเกิดในอบายภูมิทั้งหมด อบายภูมิมี ๔ อย่าง บอกแล้วนี่ว่า เป็นนรกอย่างหนึ่ง อสุรกายอย่างหนึ่ง เปรตอย่างหนึ่ง สัตว์เดรัจฉานอย่างหนึ่ง จัดเป็นอบายภูมิ ภูมิที่มีแต่ความเร่าร้อน"

อ้างอิงจาก
http://www.palungjit.com/smati/books/index.php?cat=459
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 09, 2011, 02:14:25 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
สิงหาคม 13, 2011, 12:46:21 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2011, 12:46:21 am »

อกฺขาตาโร ตถาคตา

อ่านว่า "อัก-ขา-ตา-โร-ตะ-ถา-คะ-ตา"

ตถาคต(พระพุทธเจ้า)เป็นแต่เพียงผู้บอกเท่านั้น (มรรค-ผล ทั้งหลายท่านจะได้มาก็จากความเพียรของท่านเอง)

ชอบจริงๆ  เพราะเป็นเพียงศาสนาเดียวในโลกที่ ศาสดาเอกกล้าพูดเช่นนี้ ไม่มีการบังคับให้เชื่อ เกลี้ยกล่อมให้ศรัทธา ใดๆทั้งสิ้น และก็เป็นเช่นที่พระพุทธองค์ตรัสไว้จริงๆ เพราะแม้ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอนจนสำเร็จมรรค-ผลเป็นพระอรหันต์ก็มากมาย แต่ถึงกระนั้นก็มีปริมาณเพียง"เขาโค"เท่านั้น หากเทียบกับผู้ที่มิได้ใส่ใจในคำสอนของพระองค์ซึ่งมีมากเท่าจำนวน"ขนโค" ซึ่งก็เป็นไปตามที่พระพุทธองค์ทรงแบ่งคนออกเป็น ๔ ประเภท (บัว ๔ เหล่า)

ศึกษาเพิ่มเติมเรื่อง บัว ๔ เหล่าที่นี่
http://gigcomputer.net/board/index.php?topic=276.msg479#msg479

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 19, 2011, 10:54:06 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
สิงหาคม 19, 2011, 10:51:48 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 19, 2011, 10:51:48 am »

กมฺมุนา วตฺตตี โลโก

อ่านว่า "กำ-มุ-นา-วัด-ตะ-ตี-โล-โก"

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

อ่านเรื่อง "กรรม" เพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ
http://gigcomputer.net/board/index.php?topic=278.0
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 19, 2011, 11:37:55 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
กันยายน 17, 2012, 11:35:47 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 17, 2012, 11:35:47 am »

อเสวนา จ พาลานํ
อ่านว่า (อะเสวะนา จะ พาลานัง )
ไม่คบคนพาล

พาล แปลว่า โง่เขลา อับปัญญา รู้เท่าไม่ถึงการณ์ คน พาลคือคนโง่เขลา คนเกเรแม้คนมีปริญญาสูง ๆ แต่ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ เรียกว่า คนพาล การไม่คบคนพาลจึงเป็นมงคล เพราะการคบคนพาลพาไปหาผิดและพาเราไปทำสิ่งไม่ดีไม่ร้ายกับตัวเรา การไม่คบคนพาลจึงทำให้พ้นจากโอกาสที่จะหลงเข้าสู่ความผิด นำมาซึ่งความสรรเสริญของคนทั่วไป และประสบความสุขความก้าวหน้าในชีวิต เป็นการตัดกำลังไม่ให้เชื้อคนพาลระบาดไป เพราะขาดคนสนับสนุน

ปณฑิตานญฺจ เสวนา
อ่านว่า (ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา)
คบ บัณฑิต

บัณฑิต แปลว่า ผู้มีปัญญา นักปราชญ์ หมายถึง ผู้รู้ทัน และมีเหตุผล ในการกระทำ ในคำที่พูด และเรื่องที่คิด คบบัณฑิตเป็นมงคล เพราะได้ความรู้ ความปลอดภัย ความสรรเสริญ ความสุข เกียรติยศ ชื่อเสียง และชื่อว่าได้ทำความดีด้วย ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ง่าย ได้ชื่อว่ามี "กัลยาณมิตร"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 17, 2012, 11:41:40 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
มีนาคม 25, 2013, 08:32:03 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 25, 2013, 08:32:03 pm »

สัพพปาปัสสะ อกรณัง กุสลัสสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง เอตัง พุทธานสาสนัง

สัพพปาปัสสะ อกรณัง
( เว้นจากความชั่วทั้งปวง ทั้งทางกาย วาจา ใจ)

กุสลัสสูปสัมปทา
( ทำความดีให้ถึงพร้อมด้วย กาย วาจา ใจ)

สจิตตปริโยทปนัง
( ชำระใจของตนให้ผ่องแผ้วหมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง เช่น กิเลส และ นิวรณ์ เป็นต้น)

เอตัง พุทธานสาสนัง
( พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ทรงสอนแบบนี้เหมือนกันหมด )



พระธรรมเทศนา เรื่อง โอวาทปาติโมกข์ โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

แสดงเมื่อ วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม 2523

(ผมตัดตอนมานะครับ อยากอ่านฉบับเต็มดูที่แหล่งข้อมูลด้านล่างครับ)

....คาถาตามภาษาบาลี ที่กล่าวไว้ในเบื้องต้นว่า สัพพปาปัสสะ อกรณัง กุสลัสสูปสัมปทาสจิตตปริโยทปนัง เอตัง พุทธานสาสนัง เป็นอันว่าเวลานั้นพระพุทธเจ้าอยู่ในเมืองแขก ก็พูดภาษาแขกถ้าจะแปลเป็นภาษาไทย ท่านตรัสอย่างนี้ว่า

1. สัพพปาปัสสะ อกรณัง ซึ่งแปลเป็นใจความว่า เวลาที่เธอไปสอนเขา จงแนะนำให้บุคคลทั้งหมด งดจากความชั่วทุกอย่าง ขึ้นชื่อว่า ความชั่วทุกอย่าง จงอย่าทำ แต่สิ่งที่ควรเว้นในด้านของความชั่วจะไปอบายภูมิ นั่นก็คือ อย่าให้ละเมิด ศีล 5 เป็นเรื่องสำคัญ อันดับแรกยกศีล 5 ขึ้นมาเป็นที่ตั้ง อันดับที่สองแนะนำให้ทุกคนรักษากฎหมายในประเพณีนิยม ของในเขตนั้น ๆ ว่าเป็นการละเมิดกฎหมายประเพณีนิยมก็ดี เป็นความไม่ดี การละเมิดศีล 5 ก็ดี เป็นความไม่ดี ถือว่าเป็นความชั่ว

ฉะนั้นขอทุกท่าน จงพากันแนะนำในกิจเบื้องต้น ว่าให้ทุกคนทรงศีลเสียให้บริสุทธิ์ อย่าละเมิดศีล และย่อมละเมิดระเบียบประเพณีของเขต นี่เป็นจะที่ 1และ
ประการที่ 2 องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ตรัสว่า กุสลัสสูปสัมปทา คำว่า กุสลัสสูปสัมปทา ก็หมายความว่า เมื่อเขาละความชั่วแล้ว ให้ทำความดีทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ คือไม่ละเมิดและพยายามรักษาศีลให้ทรงตัว ปฏิบัติตามระเบียบประเพณีให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ศีลที่จะมีขึ้นมาได้ ก็ต้องอาศัยพรหมวิหาร 4 คือ 1. มีใจรักซึ่งกันและกัน ทั้งคนและสัตว์ หวังความเป็นมิตร ไม่คิดเป็นศัตรู ประการที่ 2. มีความสงสาร หวังในการเกื้อกูลซึ่งกันและกันสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในด้านวัตถุ ด้านกำลังกาย และด้านกำลังปัญญา และประการที่ 3 ไม่มีจิตอิจฉาริษยาซึ่งกันและกาน เห็นใครได้ดียินดีในความดีนั้นมีการสอดส่งอพิจารณาว่าทำไม่เขาจึงดี เมื่อรู้เขาดีด้วยเหตุอะไร ก็ปฏิบัติตามเหตุนั้น ตัวก็จะดีด้วย ประการที่ 4 สิ่งใดที่เขาเพลี่ยงพล้ำ เราไม่สามารถจะช่วยได้ เราไม่ซ้ำเติม วางเฉย คอยที่อยู่พร้อมที่จะช่วยเหลือ มีการทำใจอย่างนี้ ปฏิบัติ อย่างนี้ชื่อว่า กุสลัสสูปสัมปทา เป็นการสร้างความดีให้ปรากฏและองค์สมเด็จพระบรมสุคตก็ตรัสเป็น
ข้อที่ 3 ว่า สจิตตปริโยทปนัง ขอบรรดาท่านทั้งหลายจงแนะนำให้บุคคลทั้งหลาย ได้สร้างเหตุ 3 ประการได้แล้วตรง จงทำจิตใจของบุคคลนั้นให้ผ่องแผ้ว คือ สอนให้เขาแนะนำให้เขาจงทำใจให้ผ่องแผ้ว โดยอันดับแรกก็พยายามระงับนิวรณ์ 5 ประการ ให้จิตเป็นฌาน จิตเป็นฌานธรรมดาในอันดับแรก ที่เรียกกันว่า สุข ด้านของสุกขวิปัสสโกก็ดี และยิ่งกว่านั้น องค์สมเด็จพระชินศรีแนะนำว่า ถ้าจะสามารถให้ได้ในเขตของวิชชาสาม และอภิญญาหก ได้ก็ยิ่งดี เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันในคำสอน ใน

ตอนท้าย องค์สมเด็จพระชินวรทรงแนะนำให้เขาทั้งหลายเหล่านั้นจงทำลายสังโยชน์ให้สิ้นไป ถ้าไม่เกินวิสัยที่จะพึงรับได้ เพราะว่าคนที่จะรับคำสอนน่ะ มีอยู่ 4 ประเภท

1. อุตฆฏิตัญญู เป็นคนที่มีบุญวาสนาบารมีดี แนะนำประเดี๋ยวเดียวก็สำเร็จอรหัตผล

2. วิปจิตัญญู คนประเภทนี้ปัญญาทรามลงมานิดหนึ่ง พูดน้อยๆ ไม่เข้าใจ อธิบายให้ฟัง จึงจะมีความเข้าใจ และก็เป็นอรหันต์ได้

3. เนยยะ บุคคลประเภทนี้ไม่สามารถจะเป็นพระอริยเจ้าได้ แต่ว่าสอนให้มีความรู้ดี รู้ชอบได้ คือเข้าถึงไตรสรณคมน์ ทรงศีล 5 บริสุทธิ์

4. ปทปรมะ บุคคลประเภทนี้สอนเท่าไหร่ ก็ไม่มี มักไม่มีผล สอนให้คนประเภทนี้ทำดีไม่ได้

เมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงแนะนำอย่างนี้แล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็ทรงยืนยันว่า องค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาคือพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ทรงสอนแบบนี้เหมือนกันหมดท่านทรงยืนยันว่า

1. ทรงสอนว่าให้คนงดความชั่วทั้งหมด

2. สอนให้ทรงไว้ซึ่งความดี

3. แนะนำให้ทำใจผ่องใสจากกิเลส

องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ทรงยืนยันว่า พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าพระพุทธเจ้าทุกท่านแนะนำอย่างนี้เหมือนกันหมด


แหล่งข้อมูล
http://www.watpanonvivek.com/index.php?option=com_content&view=article&id=3190:2012-02-25-20-35-17&catid=37:2010-03-02-03-52-18&Itemid=167
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 25, 2013, 08:39:41 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
เมษายน 04, 2013, 02:45:29 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: เมษายน 04, 2013, 02:45:29 pm »

อะจีรัง วะตะยัง กาโย ปะฐะวิง อะธิเสสะติ

ร่างกายนี้เมื่อปราศจากวิญญาณแล้ว ก็เหมือนท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์ ที่เขาโยนทิ้งไว้บนพื้นดิน



ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา”


" เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ " 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเจตนาคือกรรม



"ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ"
ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม

"ปุตฺโต คิวํ" ... ห่วงลูก..เหมือนห่วงผูกคอ
"ธนํ หตฺเถ" ...ห่วงสมบัติ..เหมือนห่วงผูกมือ
"ภริยา ปาเท" ... ห่วงภรรยา(สามี)..เหมือนห่วงผูกเท้า


“ โย ภิกฺขเว มํ อุปฎฺฐเหยฺย โส คิลานํ อุปฎฺฐเหยฺย ” 
ผู้ใดปรารถนาอุปัฎฐากเราตถาคต ผู้นั้นพึงอุปัฎฐากภิกษุไข้เถิด

“ ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ
กลฺยาณการี กลฺยาฯ ปาปการี จ ปาปกํ ” 

บุคคลหว่านพืชเช่นไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น
ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว


“มาวมญฺเญถ ปุญฺญสฺส
น มตฺตํ อาคมิสฺสติ
อุทพินทุนิปาเตน
อุทกุมฺโภปิ ปูรติ
ธีโร ปูรติ ปุญญสฺส
โถกํ โถกํปิ อาจินํ ” 


อย่าดูหมิ่นบุญว่า
เพียงเล็กน้อย จักไม่มาถึง
แม้แต่หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยดน้ำ
ที่ตกลงมาไม่ขาดสายได้ ฉันใด
นักปราชญ์สั่งสมบุญ
แม้ทีละน้อยๆ
ก็จะเต็มเปี่ยมด้วยบุญ ฉันนั้น

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ
ตนนั่นแหละ เป็นที่พึ่ง ของตน


อาโรคฺยปรมา ลาภา
ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

นตฺถิ ตณฺหา สมานที
แม่น้ำ (ยังยาวและกว้างใหญ่) เสมอด้วยตัณหาไม่มี.

นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา
แสงสว่าง เสมอด้วยปัญญา ไม่มี

นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ
ไม่มีสุขใดจะยิ่งไปกว่าความสงบ

สมชีวิธรรม ๔
๑. สมสัทธา ... มีศรัทธาเสมอกัน มีความเชื่อในสิ่งเดียวกัน นับถือในสิ่งเดียวกัน มีทัศนคติในการมองโลก มองชีวิต ไปในทางเดียวกัน (คนนึงไหว้พระพุทธ คนนึงไหว้พระเจ้า ก็ไปกันได้ยาก)

๒. สมสีลา ... มีศีลเสมอกัน กลัวการทำบาปผิดศีล ชอบรักษาศีลเหมือนๆกัน (คนนึงรักษาศีล ๕ อยู่เป็นปกติ อีกคนผิดครบทุกข้อ เมาหยำเปทุกวัน ย่อมอยู่ร่วมกันลำบาก)

๓. สมจาคา ... ชอบการบริจาคเหมือนกัน มีใจเมตตากรุณา โอบอ้อมอารี ชอบเกื้อกูลพระพุทธศาสนา และคนที่ตกทุกข์ได้ยากเหมือนๆกัน (คนนึงใส่ซองทำบุญ คนนึงขัดว่าใส่มากไป ที่ซื้อของทำขี้เหนียว อยู่กันไปก็มีแต่ทะเลาะเบาะแว้ง)

๔. สมปัญญา ... มีปัญญาเสมอกัน หรือใกล้เคียงกัน มีความเฉลียวฉลาด พอๆกัน ความคิดความอ่านต้องไปกันได้ พูดคุยกันรู้เรื่อง (คนนึงปล่อยมุกตลก อีกไม่ขำเพราะไม่เข้าใจมุก อยู่ร่วมกันไปก็มีแต่จะคุยกันน้อยลง และไม่มีความสุข)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 20, 2015, 09:18:18 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
   
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Cennet By Burak
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!