ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน:
 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
ผู้เขียน หัวข้อ: ทำไม? ในหลวงถึงทรงพระปรีชาสามารถในศาสตร์ทุกแขนง  (อ่าน 6322 ครั้ง)
ตุลาคม 31, 2010, 04:34:22 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« เมื่อ: ตุลาคม 31, 2010, 04:34:22 pm »

ด้านศาสนา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพุทธมามกะ และองค์พระอัครศาสนูปถัมภก และให้ความเสมอภาคในการนับถือศาสนาของประชาชน โดยไม่ปิดกั้นเชื้อชาติที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ทุกๆ วันสำคัญพระองค์จะเสด็จฯ บำเพ็ญพระราชกุศลในวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา เป็นต้น และเสด็จฯ ไปถวายผ้าพระกฐิน ณ พระอารามหลวงต่างๆ มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามหลายทบวง เช่น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก และวัดญาณสังวราราม โดยที่พระองค์ทรงนำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไปสร้าง

ด้านศิลปวัฒนธรรมและวรรณคดี
ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถในศิลปะแขนงต่างๆ หลายแขนง จนได้รับการยกย่องให้พระองค์เป็นองค์อัครศิลปินแห่งชาติ จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ งานทางด้านทัศนศิลป์และประติมากรรม พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในการฝึกเขียนภาพ และมีพระปรีชาสามารถในเรื่องการถ่ายภาพเป็นอย่างมาก ทรงถ่ายรูปภาพได้หลายรูปแบบ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทรงปั้นพระพุทธรูปต่างๆ ได้อย่างงดงาม เช่น พระสมเด็จจิตรลดา พระพุทธนวราชบพิตร เป็นต้น

งานทางด้านวรรณศิลป์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชี่ยวชาญในภาษาหลากหลายภาษา ทรงพระราชนิพนธ์บทความ แปลหนังสือ เช่น นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ติโต พระมหาชนก และพระมหาชนก ฉบับการ์ตูน เรื่อง ทองแดง เป็นพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง เป็นต้น บทความและพระราชนิพนธ์ของพระองค์ ทรงเลือกถ้อยคำที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย อีกทั้งได้อรรถรสในการอ่านอีกด้วย

พระอัจฉริยภาพทางภาษาไทยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว“ภาษาไทยเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ ภาษาทั้งหลายเป็นสิ่งที่สวยงามอย่างหนึ่ง เช่น ในทางวรรณคดี เป็นต้น ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาไว้ให้ดี ... เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ...”       

จากความบางตอนของกระแสพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อครั้งเสด็จไปร่วมประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๐๕ จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงพระเมตตาห่วงใยในภาษาไทยและยังทรงติดตามความเปลี่ยนแปลงทางภาษาอยู่เป็นนิตย์ จึงทอดพระเนตรเห็นถึงปัญหาที่ผู้ใช้ภาษาไทยส่วนใหญ่มองข้ามไป

ภาษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของภาษาที่ “มีชีวิต” แต่ทว่าการเปลี่ยนแปลงก็เป็นไป ๒ ทาง คือ ทั้งทางเจริญหรือพัฒนา (วิวัฒนาการ) และทางเสื่อมโทรม (อวิวัฒนาการ) สำหรับภาษาไทยนั้น มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่สองมากกว่า เพราะภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาที่มี “เอกลักษณ์” กำลังถูกลบเลือนความมีลักษณะเฉพาะไปด้วยวัฒนธรรมต่างชาติที่เข้ามาผสมผสาน จนทำให้ผู้ใช้ภาษาไทยเกิดค่านิยมที่มองเห็นภาษาไทยเป็นเพียง “ภาษาสื่อสาร” ทั่วๆไป มิได้เห็นคุณค่าดังที่บรรพบุรุษได้เล็งเห็นมาก่อน เมื่อปัจจัยภายนอก คือ การกลมกลืนทางวัฒนธรรม และปัจจัยภายใน คือ ค่านิยมของผู้ใช้ที่เปลี่ยนไป เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสองปัจจัย จึงก่อให้เกิดปัญหามากมาย ทั้งในเรื่องการใช้คำ การออกเสียง ภาษาทันสมัย และในด้านอื่นๆ ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและได้ทรงมีกระแสพระราชดำริเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ในหลายโอกาส เช่น การที่พระองค์ทรงเปิดการอภิปรายในหัวข้อ “ปัญหาการใช้คำไทย” เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๐๕ ซึ่งก็คือเหตุผลหนึ่งที่คณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกๆ ปีเป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ” เมื่อพุทธศักราช ๒๕๔๒

การที่พระองค์ทรงพระปรีชาญาณและทรงรอบรู้ในภาษาไทย ส่วนหนึ่งเนื่องจากการฝึกฝนพระองค์เองในยามว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจ ดังที่ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค กล่าวไว้ว่า “เมื่อใดพระองค์ทรงมีเวลาว่างแม้เพียงเล็กน้อย ก็ยังทรงสำราญพระราชอิริยาบถและพระราชหฤทัยในงานสนุกที่เกี่ยวกับการใช้ภาษา ... และนอกจากนั้น ในปัจจุบันมีเครื่องจักรสมองกลหรือคอมพิวเตอร์เกิดขึ้น ... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงสนพระราชหฤทัยศึกษาด้วย ทรงเรียนการใช้ระบบกราฟิกดัดแปลงรูปแบบต่างๆ ทรงตั้งโปรแกรมเองจนทรงสามารถประดิษฐ์เป็นรูปอักษรเทวนาครี อินเดียโบราณ เช่น อักษรภาษาบาลีสันสกฤต ทำให้ทรงมีโอกาสศึกษาภาษาเก่าแก่อันเป็นเค้าโครงของภาษาไทยกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านนี้โดยตรง เป็นการศึกษาพิเศษ ทรงมีความจำดียิ่ง ทรงค้นคว้าไม่หยุดนิ่งในเรื่องการใช้ภาษาไทย และเป็นที่สบพระราชอัธยาศัยอย่างยิ่ง”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรอบรู้ปราดเปรื่องถึงรากศัพท์ของคำไทย คือ ภาษาบาลีและสันสกฤต ดังที่กล่าวไว้แล้วว่าพระองค์ทรงสามารถประดิษฐ์รูปอักษรเทวนาครี อินเดียโบราณ ได้ด้วยพระองค์เอง โดยทรงใช้ระบบคอมพิวเตอร์กราฟิกเป็นเครื่องมือ และยังทรง “ปรุง” บัตรอวยพรปีใหม่ที่ใช้อักษรไทยประดิษฐ์พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยมาโดยตลอด เหล่านี้ถือเป็นการเสริมสร้างและอนุรักษ์ภาษาไทยในอีกทางหนึ่งด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระวิริยะอุตสาหะแปลและเรียบเรียงวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะวรรณศิลป์ มีเนื้อหาสาระที่มีคุณค่าเป็นคติในการเสียสละเพื่อส่วนรวม ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์แปลเรื่อง “นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ” “ติโต” พระราชนิพนธ์แปลบทความเรื่องสั้นๆ หลายบท และพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” ซึ่งพระองค์ได้ทรงแปลและทรงพระราชนิพนธ์ไว้ด้วยถ้อยคำอันละเมียดละไม ไพเราะลึกซึ้งแต่ก็สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย จึงถือเป็นพระอัจฉริยภาพทางภาษาของพระองค์ในทางหนึ่งและนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้แก่วงการภาษาไทยและเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนในการใช้ภาษาไทยอีกด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณในทางงานวรรณกรรม คือ การที่ทรงดำริให้มีหนังสือสำหรับให้เยาวชนไทยได้ศึกษาด้วยตนเอง ทำให้เกิดหนังสือชุด “สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” โดยมีพระราชประสงค์ให้ผู้อ่านได้รู้สึกว่าโลกนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งแม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับภาษาไทยโดยตรง แต่อย่างไรก็ตามในชุดสารานุกรมฯ นี้ ก็ได้รวมเรื่องราวเกี่ยวกับภาษาไทยไว้อย่างครบถ้วน จึงเกิดประโยชน์ทั้งสองทางแก่ภาษาไทย คือ เป็นการอนุรักษ์และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับภาษาไทย และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเจริญทาง “วรรณกรรมไทย” ซึ่งก็เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทยในทางหนึ่งเช่นเดียวกัน

การผสมผสานความเจริญและความงดงามทางภาษาไทยเข้ากับดุริยางคศาสตร์ ก็ถือเป็นพระอัจฉริยภาพทางภาษาไทยในอีกแง่หนึ่งด้วย เพราะการที่จะรังสรรค์บทเพลงหรือท่วงทำนองดนตรีที่เป็นภาษาใดภาษาหนึ่งได้ ผู้นั้นต้องมีความสามารถในการใช้ภาษานั้นๆ และสามารถถ่ายทอดภาษานั้นออกมาได้อย่างมีระเบียบแบบแผน ซึ่งพระองค์ก็ทรงมีคุณสมบัติเหล่านั้นอย่างครบถ้วน โดยจะเห็นได้จากบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯกว่า ๔๐ เพลง ที่ไพเราะประทับใจชาวไทยทุกคนเสมอมา
     
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่แสดงออกให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพทางภาษาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งไม่ได้ทรงเป็นเพียงปราชญ์ทางภาษาไทย แต่ยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้สืบทอดภาษาไทยให้คงอยู่เป็นเอกลักษณ์ของไทยต่อไปอีกด้วย ดังนั้นคนไทยทุกคนก็ควรสำเหนียกถึงคุณค่าของภาษาไทยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการใช้ภาษาอย่างถูกต้องและศึกษาเกี่ยวกับภาษาไทยให้แตกฉานสมกับเป็นคนไทย เพื่อให้ภาษาไทยของเราคงอยู่กับชาติไทยและคนไทยตราบนานเท่านาน                     

     ภาษาคือสื่อสร้าง วัฒนธรรม
 
เอกลักษณ์ก็หนุนนำ  ก่อเกื้อ
 
รักษาด้วยจดจำ ใช้อย่าง ถูกนา
 
ให้อยู่คู่ชาติเชื้อ ตราบฟ้าดินสลาย ฯฯะ ๛
 
หมายเหตุ เรียงความนี้ได้รับรางวัลที่ ๑ การเขียนเรียงความเฉลิมพระเกียรติ ช่วงชั้นที่ ๔ เนื่องในวันภาษาไทย' ๔๙ ของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๔๙


ด้านการพัฒนาชนบท
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทุกหนแห่งไม่ว่าดินแดนแห่งนั้นจะทุรกันดารเพียงใด ไม่ว่าใกล้ไกลแค่ไหน พระองค์จัดทำโครงการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริควบคู่ไปในทุกๆ ด้าน ไม่เน้นด้านใดด้านหนึ่ง พระองค์มีจุดประสงค์เดียวคือ เพื่อขจัดความทุกข์ยากของชาวชนบท และสนับสนุนส่งเสริมให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมทั้งแก้ปัญหาสังคมเมืองให้ดีขึ้น โดยจะเห็นได้จากโครงการในพระราชดำริหลายโครงการที่เกิดขึ้นจากความรับผิดชอบของหน่วยงานต่างๆ

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจะเป็นโครงการเกี่ยวกับปรับปรุงถนนหนทาง การก่อสร้างถนนเพื่อการ สัญจรไปมาได้สะดวกและทั่วถึง การคมนาคมเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ สำคัญของการนำความเจริญไปสู่ชนบท การสื่อสาร ติดต่อที่ดียังผล สำคัญทำให้เศรษฐกิจของราษฎรในพื้นที่ดีขึ้น ราษฎรก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในการพัฒนาชนบทนั้น การคมนาคม เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่จะมองข้ามไปเสียมิได้ เพราะเป็นเสมือนประตูเชื่อม ระหว่างในเมือง และชนบท ดังนั้น การที่จะเริ่มโครงการพัฒนาใดๆ นั้นจะต้องเริ่มจากการปรับปรุง และการก่อสร้างถนนหนทางเป็นการเปิดประตูนำความเจริญเข้าไปสู่พื้นที่

ด้านการเกษตรและชลประทาน
ในด้านการเกษตร จะทรงเน้นในเรื่องของการค้นคว้า ทดลอง และวิจัยหาพันธุ์พืชใหม่ๆ ทั้งพืชเศรษฐกิจ พืชสมุนไพร รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับแมลงศัตรูพืช และพันธุ์สัตว์ต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งแต่ละโครงการจะเน้นให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มีราคาถูก ใช้เทคโนโลยีง่าย ไม่สลับซับซ้อน เกษตรกรสามารถดำเนินการเองได้ นอกจากนี้ ยังทรงพยายามไม่ให้เกษตรกรยึดติดกับพืชผลทางการเกษตรเพียงอย่างเดียว เพราะอาจเกิดปัญหาอันเนื่องมาจากความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศ หรือความแปรปรวนทางการตลาด แต่เกษตรกรควรจะมีรายได้จากด้านอื่นนอกเหนือไปจากการเกษตรเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อจะได้พึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง

การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกหรือการชลประทาน นับว่าเป็นงานที่มีความสำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะเกษตรกรจะสามารถทำการเพาะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ตลอดปี เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งต้องอาศัยเพียงน้ำฝนและน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้พืชได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอ และไม่เพียงพอ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำมากกว่าโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริประเภทอื่น

ด้านการแพทย์
โครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้กับประชาชนในระยะแรกๆ ล้วนแต่เป็นโครงการด้านสาธารณสุข เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า หากประชาชนมีร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง จะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดี และส่งผลให้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดีไปด้วย พระองค์จึงทรงให้ความสำคัญกับงานด้านสาธารณสุขเป็นอย่างมาก ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฏรตามท้องที่ต่างๆ ทุกครั้ง จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะแพทย์ที่ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจากดรงพยาบาลต่างๆ และล้วนเป็นอาสาสมัครทั้งสิ้น โดยเสด็จพระราชดำเนินไปในขบวนอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ครบครัน พร้อมที่จะให้การรักษาพยาบาลราษฎรผู้ป่วยไข้ได้ทันที

นอกจากนั้น ยังมีโครงการทันตกรรมพระราชทาน ซึ่งเป็นพระราชดำริที่ให้ทันตแพทย์อาสาสมัคร ได้เดินทางออกไปช่วยเหลือบำบัดโรคเกี่ยวกับฟัน ตลอดจนสอนการรักษาอนามัยของปากและฟัน แก่เด้กนักเรียนและราษฎรที่อาศัยอยู่ในท้องที่ทุรกันดาร และห่างไกลจากแพทย์ทั่วทุกภาค โดยให้การบริการรักษาโรคฟัน โดยไม่คิดมูลค่า ทางด้านหน่วยแพทย์หลวงที่จะต้องตามเสด็จพระราชดำเนินไป ณ ที่ประทับแรมทุกแห่งนั้น จะมีเจ้าหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลราษฎร ผู้มาขอรับการรักษา ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่ประการใด นอกจากนั้น หน่วยแพทย์หลวงยังจัดเจ้าหน้าที่ออกเดินทาง ไปรักษาราษฎรผู้ป่วยเจ็บ ตามหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลออกไปอีกด้วย

ด้านการศึกษา
นอกจากนี้ พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งมูลนิธิอานันทมหิดล เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เพื่อสนับสนุนทางด้านคัดเลือกบัณฑิตในสาขาวิชาต่างๆ ไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อจะได้ให้บัณฑิตเหล่านั้นนำความรู้ที่ได้ไปศึกษาวิจัยนำผลงานที่ได้กลับมาพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยพระองค์ออกทุนให้ตลอดจนดูแลเกี่ยวกับความเป้นอยู่ในต่างประเทศนั้นๆ อีกด้วย[25]

ส่วนในประเทศทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐบาลเป็นผู้ดพเนินการจัดการบริหารทางการศึกษา แบบให้เปล่าตั้งแต่ระดับชั้นประถมศกษา จนถึงระดับมัธบมศึกษาตอนปลาย ในลักษณะทั้งอยู่ประจำและไปกลับ แบ่งเป็น โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ จำนวน 26 โรงเรียน โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ จำนวน 14 โรงเรียน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ทรงครองราชย์เป็นประมุขแห่งราชอาณาจักรไทย โดยสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้:

มูลนิธิชัยพัฒนา
มูลนิธิโครงการหลวง
โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา
โครงการหลวงอ่างขาง
โครงการปลูกป่าถาวร
โครงการแก้มลิง
โครงการฝนหลวง
โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน
โครงการแกล้งดิน
กังหันชัยพัฒนา
แนวพระราชดำริ ผลิตแก๊สโซฮอล์ในโครงการส่วนพระองค์ (พ.ศ. 2528)
แนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง
เพลงพระราชนิพนธ์
พระสมเด็จจิตรลดา

พระเกียรติยศ
 
ตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลและเกียรติยศต่าง ๆ มากมาย ทั้งจากบุคคลและคณะบุคคลในประเทศและต่างประเทศ อันเนื่องมาจากพระราชกรณียกิจและพระราชอัธยาศัยในการแสวงหาความรู้ ที่สำคัญเป็นต้นว่า

-ประธานรัฐสภายุโรปและสมาชิกร่วมกันทูลเกล้าฯ ถวาย "เหรียญรัฐสภายุโรป" (19 กรกฎาคม พ.ศ. 2519)
-ประธานคณะกรรมาธิการเพื่อสันติภาพของสมาคมอธิการบดีระหว่างประเทศ ทูลเกล้าฯ ถวาย "รางวัลสันติภาพ" (9 กันยายน พ.ศ. 2529)
-สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ทูลเกล้าฯ ถวาย "เหรียญทองเฉลิมพระเกียรติคุณในการนำชนบทให้พัฒนา" (21 กรกฎาคม พ.ศ. 2530)
-ผู้อำนวยการใหญ่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวาย "เหรียญทองประกาศพระเกียรติคุณด้านสิ่งแวดล้อม" (4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535)
-ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ทูลเกล้าฯ ถวาย "เหรียญทองสาธารณสุขเพื่อมวลชน" (24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535)
-คณะกรรมการสมาคมนิเวศวิทยาเชิงเคมีสากล (International Society of Chemical Ecology) ทูลเกล้าฯ ถวาย "เหรียญรางวัลเทิดพระเกียรติในการสงวนรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ" (26 มกราคม พ.ศ. 2536)
-หัวหน้าสาขาเกษตร ฝ่ายวิชาการภูมิภาคเอเชียของธนาคารโลก ทูลเกล้าฯ ถวาย "รางวัลหญ้าแฝกชุบสำริด" สดุดีพระเกียรติคุณในฐานะที่ทรงเป็นนักอนุรักษ์ดินและน้ำ (30 ตุลาคม พ.ศ. 2536)
-ผู้อำนวยการบริหารของยูเอ็นดีซีพี (UNDCP) แห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวาย "เหรียญทองคำสดุดีพระเกียรติคุณด้านการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด" (12 ธันวาคม พ.ศ. 2537)
-องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ทูลเกล้าฯ ถวาย "เหรียญสดุดีพระเกียรติคุณในด้านการพัฒนาการเกษตร" (6 ธันวาคม พ.ศ. 2539)
-สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวาย "รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์" จากการที่ได้ทรงอุทิศกำลังพระวรกายและทรงพระวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจมาตลอดพระชนม์ชีพ (26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549) 
-ในปี พ.ศ. 2550 องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization) แถลงข่าวการทูลเกล้าฯ ถวาย "เหรียญรางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา" (Global Leaders Award)  โดยนายฟรานซิส เกอร์รี่ ผู้อำนวยการใหญ่เป็นผู้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ณ พระราชวังไกลกังวล ในวันที่ 14 มกราคม 2552 เพื่อเทิดพระเกียรติที่ทรงมีบทบาทและผลงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่โดดเด่น และพระองค์ทรงเป็นผู้นำโลกคนแรกที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญรางวัลดังกล่าว

ด้านดนตรี
งานทางด้านดนตรี พระองค์ทรงรอบรู้เรื่องดนตรีเป็นอย่างดีและทรงดนตรีได้หลายชนิด เช่น แซ็กโซโฟน คราริเน็ต ทรัมเป็ต กีตาร์ และเปียโน ทรงโปรดดนตรีแจ๊สเป็นอย่างมาก และพระองค์ได้ประพันธ์เพลงที่มีความหมายและไพเราะหลายเพลงด้วยกัน เช่น เพลงพระราชนิพันธ์แสงเทียน เป็นเพลงแรก สายฝน ยามเย้น ใกล้รุ่ง ลมหนาว ยิ้มสู้ ค่ำแล้ว ไกลกังวล ความฝันอันสูงสุด และเราสู้ หรือจะเป็นพรปีใหม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของชาวไทย เป็นต้น

ด้านกีฬา
ดูบทความหลักที่ การเล่นกีฬาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เรือใบเป็นกีฬาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเป็นพิเศษ พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของประเทศไทยลงแข่งเรือใบในกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 9-16 ธันวาคม พ.ศ. 2510 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยทรงเข้าค่ายฝึกซ้อมตามโปรแกรมการฝึกซ้อม และทรงได้รับเบี้ยเลี้ยงในฐานะนักกีฬา เช่นเดียวกับนักกีฬาคนอื่น ๆ ในที่สุด ด้วยพระปรีชาสามารถ พระองค์ทรงชนะเลิศเหรียญทอง และทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเหรียญทองจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2510[31] ท่ามกลางความปลื้มปีติของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ และเป็นที่ประจักษ์แก่ชนทั่วโลก ทำให้พระอัจฉริยภาพทางกีฬาเรือใบของพระองค์ที่ยอมรับกันทั่วโลก พระองค์ยังได้ทรงออกแบบและประดิษฐ์เรือใบยามว่างออกมาหลายรุ่น พระองค์พระราชทานนามเรือใบประเภทม็อธ (Moth) ที่ทรงสร้างขึ้นว่า เรือใบมด เรือใบซูเปอร์มด และ เรือใบไมโครมด ถึงแม้ว่าเรือใบลำสุดท้ายที่พระองค์ทรงต่อคือ เรือโม้ค (Moke) เมื่อ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510 เรือใบซูเปอร์มดยังถูกใช้แข่งขันในระดับนานาชาติที่จัดในประเทศไทยหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายคือเมื่อ พ.ศ. 2528 ในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 13


แหล่งข้อมูล
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 31, 2010, 10:12:57 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
ตุลาคม 31, 2010, 10:21:45 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 31, 2010, 10:21:45 pm »

พระธรรมเทศนาหน้าพระที่นั่ง
ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์
เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๐
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ทรงมีพระราชปุจฉาธรรมกับพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว : เขาพูดกันว่า ผมปรารถนาพุทธภูมิเป็นความจริงไหมครับ ?

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ : เรื่องปรารถนาพุทธภูมินี่ พระองค์ปรารถนามานาน แต่เวลานี้
บารมีเป็น "ปรมัตถบารมี" แล้ว ก็เหลืออีก ๕ ชาติ และที่พระองค์ปฏิบัติมามันเลยแล้ว ไม่ใช่ไม่สำเร็จ
พุทธภูมินี่ต้องบำเพ็ญกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์เป็น "วิริยาธิกะ"
วิริยาธิกะนี่ต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๑๖ อสงไขยกำไรแสนกัป
นี่บำเพ็ญมาเกิน ๑๖ อสงไขยแล้ว "แสนกัป" อาจยังไม่ครบ จึงต้องเกิดอีก ๕ ชาติ



สมเด็จพระนางเจ้าฯ : พระเจ้าอยู่หัวก็ดี หม่อมฉันก็ดี ก็มีความเคารพในพระคุณ
พระราชวงศ์จักรีอยู่ตลอดเวลา ที่ท่านทรงสามารถจะทรงความเป็นเอกราชไว้ได้
ก็อยากจะทราบว่า ทั้งสององค์นี่จะทรงชาติกับศาสนาไว้ได้ไหม ?

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ : ก็ได้ ประเทศเราไม่มีเกณฑ์จะต้องตกเป็นเหยื่อคอมมิวนิสต์

สมเด็จพระนางเจ้าฯ : ฉันทั้งสององค์นี่ ทั้งพระเจ้าอยู่หัวด้วยและฉันด้วย
จะต้องตายเพราะการที่เขามุ่งจะร้ายไหม ?

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ : ก็เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี่เป็นนักรบฝีมือดีมาจากสุโขทัย
และมาเกิดคราวนี้ต้องการจะเกิดเพื่อจรรโลงให้คงอยู่ ให้ชาติมีความร่มเย็นเป็นสุข
แล้วเรื่องอะไรที่ต้องตายเพราะคมอาวุธล่ะ ถ้าจะเจ็บตายเอง เป็นเรื่องธรรมดา
และต้องตายด้วยเรื่องคมอาวุธ อันนี้ไม่มี...

-------------------------------------------------------------
อธิบายเรื่อง พุทธภูมิ และ วิริยาธิกะ ที่นี่ครับ
http://gigcomputer.net/board/index.php?topic=199.msg336#msg336
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 31, 2010, 10:40:31 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
   
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Cennet By Burak
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!