ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน:
 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
ผู้เขียน หัวข้อ: เลือกตั้งใหม่ทั้งที ขอคนดีเข้าสภา  (อ่าน 6984 ครั้ง)
มิถุนายน 08, 2011, 11:24:45 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« เมื่อ: มิถุนายน 08, 2011, 11:24:45 am »

สส. เก่าในเขตของท่านทำหน้าที่  สส. ได้ดีแค่ไหน มาดูกันครับ

เข้าไปดูได้ที่นี่ครับ
http://www.tpd.in.th/v2/person/intro.php?group=23

จะแสดงรายชื่อตามตัวอักษร หน้าละ 10 คน
ที่ด้านล่างคนที่ 10 จะมีลูกศร 2 แบบ ดังนี้
<< คือ ย้อนกลับ 1 หน้า
และ >> คือไปหน้าถัดไป

ให้กด >> เพื่อเลื่อนไปยัง สส. ที่ท่านต้องการทราบการทำงานในสภา
แล้วคลิกที่ชื่อ สส. ท่านนั้น เพื่อดูประวัติ ที่จำเป็นในการตัดสินใจเลือกตั้ง สส. ดังนี้

การศึกษา: ดูว่ามีความรู้ ความสามารถแค่ไหน โดยเฉพาะรัฐมนตรีทั้งหลายควรมีความรู้ตรงกับกระทรวงที่บริหารอยู่

สังกัดพรรคการเมือง: ถ้าสังกัดพรรคที่มีประวัติไม่ค่อยดี เช่น โกงบ้าน กินเมือง ปลอมโฉนด บุกรุกป่า เบียดบังที่ธรณีสงฆ์ หรือมีส่วนในการทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ปิดที่นู่น? ยึดที่นี่? เผาที่นั่น? ก็ไม่ควรเลือกเข้าไปเป็น สส.

ประสบการณ์ทางการเมือง : มีประสบการณ์โชกโชน อาจไม่ใช่คนดีเสมอไป ให้ดูข้อต่อไปเป็นเกณฑ์พื้นฐาน

ข้อมูลการทำงานในสภา : นี่คืองานหลักของ สส. เหมือนพนักงานตอกบัตรเข้าทำงาน (ถ้าไม่เข้าประชุมสภา ก็เหมือนคุณขาดงาน หรือนักเรียนขาดเรียน ถ้าขาดบ่อยๆ แล้วบริษัทควรจะจ้างคุณต่อไหม ถ้าเป็นนักเรียนก็มีเวลาเรียนไม่พอ แล้วจะเรียนจบไหม คิดเอาเองนะครับ)
การเข้าประชุม:
+ การประชุมสภา ปี พ.ศ.2553 เข้า -- ครั้ง จากจำนวน 59 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ ---
+ การประชุมสภา ปี พ.ศ.2552 เข้า -- ครั้ง จากจำนวน 60 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ ---
+ การประชุมสภา ปี พ.ศ.2551 เข้า -- ครั้ง จากจำนวน 65 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ ---

กรรมาธิการ : ตำแหน่งเพื่อทำงานให้ประเทศชาติ ไม่ใช่หาประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง

การลงมติ : ประเทศจะก้าวไปข้างหน้า หรือ ถอยหลังลงคลองก็ด้วยข้อเนี้ย (ส่วนใหญ่ไม่เข้าร่วมลงคะแนน = ไม่ทำหน้าที่ สส. ที่ดี เราก็ไม่ควรเลือกเข้าไปอีก)

ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... 
ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. ....   
ร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ....   
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553   
ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. .... 
ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่...) พ.ศ. .... 
ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่...) พ.ศ. ....   
ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ....   
ร่างพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่...) พ.ศ. ....
ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่...) พ.ศ. .... 

---------------------------------------------------------------------------------------
ทั้งหมดนี้คืองานหลักของ สส. ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย
งานของ สส. ไม่ใช่เป็นประธาน อวยพรเจ้าบ่าว-เจ้าสาว หรือเป็นประธานงานบวช งานศพ นะครับ
การเลือก สส. ที่ดี อย่างน้อยๆ ก็ควรเข้าประชุมสภา สม่ำเสมอ (100% ยิ่งดี)
และเข้าร่วมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ต่างๆเพื่อออกเป็นกฎหมายต่อไป
มิใช่โดดประชุมจนสภาล่ม (เพราะพรรคตนไม่ใช่พรรครัฐบาล)
หรือเอาแต่ยกมือค้าน เอะอะก็ขอให้ถอนคำพูด ไอ้นี่ก็น่าเบื่อ
ยิ่งถ้าเป็นพวกชอบใช้แรงไม่ชอบใช้สมอง มีปัญหาก็ตัดสินด้วยกำลัง พูดไม่ถูกใจ พูดไม่เข้าหู ก็เตะ หรือ ต่อย ยิ่งถ่อยสุดๆ เลือกเข้าไปได้ยังไง...ฮ่วย
...เฮ้อ...อนาถแท้ การเมืองไทย...ไม่รู้จะไปแย่งพระราชอำนาจการปกครองมาจากพระมหากษัตริย์ทำไม.... Angry
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 10, 2011, 12:13:57 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
มิถุนายน 08, 2011, 11:10:45 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2011, 11:10:45 pm »

http://www.tpd.in.th/v2/person/dscper.php?id=000407
บันทึกการเข้า
มิถุนายน 08, 2011, 11:17:47 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2011, 11:17:47 pm »

http://www.nationchannel.com/main/news/politics/20101215/23860/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA.%E0%B8%AA./
บันทึกการเข้า
มิถุนายน 08, 2011, 11:33:40 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2011, 11:33:40 pm »

ภูมิหลังนักการเมือง
http://tpd.in.th/v2/pdffile/notice/new1.pdf

กว่าจะมาเป็นนักการเมือง
http://tpd.in.th/v2/pdffile/notice/new2.pdf

พฤติกรรมการหาเสียงและรักษาฐานเสียง
http://www.tpd.in.th/v2/pdffile/notice/ถอดรหัส3.pdf






แหล่งข้อมูล
http://www.tpd.in.th/v2/home.php
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2011, 11:52:27 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
มิถุนายน 09, 2011, 12:04:05 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 09, 2011, 12:04:05 am »

สภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด 500 คน และแบ่งการได้มาออกเป็น รูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จำนวน 375 คน และรูปแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง โดยให้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง จำนวน 125 คน ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรูปแบบนี้ เป็นไปตามการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 ทั้งนี้ อายุของสภาผู้แทนราษฎร มีกำหนดคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย สภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่โดยตรงในทางนิติบัญญัติ ซึ่งร่างพระราชบัญญัติ หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จะตราขึ้นเป็นกฎหมายได้ ก็ด้วยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา และยังมีอำนาจควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินด้วย เช่นการให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี การตั้งกระทู้ถาม และการเสนอญัตติขอให้เปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ทั้งนี้ เป็นไปตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา

คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามคุณสมบัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและลักษณะต้องห้ามมีดังนี้

คุณสมบัติ
1 มีสัญชาติไทย
2 มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง
3 เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง
4 ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย
  4.1 มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกัน ไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
  4.2 เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
  4.3 เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีการศึกษา
5 เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี
6 ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบสัดส่วนต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งตาม (4) ด้วย แต่ลักษณะดังกล่าวในกรณีใดที่กำหนดถึงจังหวัด ให้หมายถึงกลุ่มจังหวัด
7 คุณสมบัติอื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา[3]

ลักษณะต้องห้าม
1 ติดยาเสพติดให้โทษ
2 เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
3 เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๐๐ (๑) (๒) หรือ (๔)
4 ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
5 เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
6 เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
7 เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
8 เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง
9 เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
10 เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงแล้วยังไม่เกินสองปี
11 เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
12 เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
13 อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา ๒๖๓
14 เคยถูกวุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง

อำนาจหน้าที่

บทบาทในสภา

 อำนาจในการตรากฎหมาย

1. การตราพระราชบัญญัติ คือ กระบวนการหรือขั้นตอนในการเสนอและการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย

   1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
        - ผู้มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
              + คณะรัฐมนตรี
              + สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
              + ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประธานศาลและประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น
        - การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาและให้ความเห็นชอบก่อน จากนั้นจึงให้วุฒิสภาพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อไป เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อน ซึ่งต้องกระทำให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง หากเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อความไม่ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป แต่ถ้ามีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งนั้นเป็นอันตกไป ในกรณีที่วินิจฉัยว่าข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ นั้นเป็นอันตกไป

2) พระราชบัญญัติ
        - ผู้มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติ
             + คณะรัฐมนตรี
             + สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า ๒๐ คน โดยไม่ต้องให้พรรคการเมือง ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นสังกัดมีมติให้เสนอได้
             + ศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดองค์กรและกฎหมายที่ประธานศาลและประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการ
             + ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน
        - การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ
ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาและให้ความเห็นชอบก่อน จากนั้นจึงให้วุฒิสภาพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อไป เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป





แหล่งข้อมูล
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 10, 2011, 12:03:39 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
มิถุนายน 15, 2011, 04:50:51 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2011, 04:50:51 pm »



รูปทีเด็ดนี้ จะทำให้คะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยตกลงหรือไม่...?

คำตอบ คือ ไม่ เพราะคนที่เลือกพรรคเพื่อไทย(กลุ่มเสื้อแดง) ก็เห็นใจ "กี้" ที่ต้องหลบหนีคดี อยู่แล้ว แค่ภาพแค่นี้ จิ๊บๆคร้าบ

มาดูคดีที่ "กี้" (อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง)  โดนกันสักนิดนะครับ เพื่อเตือนความจำกันสักนิด (คนไทยลืมง่าย)
1. คดีนำมวลชนคนเสื้อแดงบุกไปป่วนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่พัทยาในวันที่ 9 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา  จนการประชุมครั้งนั้นต้องยุติลงก่อนกำหนด

2. คดีฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

3. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้อง นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำ นปช.ในความผิดฐานหมิ่นประมาท กรณีเมื่อวันที่ 11 และ 17 ต.ค.52 นายอริสมันต์ ขึ้นปราศรัยเวทีชุมนุมคนเสื้อแดงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และที่ทำเนียบรัฐบาล
จากกรณีที่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เคยขึ้นปราศรัยบนเวที นปช. ว่า "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นต้นเหตุให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงพระประชวร และเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการปล้นอำนาจประชาชน รวมทั้งเป็นผู้สั่งการให้ฆ่าประชาชนด้วย"



นี่ยังไม่นับสิ่งที่ "กี้" กล่าวปราศัยอย่างหยาบคาย โจมตีรัฐบาลอย่างมันปากบนเวทีคนเสื้อแดงอีกหลายครั้งนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 15, 2011, 04:58:47 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
มิถุนายน 22, 2011, 08:54:23 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2011, 08:54:23 am »



คนนึงชวนเผาบ้านเผาเมือง คนนึงอยากออกรายการวู๊ดดี้ !!!

ดูเอาเอง นี่ตอนกำลังปลุกปั่นมวลชน
http://www.youtube.com/watch?v=i_4AwnTp4dg

ปลาหมอตายเพราะปาก
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000045053&CommentPage=4&

ฟัง เสธ.แดง กันสักหน่อย (ไม่ใช่คลิปลบหลู่ผู้ตายนะครับ ลองดูก่อน)
http://www.youtube.com/watch?v=olnPwVhTYlA

อาจเพราะเรื่องนี้ที่ทำให้ เสธ.แดง ถูกยิง (ก่อนพูดมากไปกว่านี้)
http://www.youtube.com/watch?v=6qcMJDBhJ7A
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 22, 2011, 06:34:07 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
มิถุนายน 23, 2011, 11:28:39 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2011, 11:28:39 pm »

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

หมายเหตุ มาตรา 12 แก้ไขโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2519

---------------------------------------------------------------------------

กฎหมายบางมาตราถ้าไม่ทันสมัย หรือ ไม่เป็นกลาง หรือขัดแย้งกับมาตราอื่น ก็ควรแก้ไขเสีย แต่มาตรา 112 นี้ผม(เจ้าของกระทู้) และรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งรึปฏิวัติมาก็ตาม ไม่เห็นว่าจะต้องแก้ไขที่ตรงไหน ก็จึงไม่มีการแก้ไขมาตั้งแต่ พ.ศ. 2519 (ผมอายุ 1 ขวบ)

และถ้าจะให้ถูกต้องจริงๆ ก็ไม่ควรยกเลิกแต่ควรแก้ไขเพิ่มโทษเป็น "ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต ถึงประหารชีวิต 7 ชั่วโคตร" จะได้ไม่มีใครกล้าทำผิดในข้อนี้อีก ที่สำคัญคือพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย จะได้สั่งสอนลูกหลานให้มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และรู้จักทดแทนคุณแผ่นดิน (คนอื่นจะคิดอย่างไรผมไม่รู้ ผมรู้แต่ตัวผมยอมตายแทนพระองค์ได้ละกันครับ)
นี่อะไร พอทำก็บอกไม่ได้ทำ ทั้งๆที่มีหลักฐานแน่นหนาซะขนาดนั้น แถมพอจะติดคุกก็ขออภัยโทษ ซึ่งขนาด ผบ.ทบ. ยังออกมาพูดเลยว่า พระองค์ท่านไม่เคยคิดจะเอาผิดใครในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ก็กลับทำให้พวกเลวๆพวกนี้พูดหมิ่นประมาทพระองค์ท่านกันอย่างมันปากโดยไม่เกรงกลัวผู้ใด (ดา ตอปิโด ถูกปรับ 50,000 บาท ก็ได้กลับบ้านนอนเรียบร้อยแล้ว)
ผมคนนึงละที่มีความเห็นเช่นเดียวกับ ผบ.ทบ. (ผมก็ลูกทหารบก หลานทหารเรือ คนนึงเหมือนกัน)
คำว่าความกตัญญู นี่รู้จักไหม เด็กๆพ่อแม่ คุณครูเคยสอนไหม ว่าความกตัญญู เป็นอย่างไร
คนเราควรมีความกตัญญูรู้คุณ
ขนาดพระพุทธองค์ยังตรัสสอนไว้เลยว่า "นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา"
ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายของคนดี

กตัญญู หมายถึง บุคคลผู้รู้คุณของคนอื่น กตเวที หมายถึง บุคคลที่ตอบแทนผู้มีคุณแก่ตน ดังนั้น คำว่า กตัญญูกตเวที จึงหมายถึง บุคคลผู้รู้คุณที่คนอื่นกระทำแล้วและทำตอบแทน

บุคคลที่มีคุณและสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เรานั้นมีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ พระมหากษัตริย์ เป็นต้น

พ่อแม่ เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ลูก เลี้ยงดูป้องกันและรักษาพ่อแม่ที่เป็นพ่อแม่จริงๆ เมื่อให้กำเนิดลูกแล้วจะไม่ทอดทิ้ง ถึงแม้จะประสบความลำบากยากจน ลำเค็ญสักเพียงใดก็ตาม ก็จะไม่ทอดทิ้งลูก กลับคอยป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ไม่ให้เกิดแก่ลูก เมื่อมีเหตุสุดวิสัยที่จะป้องกันได้ เช่น ต้องประสบภัยคือความเจ็บไข้ได้ป่วย พ่อแม่ก็ไม่ทอดทิ้งพยายามรักษา พยาบาลด้วยตัวเองบ้าง หาหมอมารักษาบ้าง บางครั้งพ่อแม่ต้องทำงานหนัก อาบเหงื่อต่างน้ำ ยอมอด ยอมทนเพื่อลูก ต้องการให้ลูกได้ศึกษาเล่าเรียน มีความรู้ ความฉลาดเท่าทันคนอื่น พ่อแม่ นอกจากจะให้กำเนิด เลี้ยงดู ป้องกันรักษาลูกแล้ว ท่านทั้งสองยังมีจิตใจที่ประกอบด้วยคุณธรรม คือ พรหมวิหารธรรม 4 ประการ อันได้แก่ เมตตา ความรักใคร่สนิทสนม กรุณา ความปรานีสงสารในเมื่อมีความทุกข์ยากเดือดร้อน มุทิตา พลอยยินดีในความสำเร็จของลูกด้วยความจริงใจ และ อุเบกขา ความวางเฉยในเมื่อลูกมีการงานทำ สามารถเลี้ยงตนและครอบครัวได้

พ่อแม่ได้เลี้ยงดู จึงต้องเลี้ยงท่านตอบแทน ช่วยทำการงานของท่าน รักษาวงศ์สกุลไว้ ประพฤติตนให้เป็นผู้ควรรับมรดก เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ควรทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ ดังนั้น พ่อแม่จึงเป็นผู้มีคุณแก่ลูกทั้งหลาย

ครูอาจารย์ เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้ ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน ชั้นไหนก็ตาม เรียกว่าท่านสอนให้เรามีความรู้ ความสามารถ ประกอบด้วยคุณธรรม จริยธรรม นำคุณธรรมและจริยธรรมไปใช้เป็นเครื่องมือป้องกันตัวเอง นำความรู้ความสามารถไปใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพการงาน ครูอาจารย์นับได้ว่า เป็นครูคนที่สองรองจากพ่อแม่

ครูอาจารย์ ได้อบรมสั่งสอน จึงต้องต้อนรับด้วยความเต็มใจ เมื่ออยู่ร่วมกับท่าน ต้องเข้าไปคอยอุปัฏฐากรับใช้ เมื่อไม่ได้รับใช้ใกล้ชิดท่าน เวลาท่านมีกิจเรียกใช้ ก็ยินดีรับใช้ เชื่อฟังคำสอนของท่าน และตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ดังนั้น ครูอาจารย์จึงเป็นผู้มีคุณแก่ศิษย์ทั้งหลาย

พระมหากษัตริย์ หมายถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระ องค์ผู้ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์องค์ก่อนๆ ซึ่งได้รักษาเอกราชของประเทศมา ไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่น มอบมรดกคือเอกราชและอธิปไตยไว้ให้แก่พวกเรา แม้ทุกวันนี้พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของชนชาติไทย ทรงสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อความสุขของพสกนิกร โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ แม้จะอยู่ในถิ่นทุรกันดารไกลแสนไกลเพียงใด พระองค์ก็เสด็จไปบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ช่วยเหลือและให้กำลังใจเสมอ

ดังนั้น พระมหากษัตริย์ จึงเป็นผู้มีคุณแก่พสกนิกรทั้งหลาย สมควรที่บุคคลผู้อาศัยอยู่ใต้ร่มพระบารมีต้องประพฤติตนเป็นพลเมืองดี เคารพเชื่อฟังในพระบรมราโชวาทที่ตรัสสอน

ด้วยเหตุที่พ่อแม่ ครูอาจารย์ และพระมหากษัตริย์ ได้สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ลูก จึงนับว่าเป็นผู้มีคุณ และสมควรอย่างยิ่งที่ทุกๆ คนควรที่จะตอบแทนคุณ คือ สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ท่านเหล่านั้นบ้าง ตามสมควรแก่ความสามารถและโอกาสอำนวย

อย่าให้ถูกพวก"ลัทธิคอมมิวนิสต์" มันปั่นหัวเอาได้ว่า พ่อแม่ ครูอาจารย์ พระมหากษัตริย์ ไม่มีบุญคุณอะไรกับเรา เราไม่ต้องตอบแทนบุญคุณใคร ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วเราก็เป็นคนที่เลวมากๆคนนึงเลยทีเดียว

เรื่องการแสดงความกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์ที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่งก็คือการยืนตรง ถวายความเคารพในโรงหนังก่อนหนังฉายไงครับ
คุณทราบหรือไม่ว่าขณะนี้ได้มีคนกลุ่มนึงซึ่งอ้างสิทธิ์ในความเป็นประชาธิปไตย (แต่ผมว่าพวกนี้แหละพวกคอมมิวนิสต์) ออกมาเรียกร้องว่าไม่ต้องยืนตรงในโรงหนัง (ถ้าเจอในโรงไหนนะ จะจัดการซะให้หายซ่าเลยเชียว)
การยืนตรงในโรงหนังไม่เกี่ยวกับเรื่อง "สิทธิ์" แต่เป็น "หน้าที่" ครับ เป็นหน้าที่ที่คนไทยทุกคนควรรู้และปฏิบัติตามจนเป็นวัฒนธรรมไปแล้วด้วยซ้ำ ขนาดฝรั่งเข้าไปดูหนังยังยืนตรงเล้ย
ก็ไอ้คำว่า "ประชาธิปไตย" นี่ละครับที่เอามาใช้กันอย่างผิดๆ  (คุณรู้ไหมว่าประเทศประชาธิปไตยบางประเทศในยุโรปคุณสามารถยืนเยี่ยว หรือใส่ชุดชั้นในเดินกลางถนนตอนกลางวันได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย ผมว่ามันก็เป็นประชาธิปไตยที่สุดโต่งเกินพอดีไปหน่อยนะ)
ก็เพราะคนไทยยังไม่รู้จักคำนี้อย่างดีพอก็ดันทะลึ่งไปยึดพระราชอำนาจมาจากพระมหากษัตริย์เอง ก็ต้องเจอกับปัญหาเช่นทุกวันนี้ละครับ (พูดแล้วแค้นใจจัง...เฮ้อ...เมื่อไรจะกลับไปปกครองแบบ "สมบูรณาญาสิทธิราช " อีกว้า)

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 30, 2011, 06:19:41 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
กรกฎาคม 04, 2011, 07:53:47 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2011, 07:53:47 pm »

รัฐบาลยิ่งลักษณ์1 ประกอบด้วย
พรรคเพื่อไทย 263 เสียง
พรรคชาติไทยพัฒนา 19 เสียง
พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 7 เสียง
พรรคพลังชล 7 เสียง
พรรคมหาชน 1 เสียง

รวมเป็นฝ่ายรัฐบาล 297 เสียง (= ฝ่ายค้าน 203 เสียง)

ทำไมจึงเป็นสูตรนี้ ในเมื่อพรรคเพื่อไทยเองก็มีคะแนนเสียงเกินกึ่ง(ครึ่ง)หนึ่ง คือ 263 จาก 500 แล้ว (พรรคอื่นที่เหลือทั้งหมดรวมกันเป็นพรรคฝ่ายค้าน = 237)
คำตอบคือถ้าเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ต้องมีรัฐมนตรี+รัฐมนตรีช่วย ถึง 36 คน ซึ่งถ้ามีตำแหน่งนั้นแล้วจะไม่สามารถมีสิทธิ์ยกมือหากโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจได้เลย (263-36=227 < 237 ยกมือโหวตแพ้แน่จ้า)

ทีนี้เราก็มาดูกันบ้างว่าทำไมจึงเลือกพรรคเหล่านี้มาร่วมรัฐบาล

พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
   2 พรรคนี้เรียกได้ว่าเป็น"พรรคร่วมรัฐบาล"ตลอดปีตลอดชาติอยู่แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจอะไร (คือไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล กรูก็ขอร่วมด้วย เขาจึงเรียกพรรคปลาไหลไงครับ)

พรรคพลังชล เป็นพรรคเกิดใหม่ในปีนี้ (2554) เพื่อต้อนรับการเลือกตั้งปี 54 นี้เลยก็จริงแต่ถ้าบอกว่าเป็นของตระกูล "คุณปลื้้ม" ก็คงเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมจึงได้ร่วมรัฐบาล (ก็ขนาดนักเตะในสโมสรฟุตบอลชลบุรี ยังได้ไปร่วมฝึกกับ"แมนเชสเตอร์ซิตี้" ตั้งพักใหญ่ ที่สำคัญนโยบายเพื่อไทยมีข้อนึงคือ "Airport ink จากสุวรรณภูมิ ไป พัทยา" แค่นี้ก็คงรู้ถึงความ"ซีปึ้ก" ของ 2 ตระกูลนี้แล้วนะครับ)

พรรคมหาชน มีอดีตหัวหน้าพรรคคือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ปัจุบันเป็นแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา (คงถึงบางอ้อกันแล้วนะครับว่าทำไมพรรคที่มีสส.แค่คนเดียวถึงได้ร่วมรัฐบาล แต่ถ้ายังไม่เข้าใจก็จะขออธิบายเพิ่มว่า พรรคชาติไทยพัฒนา มี 19 เสียงจะได้แบ่งเค้ก.. เอ๊ยเก้าอี้รัฐมนตรี แค่ 1 เก้าอี้ แต่ถ้ารวมกับ พรรคมหาชน อีก 1 เสียง ก็เป็น 20 เสียง จะได้ 2 เก้าอี้ ...ที่นี้คงจะเข้าใจแล้วนะครับ)

อ่านแล้วเคลียร์ไหมครับพ่อแม่พี่น้อง

แต่ก็ขอยินดีกับ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยนะครับ ที่ได้เป็นนายกหญิงคนแรกของไทย ตามความคาดหมายของผม และอีกหลายๆคน

ดูผลการนับคะแนนได้ที่นี่ครับ http://www.thairath.co.th/election/result
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 05, 2011, 08:47:05 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
กรกฎาคม 07, 2011, 07:37:47 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2011, 07:37:47 am »

นโยบายเศรษฐกิจและสังคม พรรคเพื่อไทย "ขอคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน...อีกครั้ง"

ประกาศโดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่หอประชุมธรรมศาตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2554

นโยบายก้าวข้ามวิกฤตสู่สันติสุขของสังคมไทย

1.ต้องมีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ปราศจากการแทรกแซงขององค์กรและกลุ่มบุคคลใด คณะกรรมการการเลือกตั้งและหน่วยงานของรัฐต้องทำหน้าที่โดยอิสระและเป็นกลางอย่างแท้จริง

2.ทุกฝ่ายต้องยอมรับการตัดสินใจของประชาชนและผลการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ต้องไม่มีการใช้อำนาจนอกระบบแทรกแซงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล

3.ต้องไม่มีการใช้อำนาจนอกระบบแทรกแซงการทำงานขององค์กรฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรเหล่านี้ต้องยึดมั่นในหลักนิติธรรม ปฏิบัติหน้าที่อย่างยุติธรรม เสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจของทุกองค์กร

4.พิทักษ์และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทุกฝ่ายต้องไม่ใช้สถาบันเป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง ใส่ร้ายและทำลายผู้อื่น

5.สถาบันทหารต้องมีไว้เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราชและบูรณภาพของดินแดน ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ปกป้องคุ้มครองประชาชน ประโยชน์ของชาติและการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช้กำลังทหารเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองหรือกดดันทางการเมือง

6. ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยให้ประชาชนลงประชามติว่าจะใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2540 หรือ ฉบับ พ.ศ. 2550 เป็นฐานในการยกร่าง เมื่อยกร่างเสร็จแล้วให้ประชาชนลงประชามติอีกครั้ง

7.คืนความเป็นธรรมและเยียวยาผู้ที่ไม่ได้รับความยุติธรรมจากการกระทำที่สืบเนื่องจากการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 รัฐธรรมนูญชั่วคราว และรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2550

สานต่อนโยบายเดิมที่ประสบความสำเร็จ

1.ประกาศสงคราม: ความยากจน ยาเสพติด ทุจริตคอรัปชั่น

-สร้างรายได้ให้ประชาชน สานความฝันของประชาชนให้เป็นจริง ไม่มีอุปสรรคจากปัญหาความยากจน ประชาชนต้องมีรายได้มากกว่าเส้นความยากจน และสามารถดำรงชีพได้อย่างมีความสุข

-ประกาศสงครามกับยาสเพติดรอบใหม่ ผู้เสพและผู้ขายต้องมีความผิด ฐานทำให้ต้นทุนสังคมเพิ่มขึ้น ผู้ค้ารายใหญ่ต้องกวาดล้างให้หมด

-สร้างกลไกตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐและนักการเมือง โดยยึดโยงกับภาคประชาชน เพื่อลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และใช้กลไกดังกล่าวอย่างเข้มข้นจนไม่เกิดการคอร์รัปชั่นในประเทศไทย

-พรรคเพื่อไทยต้องจัดการยาเสพติดให้หายไปภายใน 12 เดือน

-ทฤษฎี 4 M หนึ่ง men money material management การบริหารจัดการเป็นเรื่องสำคัญมาก ทุกวันนี้ยาเสพติดมากเพราะพ่อค้ายามีส่วนช่วยล้มรัฐบาล ทรท.

-การทุจริตในการซื้อขายตำแหน่ง โดยเฉพาะข้าราชการตำรวจ วันนี้ประชาชนเดือดร้อน ประเทศจะหายนะ ข้าราชการเป็นเครื่องมือในการให้บริการประชาชน ไม่ใช่หาเงินมาซื้อตำแหน่งสมัย ทรท. ออกกฎหมายให้ผู้เสพเป็นผู้ป่วยต้องได้รับการบำบัด ต้องเจรจาและทำความร่วมมือกับจีน อินเดีย พม่า ลาว เพราะเป็นประเทศที่มีสารตั้งต้น ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยอยู่อย่างมีความสุข

2.ประกาศสงครามกับความยากจน ความยากจนต้องหมดไป ต้องทำให้คนไทยหายจนภายใน 4 ปี

-ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเพิ่มมากขึ้น บิลเกตพูดว่าถ้าเราเกิดมาจน ไม่ใช่ความผิดของเรา แต่ถ้าเราตายจนถือเป็นความผิดของเรา แต่ถ้าเราตายจนโดยที่เราไม่อยากตายจน ถือว่าเป็นความผิดของรัฐบาล

-ผมให้ความสำคัญเพราะประชาชนส่วนใหญ่ของเราลำบากการแก้ปัญหาความยากจนคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ คนรวยได้ตังค์ก็เก็บ แต่คนจนได้ตังค์ก็จะใช้

3.รักษาดี รักษาฟรี ตามแนวทาง “30 บาท รักษาทุกโรค ”

-นำ 30 บาทรักษาทุกโรค กลับมาใช้ใหม่ เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ซื้อบริการ ไม่ใช่การรับบริการ ทำให้เป็นคนไข้อนาถา และต้องได้รับการรักษาอย่างมีคุณภาพ รักษาทุกโรคได้จริง

4.กองทุนหมู่บ้าน 2 ล้านบาท

-เพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้านจากเดิม หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาท เร่งพัฒนากองทุนหมู่บ้านไปสู่การเป็นธนาคารชุมชน

- หนึ่ง กองทุนหมู่บ้าน 25 ก.ค. นี้จะครบ 10 ปีแล้ว กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นเป็นกองทุนชั้นดี และก้าวหน้าไป พัฒนาเป็นสถาบันการเงินประจำหมู่บ้าน รัฐบาลจะเพิ่มทุนให้อีก 1 ล้านบาทต่อกองทุน เพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบในหมู่บ้านให้ได้ บริหารผ่านระบบ it เป็นธนาคารของประชาชน ประชาชนทุกระดับต้องเข้าถึงแหล่งทุนได้

5.กองทุน S M L 3-4-5 แสนบาท

-งบประมาณของประชาชน โดยประชาชน มีอธิปไตยในการตัดสินใจอย่างแท้จริง เพิ่มงบประมาณพัฒนาชุมชน

-SML เพื่อความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง เพื่อกระจายงบประมาณให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเป็นผู้คิด ผู้ใช้ ในการพัฒนาชุมชนด้วยตัวเอง ไม่ใช่บังคับยัดเยียดโครงการจากภาครัฐ

6.พักหนี้ครัวเรือนต่ำกว่า 5 แสนบาท อย่างน้อย 3 ปี

-หาที่พักหนี้เงินต้นให้ประชาชนไม่ว่าจะอาชีพอะไร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตท่ามกลางค่าครอง

-ชีพที่สูงขึ้นอย่างมาก เพื่อให้ประชาชนตั้งตัวได้ โดยมีการปรับโครงสร้างหนี้ ให้ประชาชนใช้หนี้ตามกำลัง โดยจะพักหนี้ให้ 5 ปี

7.สานต่อโอท็อป

-เพื่อส่งเสริมธุรกิจชาวบ้าน เสริมสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน โดยจะส่งเสริมการส่งออกไปขายต่างประเทศ

-โครงการศูนย์กระจายสินค้าโอทอป (OTOP Distribution Center) ศูนย์กระจายสินค้า แหล่งนัดพบระหว่างผู้ซื้อจากต่างประเทศกับผู้ค้าส่ง และเกษตรกรรายย่อย

นโยบายพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย สร้างรายได้ประเทศ และประชาชน

1.นำข้าวเปลือกเจ้า 15,000 บาทต่อตัน  จำนำข้าวเปลือกหอมมะลิ 20,000 บาทต่อตัน

2.เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท/เดือน โดยมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมเพื่อเป็นแรงจูงใจ

3.ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน โดยมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมเพื่อเป็นแรงจูงใจ

4.โครงการทั่วโลกเที่ยวไทย ไทยเที่ยวไทย
a.นโยบายการท่องเที่ยว สร้างสุวรรณภูมิเป็น hub / ยกเว้นการทำวีซ่ากับประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง เพราะเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์เยอะมาก / ทำ long stay สำหรับผู้สูงอายุชาวต่างประเทศ


5.นโยบายด้านการต่างประเทศ ปัจจุบันเราเป็นตัวปัญหาในอาเซียน ต้องใช้ประโยชน์ สร้างความร่วมมือ BRIC บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน
a.กระทรวงพาณิชย์ต้องช่วยหาเงินเข้าประเทศ ประเทศแถบแอฟริกามีทรัพยากรธรรมชาติ แต่ไม่พร้อมด้านทรัพยากรบุคคล ให้โอกาสและพานักธุรกิจไทยบุกตลาดแอฟริกา ใช้เครื่องมือทางการเงินให้เป็นเงิน รู้เท่าทันโลกทุนนิยม

ธนาคารเพื่อการพัฒนาของประเทศไทย
6. เพิ่มการลงทุนจากต่างประเทศ สร้างงาน สร้างโอกาส
a.โครงการเมืองใหม่ เมืองสีเขียว ศูนย์รวมงานบริการ 4 ด้าน

7.นโยบายอาหารปลอดภัย ครัวไทยสู่ครัวโลก
a.หาเงินเข้าประเทศด้วยการนำอาหารไทยสู่ตลาดโลก เน้นอาหารปลอดภัยเพื่อยกระดับอาหารไทย โดยรัฐบาลจะเป็นผู้เจรจากับรัฐบาลอื่นให้ จัดเงินทุนหมุนเวียนให้ และพาไปขาย นำรายได้เข้าประเทศ

8.นโยบายบินก่อน ผ่อนทีหลัง นำคนไทยไปทำธุรกิจในต่างประเทศ
a.คนไทยที่ต้องการติดต่อค้าขายทำธุรกิจกับตลาดโลก แต่ไม่มีทุน รัฐจะออกเงินให้ก่อน มีรายได้จึงผ่อนทีหลัง และจะประสาน ให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจที่เป็นโอกาสของคนไทยให้ เช่น ที่แอฟริกา มีแม่น้ำ ทะเล มากมายแต่เลี้ยงกุ้งไม่เป็น ก็นำคนไทยไปทำธุรกิจ นำเงินเข้าประเทศ

9.โครงการศูนย์กระจายสินค้าโอทอป (OTOP Distribution Center)
a.ศูนย์กระจายสินค้า แหล่งนัดพบระหว่างผู้ซื้อจากต่างประเทศกับผู้ค้าส่ง และเกษตรกรรายย่อย

10.สร้างแรงงานมีฝีมือด้วย Training Center ในอาชีวศึกษา
a.แรงงานเฉพาะทางด้านไอที
b.แรงงานฝีมือ “นวัตกรรมไทย” จัดตั้งถาบันรับรองโดยนานาชาติ อาทิ พ่อครัวไทย , สปา , ช่างอัญมณี , ช่างก่อสร้าง , แฟชั่นดีไซน์ เป็นต้น
c.แรงงานด้านบริการ อาทิ บริการโรงแรม
d.แรงงานอุตสาหกรรมชั้นสูง Skilled Labor อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ , อุตสาหกรรมก่อสร้าง

11.กองทุนตั้งตัวได้ เกิดจากการบูรณาการความสำเร็จในอดีตของรัฐบาลนายกทักษิณ ในด้านต่างๆ ดังนี้
a.จัดตั้งกองทุน 1 พันล้านบาทในทุกมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชน สร้างนักธุรกิจรายย่อย รายใหม่ที่มีฐานความรู้

12.กองทุนร่วมทุน ทุกจังหวัด จังหวัดละ 1 กองทุน
13.นโยบายเครดิตการ์ดเกษตรกร ใช้ซื้อปัจจัยการผลิตทางการเกษตร
14.ปรับโครงสร้างหนี้ให้ครู
15. ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะซาอุดิอาราเบีย ส่งเสริมให้ชาวมุสลิมได้ไปฮัจช์
16.ยกเว้นวีซ่าให้ประเทศที่เจริญ ส่งเสริมการท่องเที่ยว
17.คืนภาษี บ้านหลังแรก และรถคันแรก (ต้องถือครองอย่างน้อย 5 ปี)

MEGA PROJECT

1.สร้างระบบน้ำชุมชนเพื่อการเกษตร (ป้องกันน้ำท่วม และภัยแล้ง) และนอกจากระบบน้ำชุมชนแล้ว ควรมีระบบบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการเพื่อป้องกันน้ำท่วม มีน้ำหน้าแล้งสำหรับทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ

2.สะพานเศรษฐกิจ Land Bridge ภาคใต้

3.ระบบขนส่งสินค้าและขนส่งมวลชน 1 ล้านล้าน โดยสร้างโครงการรถไฟรางคู่ ระบบโลจิสติกส์ เชื่อมโยงภูมิภาคเชียงใหม่ ระยอง นครราชสีมา หัวหิน

4.โครงการรถไฟฟ้าทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 10 สาย ค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย

5.โครงการ ทำเขื่อนบริเวณชายทะเลป้องกันน้ำท่วม "ลาก่อนน้ำท่วม" พรรคเพื่อไทยเสนอให้ทำคันเขื่อนลึกลงไปในทะเล 10 กม. ยาวประมาณ 30 กม. ตั้งแต่สมุทรสาครถึงสมุทรปราการ 300 ตาราง กม. ถมทะเล ต้นทุนประมาณ 12,000 บาทต่อตารางวา สร้างเมืองใหม่ได้ 1 เมือง เป็นเมืองใหม่ที่ทันสมัย สิ่งแวดล้อมดี มีถนนและรถไฟเชื่อมกรุงเทพฯ เพื่อระบายความหนาแน่น จะสร้างเมืองบนที่ดินใหม่นี้เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ไม่ก่อมลภาวะ เมืองใหม่ เมืองสีเขียวศูนย์รวมงานบริการ 4 ด้าน คือ ด้าน Financial Hub, Medical Hub, IT Hub (Silicon Valley) และ International Education Hub

6.ปรับปรุง 25 ลุ่มแม่ สมัย ทรท.ปรับปรุงลุ่มแม่น้ำแม่น้ำโขง จะทำประตูน้ำและแก้มลิงกักเก็บน้ำ

7.ขยายแอร์พอร์ตลิ้งก์ขยายไป ฉะเชิงเทรา ชลบุรี พัทยา
a.ต้องทำเมกกะโปรเจ็ค ลดภาระประชาชน ลดเวลาการเดินทาง ลงทุนเพื่อให้เม็ดเงินสะพัด เศรษฐกิจไทยจะเติบโตและแข็งแรงมาก

นโยบายพลังงาน

1.สร้างความมั่นคงทางพลังงาน เน้นการพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น โดยกระจายชนิดและแหล่งของพลังงาน

a.ส่งเสริมการผลิตพืชพลังงานในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลผลิตมันสำปะหลัง และผลผลิตปาล์มน้ำมันบางส่วน ทดแทนการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ
b.พลังงานทางเลือก อาทิ พลังงานจากชีวมวลหรือของเสีย (ขยะ) พลังงานน้ำ พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์

2.นโยบายประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
a.เพิ่มสัดส่วนการขนส่งจากถนน สู่ระบบราง
b.ใช้มาตรการทางภาษี เพื่อส่งเสริมการประหยัดและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

3.นโยบายการดูแลผู้ใช้พลังงาน จำแนกตามชนิดของพลังงาน เช่น NGV ดีเซล LPG ฯลฯ
a.ส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติ (CNG) เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในระบบขนส่งสินค้าและขนส่งมวลชน
b.มาตรการดูแลราคาน้ำมันดีเซล และก๊าซแอลพีจีอย่างเหมาะสม และสร้างระบบต่อท่อส่งแก๊ส เพื่อใช้เป็นแก๊สหุงต้มในครัวเรือนในระยะยาว

4. ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อพัฒนาแหล่งพลังงาน
5. ส่งเสริมเอกชนรายใหม่สำรวจแหล่งพลังงานทั่วโลก และผลิตใช้ในประเทศ Bio fuel
6. คลังน้ำมัน (Tank Farm) เชื่อมต่อนโยบายสะพาน (Land Bridge)

นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศไอซีที
1. โครงการ “One tablet PC per Child ฟรีเพื่อการศึกษา"
2. โครงการ Free WiFi เพื่อประชาชน"

----------------------------------------------------------------------

ก็ต้องมาดูกันต่อไปละครับว่าจะเป็นความจริงได้กี่ข้อ

ไม่ได้จะมาจับผิด แต่จะมาตรวจสอบถึงสิ่งที่ได้พูดเอาไว้ช่วงหาเสียงเลือกตั้งครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 07, 2011, 07:54:19 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
กรกฎาคม 24, 2011, 08:42:49 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2011, 08:42:49 pm »

"ซ้าย-ขวา" ในทางการเมือง มีจุดเริ่มต้นจากการจัดที่นั่งในการประชุมสมัชชาแห่งชาติฝรั่งเศส ค.ศ.1789 (The French National Assembly of 1789) เป็นที่นั่งด้านซ้ายมือและขวามือของประธาน

ฝ่ายซ้าย-คือพรรคซึ่งถือเหตุผลสากลนิยมประชาธิปไตย ต่อต้านลัทธิอาณานิคม มีความเชื่อมั่นในความก้าวหน้า เชื่อว่าประชาชนสามารถปกครองตนเองได้ ต่อต้านชนชั้นสูง ศาสนา กองทัพ ฝั่งนี้ยังเป็นที่นั่งของสามัญชนผู้มีแนวคิดต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เนื่องจากที่ผ่านมาถูกกดขี่ ขูดรีด และลิดรอนสิทธิมาตลอด เป็นผู้มีแนวคิดเสรีนิยม (Liberal) ซึ่งถือเป็นแนวคิดใหม่ แนวคิดก้าวหน้า และแนวคิดเชิงปฏิวัติ ในขณะนั้น

ฝ่ายขวา-คือพรรคที่เป็นกลุ่มชาตินิยมติดอยู่กับจารีตประเพณีที่มีศาสนาเป็นแกนกลาง เชื่อว่าประชาธิปไตยต้องมาจากชนชั้นสูงเท่านั้น นิยมอำนาจ ชอบออกคำสั่งให้คนเคารพเชื่อฟัง ไม่ฟังเสียงประชาชน และมักจะเกี่ยวพันกับธุรกิจเอกชน กลุ่มขุนนาง นักบวช มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม (Conservative) ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทั้งนี้เพราะต้องการดำรงสิทธิ อำนาจ และผลประโยชน์ต่างๆ ของตนเอาไว้

เวลาต่อมา การจัดแบ่งที่นั่งฝั่งซ้าย-ฝั่งขวาของประธานในที่ประชุมตามแนวคิดทางการเมือง แพร่กระจายไปสู่ประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป ทำให้เกิดประเพณีการจัดที่นั่งการประชุมรัฐสภาดังกล่าว ทั้งก่อเกิดความนิยมเรียกคนที่มีแนวคิดต่างขั้วกันว่า ซ้าย-ขวา ตามแต่ว่าแนวคิดของบุคคลนั้นจะพ้องกับฝั่งใด คนไทยไปเรียนกฎหมายที่ฝรั่งเศสมากมาย เมื่อกลับบ้านก็ติดตัวมาเผยแพร่ด้วย จนคนทั่วไปคุ้นเคยกับคำว่า ซ้าย-ขวา ดี แม้ขณะนั้นส่วนใหญ่จะยังไม่รู้ที่มา

ถึงยุคสงครามเย็น คำว่า "ฝ่ายซ้าย" ถูกใช้ให้หมายถึงผู้มีแนวคิดสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ขณะคำ "ฝ่ายขวา" หมายพวกอนุรักษนิยม ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง และถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกปฏิกิริยา เผด็จการฟาสซิสต์ นอกจากนี้ยังมีการแบ่ง "ขวาจัด" (The extreme right) แทนค่าแนวคิดทางการเมืองแบบเสรีนิยมสุดขั้ว และ "ซ้ายจัด" (The extreme left) แทนค่าแนวคิดแบบต่อต้านอย่างรุนแรง

การประชุมสมัชชาแห่งชาติฝรั่งเศสปี 1789 ยังได้มีการจำกัดคำว่า "เสรีภาพ" ด้วย บัญญัติเป็น "ปฏิญญาแห่งสิทธิมนุษยชนและของพลเมือง" ประกาศเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ภายหลังการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส ว่า"เสรีภาพคืออำนาจที่จะกระทำการสิ่งใดได้โดยมิก่ออันตรายแก่ผู้อื่น การใช้สิทธิโดยธรรมชาติของมนุษยชนทุกคน ย่อมไม่มีขอบเขตจำกัดยิ่งไปกว่าขอบเขตอันจำเป็น เพื่อให้มนุษยชนอื่นทุกคนได้ใช้สิทธิอย่างเดียวกันโดยเสรี และขอบเขตจำกัดเหล่านี้จะกำหนดขึ้นได้ก็แต่โดยกฎหมาย"

ปฏิญญาแห่งสิทธิมนุษยชนและของพลเมือง ค.ศ.1789 เป็นที่มาของการจัดทำสาส์นรับรองสิทธิโดยสหประชาชาติ คือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

แหล่งข้อมูล
http://www.baanmaha.com/community/thread18185.html
บันทึกการเข้า
   
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Cennet By Burak
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!