ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน:
 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
ผู้เขียน หัวข้อ: บทสวดมนต์ และ คาถา ต่างๆ  (อ่าน 19867 ครั้ง)
ตุลาคม 12, 2010, 11:07:04 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« เมื่อ: ตุลาคม 12, 2010, 11:07:04 pm »

คาถาเงินล้าน
พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

http://youtu.be/T-WzVQrvgtA

ให้ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย โดยมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นเบื้องต้น หลวงพ่อปาน และ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เป็นที่สุด

ตั้ง นะโม ๓ จบ

สัมปะจิตฉามิ
นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม 
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม
มิเตพาหุหะติ
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง
วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ
มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม*
สัมปะติจฉามิ
เพ็ง เพ็ง พา พา หา หา ฤา ฤา**


(บูชา ๙ จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)

* อ่านว่า สะ-หวา-โหม
** อ่านว่า รือ - รือ

สามารถสวดได้มากกว่า ๙ จบ โดยห้ามมีความโลภหวังร่ำรวย เพียงหวังให้มีเบี้ยไว้ต่อไส้เท่านั้น หากได้มามากก็ให้แบ่งส่วนไว้ทำบุญทำทานต่อไป จะให้ดีควรรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ด้วยจะดีมาก เพราะถ้าบูชาในขณะที่จิตยิ่งสะอาดจะยิ่งเห็นผลจ้า

ฟังเสียงสวดมนต์ ได้ที่นี่ครับ
http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=586
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 29, 2014, 08:56:53 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
ตุลาคม 19, 2010, 10:40:32 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2010, 10:40:32 am »

http://youtu.be/SHbHKvlfDII

ทำนองอินเดีย
http://youtu.be/u0wegNzbmVU




บทที่ ๑
 
พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ค๎รีเมขะลังอุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ


คำแปล
พญามารเนรมิตแขนตั้งพัน ถืออาวุธครบมือ
ขี่ช้าง ครีเมขละ พร้อมด้วยเสนามารโห่ร้องก้องกึก
พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ด้วยธรรมวิธี มีทานบารมี เป็นต้น
ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน



บทที่ ๒

มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ


คำแปล
อาฬวกยักษ์ผู้กระด้าง ปราศจากความอดทน ดุร้าย
สู้รบกับพระพุทธเจ้าอย่างทรหดยิ่งกว่ามารตลอดราตรี
พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ด้วยขันติวิธีที่ทรงฝึกฝนมาดี
ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน


บทที่ ๓

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ


คำแปล
พญาช้างชื่อ นาฬาคิรี ตกมัน
ดุร้ายยิ่งนัก ประดุจไฟป่า จักราวุธ และสายฟ้า
พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ด้วยวิธีรดด้วยน้ำคือเมตตา
ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน



บทที่ ๔
 
อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง
ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ


คำแปล
โจรองคุลิมาล ถือดาบเงื้อง่าวิ่งไล่ฆ่า
พระพุทธองค์สิ้นระยะทาง ๓ โยชน์
พระจอมมุนีทรงบันดาลอิทธิฤทธิ์ทางใจเอาชนะได้ราบคาบ
ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน



บทที่ ๕
 
กัตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ


คำแปล
นางจิญจมาณวิกา เอาไม้กลมๆ มาผูกท้อง ทำอาการประหนึ่งว่ามีครรภ์
ใส่ร้ายพระพุทธเจ้าท่ามกลางฝูงชน
พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ด้วยวิธีสงบระงับพระหฤทัยอันงดงาม
ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน



บทที่ ๖

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ


คำแปล
สัจจกนิครนถ์ผู้ถือตัวว่าฉลาด เป็นนักโต้วาทะชั้นยอด สละเสียซึ่งสัจจะ
ตั้งใจมาได้วาทะหักล้างพระพุทธองค์ เป็นคนมืดบอดยิ่งนัก
พระจอมมุนีผู้สว่างจ้าด้วยแสงปัญญาทรงเอาชนะได้
ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน



บทที่ ๗

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ


คำแปล
พญานาคชื่อนันโทปนันทะ ผู้มีความรู้ผิด มีฤทธิ์มาก
พระจอมมุนีทรงมีพุทธบัญชาให้พระโมคคัลลานะพุทธโอรส
ไปปราบด้วยวิธีแสดงฤทธิ์ที่เหนือกว่า
ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน



บทที่ ๘

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง
พ๎รัห๎มัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ



คำแปล
พรหมชื่อพกะ ถือตัวว่ามีความบริสุทธิ์ รุ่งเรืองและมีฤทธิ์
ยึดมั่นในความเห็นผิด ดุจมีมือถูกอสรพิษขบเอา
พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ด้วยญาณ
ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน



บทส่งท้าย
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา
โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิต๎วานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ
โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ ฯ


คำแปล
คนมีปัญญาสวดพุทธชัยมงคล
คาถาทั้ง ๘ นี้เป็นประจำ โดยไม่เกียจคร้าน
พึงขจัดอุปัทวันตรายทั้งหลายได้
บรรลุถึงซึ่งพระนิพพานอันเป็นสุข


หมายเหตุ: หากสวดให้ตนเอง (ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้นจงมีแก่ "ข้าพเจ้า") ให้เปลี่ยนจาก เต เป็น เม

ประวัติของบทสวดมนต์บทนี้
http://www.84000.org/pray/puttakun.shtml

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B8%87
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 23, 2014, 12:42:37 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
สิงหาคม 09, 2011, 05:15:56 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2011, 05:15:56 pm »

พักนี้เกิดภาวะข้าวยาก หมากแพง หากท่านใดมีทรัพย์ก็มักจะตกเป็นที่หมายตาของเหล่ามิจฉาชีพ
จึงใคร่ขอแนะนำบทสวดมนต์ที่ช่วยให้แคล้วคลาดจากโจรภัยดังนี้ครับ

ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ กิงกะระณัง ฆะเฏสิ อะหังปิตัง ชานามิ ชานามิ

แปลความหมายว่า "ทำอะไรกันนั่น ท่านทำอะไรอยู่ ทำอะไรใครก็รู้ เราเห็นอยู่ว่าทำอะไร"
 
คาถานี้ ใช้ภาวนาเวลาเดินทาง ช่วยคุ้มภัยได้ดี
เวลาจะนอนใช้เสกหมอนหนุนหัว จะไม่มีภัยมาถึงตัว
และช่วยคุ้มครองทรัพย์สมบัติ ได้ชงัดนักแล.

เรื่องราวความเป็นมาของคาถาบทนี้
ในอดีตกาลนานมาแล้ว  มีมาณพน้อยคนหนึ่ง  เดินทางไปศึกษาศิลปวิทยากับอาจารย์ทิศาปาโมกข์  แกเป็นคนหัวขี้เลื่อย  อาจารย์สอนให้ท่องอะไรก็ท่องไม่ได้ศิษย์คนอื่นเขามาเรียนไม่กี่ปีก็จบไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า  แต่ศิษย์คนนี้อยู่ตั้งเกือบปีแล้ว  ยังเรียนไม่จบ  อาจารย์สงสารจึงเรียกไปพบวันหนึ่ง  กล่าวว่า

“เธอมาอยู่กับฉันหลายปีแล้ว  เรียนไม่จบสักที  เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน  ฉันจะให้คาถาสำคัญบทหนึ่ง  ซึ่งจะช่วยให้เธอดำรงชีพได้โดยไม่ลำบาก”

ว่าแล้ว  อาจารย์ก็จดคาถาให้ว่า "ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ กิงกะระณัง ฆะเฏสิ อะหังปิตัง ชานามิ ชานามิ" กำชับว่าให้ท่องบ่นดังๆ  ทุกเวลาที่นึกขึ้นมาได้

เขาก้มกราบอาจารย์  แล้วเดินทางกลับบ้านเมืองของตน  กลับถึงบ้าน  พ่อแม่ก็จัดงานเลี้ยงฉลองอย่างใหญ่โตมโหฬาร  ต้อนรับลูกชายผู้เรียนสำเร็จกลับมา  คืนนั้นแขกเหรื่อที่มาในงานกินและดื่มกันเต็มคราบ  บ้างก็กลับบ้านตน  บ้างก็นอนสลบไหลอยู่ที่บ้านเจ้าภาพ

ตกดึก มีโจรสามสี่คนพยายามขึ้นบ้าน เพื่อจะไปขโมยของ เด็กหนุ่มหัวขี้เลื่อยนอนหลับไปพักใหญ่ตื่นขึ้นมาอีกทีเวลาตีสามตีสี่  นึกถึงคำสั่งของอาจารย์ได้จึงท่องคาถาที่อาจารย์ให้มาเสียงดังว่า "ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ กิงกะระณัง ฆะเฏสิ อะหังปิตัง ชานามิ ชานามิ" ขโมยซึ่งกำลังปีนกำแพงบ้านตกใจพากันโกยหนีไปโดยไม่คิดชีวิต

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของชายวัยกลางคนคนหนึ่งโดยตลอด
ชายผู้นี้เป็นพระราชาผู้ครองประเทศ  คืนนั้นได้ปลอมตัวไปตรวจดูสารทุกข์สุขดิบของชาวเมือง 
เมื่อมาถึงบ้านบัณฑิตหนุ่มสดๆ  ร้อนๆ  คนนี้  ก็พอดีเห็นเหตุการณ์นี้เข้า  รุ่งเช้าขึ้นมาจึงรับสั่งให้มหาดเล็กมาตามเด็กหนุ่มเข้าไปเฝ้า 
ขอให้เขาสอนคาถาให้พระองค์บ้าง

ชายหนุ่มก็ยินดีจดคาถาถวายพระราชาไป  กราบทูลว่า  ให้ท่องคาถานี้ทุกครั้งที่พระองค์ทรงนึกได้

บังเอิญระยะเวลาดังกล่าว  เสนาบดีกำลังคิดก่อการขบถ  ได้วางแผนให้ช่างกัลบก(ช่างตัดผม)  เฉือนพระศอพระราชา  ในวันที่พระองค์ทรงเครื่องใหญ่(ตัดผม)  ซึ่งเป็นวันนั้นพอดี

เมื่อถึงเวลาช่างกัลบกมาพบพระราชาตามเวลาดังเช่นเคย ขณะที่ช่างกัลบกกำลังลับมีดโกน เพื่อให้แน่ใจว่า  มีดคมพอที่จะเฉือนพระศอทีเดียวขาด

ขณะนั้นเองพระราชาทรงนึกถึงคาถาขึ้นมาได้ท่องเสียงดังว่า "ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ กิงกะระณัง ฆะเฏสิ อะหังปิตัง ชานามิ ชานามิ"

เท่านั้นแหละครับ  ช่างกัลบกทิ้งมีดโกนหมอบแทบยุคลบาทพระเจ้าแผ่นดินละล่ำละลักพระองค์ทรงไหวทันทรงกระทืบพระบาทสำทับ  เค้นเอาความลับจากเขาทั้งหมด  ทรงรับสั่งให้จับเสนาบดีเนรเทศออกจากพระนครในทันใด

นับว่าทรงกำจัดเสี้ยนหนามได้ทัน  เพราะคาถาบทนี้แท้ๆ

พระองค์รำลึกถึงบุญคุณของบัณฑิตหนุ่มที่ช่วยชีวิตพระองค์ไว้ได้  จึงทรงแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งเสนาบดีสืบแทนคนก่อน

โบราณาจารย์จึงนำเอาคาถาบทนั้นมาเป็นคาถากันขโมย  สอนกันว่า  ก่อนจะเข้าหรือออกจากบ้านไปไหน  ให้ว่าคาถานี้  แล้วเป่ารูกุญแจจะป้องกันขโมยขึ้นบ้านได้ชะงัดนักแล...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 11, 2011, 04:30:33 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
กรกฎาคม 07, 2012, 02:31:06 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2012, 02:31:06 pm »

กรณียเมตตสูตร
http://youtu.be/oLqpaEI0C7o

http://www.youtube.com/watch?v=ksywDHp6k7M

กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตังปะทัง อะภิสะเมจจะ
กิจอันใด อันพระอริยะเจ้าบรรลุบทอันกระทำแล้วกิจอันนั้นกุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์พึงกระทำ
สักโกอุชู จะ สุหุชู จะ
กุลบุตรนั้นพึงเป็นผู้อาจหาญ และซื่อตรงดี
สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี
เป็นผู้ว่าง่าย อ่อนโยนไม่มีอติมานะ
สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ
เป็นผู้สันโดษเลี้ยงง่าย
อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ
เป็นผู้มีธุรกิจน้อย ประพฤติเบากายจิต
สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ
มีอินทรีย์อันระงับแล้ว มีปัญญา
อัปปะคัพโภกุเลสุ อะนะนุคิทโธ
เป็นผู้ไม่คะนอง ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย
นะ จะขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
วิญญูชนติเตียนชนทั้งหลายอื่นด้วยกรรมอันใดไม่พึงประพฤติกรรมอันนั้นเลย
สุขิโน วาเขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีสุข มีความเกษม มีตนถึงความสุขเถิด
เย เกจิปาณะภูตัตถิ
สัตว์มีชีวิตทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่
ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา
ยังเป็นผู้สะดุ้ง (คือมีตัณหา ) หรือเป็นผู้มั่นคง ( ไม่มีตัณหา ) ทั้งหมดไม่เหลือ
ทีฆา วาเย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา
เหล่าใดยาวหรือใหญ่ หรือปานกลางหรือสั้นหรือผอมพี
ทิฏฐา วาเย จะ อะทิฏฐา
เหล่าใดที่เราเห็นแล้ว หรือมิได้เห็น
เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร
เหล่าใดอยู่ในที่ไกลหรือที่ไม่ไกล
ภูตา วาสัมภะเวสี วา
ที่เกิดแล้ว หรือแสวงหาภพก็ดี
สัพเพ สัตตาภะวันตุ สุขิตัตตา
ขอสัตว์ทั้งปวงเหล่านั้นจงเป็นผู้มีตนถึงความสุขเถิด
นะ ปะโรปะรัง นิกุพเพถะ
สัตว์อื่นอย่างพึงข่มเหงสัตว์อื่น
นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ
อย่าพึงดูหมิ่นอะไรๆ เขาในที่ไรๆ เลย
พยาโรสะนาปะฏิฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ
ไม่ควรปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน เพราะความกริ้วโกรธด้วยความคับแค้นใจ
มาตา ยะถานิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
มารดาถนอมลูกคนเดียว ผู้เกิดในตนด้วยยอมพร่าชีวิตได้ฉันใด
เอวัมปิสัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
พึงเจริญเมตตามีในใจ ไม่มีประมาณในสัตว์ฉันนั้น
เมตตัญจะสัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
บุคคลพึงเจริญเมตตา มีในใจไม่มีประมาณไปในโลกทั้งสิ้น
อุทธังอะโธ จะ ติริยัญจะ
ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องเฉียง
อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
เป็นธรรมอันไม่คับแคบไม่มีเวร ไม่มีศัตรู
ติฎฐัญจะรัง นิสินโน วา
ผู้เจริญเมตตาจิตนั้น ยืนอยู่ก็ดี เดินไปก็ดี นั่งแล้วก็ดี
สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ
นอนแล้วก็ดีเป็นผู้ปราศจากความง่วงนอนเพียงใด
เอตังสะติง อะธิฏเฐยยะ
ก็ตั้งสติอันนั้นไว้เพียงนั้น
พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวกิริยาอันนี้ว่า เป็นพรหมวิหารในพระศาสนานี้
ทิฏฐิญจะอะนุปะคัมมะ สีสะวา
บุคคลที่มีเมตตา ไม่เข้าถึงทิฏฐิ เป็นผู้มีศีล
ทัสสะเนนะ สัมปันโน
ถึงพร้อมแล้วด้วยทัศนะ (คือโสดาปัตติมรรค)
กาเมสุวิเนยยะ เคธัง
นำความหมกมุ่นในกามทั้งหลายออก
นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ
ย่อมไม่ถึงความนอน (เกิด) ในครรภ์อีก โดยแท้ทีเดียว

อ้างอิงจาก
http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=827


---------------------------------------------------------------------

บทย่อสำหรับท่องยามคับขัน ของ สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ถ่ายทอดโดย พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)

คาถาว่า

“เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง”

ถ้าเชื่อจำไป ขับรถ ผีช่วยเราหมด

ถ้าจะภาวนาเป็นหัวใจ ก็ภาวนาว่า “เมตตา คุณณัง อรหัง เมตตา”



ที่มา :
http://www.jarun.org/v3/R7027.htm
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 31, 2014, 10:09:21 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
สิงหาคม 15, 2012, 10:40:40 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2012, 10:40:40 am »

เราอาจเคยเห็นได้ยินความเชื่อเรื่อง "ท้าวเวสสุวรรณ" ว่ามีอิทธิฤทธิ์ในการขับไล่ภูตผีปีศาจทั้งหลาย หรืออาจเคยเห็นคุณย่าคุณยายนำรูป "ท้าวเวสสุวรรณ" มาแขวนไว้เหนือเปลเด็กอ่อน แถมบ้างก็ว่า ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเทพแห่งความร่ำรวย จนอดสงสัยไม่ได้ว่า จริง ๆ แล้ว "ท้าวเวสสุวรรณ" คือใคร วันนี้กระปุกจะพาเพื่อน ๆ ไปหาคำตอบกัน



         ท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัน) หรือในภาษาพราหมณ์เรียกว่า "ท้าวกุเวร" ถ้าในพระพุทธศาสนาจะเรียก "ท้าวไพสพ" เป็นอธิบดีแห่งอสูร หรือเจ้าแห่งภูตผีปีศาจทั้งหลาย โดย ท้าวเวสสุวรรณ เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ประทับทางทิศเหนือมีอสูร รากษส และภูตผีปีศาจเป็นบริวาร

         ว่ากันว่าอาณาเขตที่ ท้าวเวสสุวรรณ ปกครองนั้นใหญ่มหาศาลมาก และ ท้าวเวสสุวรรณ ยังเป็นหัวหน้าของท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 อันประกอบไปด้วย "พระอินทร์" (ท้าวธตรฐ) ปกครองโลกด้านทิศตะวันออก , "พระยม" (ท้าววิรุฬหก) ปกครองโลกด้านทิศใต้ และ "พระวรุณ" (ท้าววิรูปักษ์) ปกครองโลกด้านทิศตะวันตก

         และเพราะ ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเจ้าแห่งอสูร คนโบราณจึงมักทำรูป ท้าวเวสสุวรรณ แขวนไว้เหนือเปลเด็กอ่อน เพราะเชื่อว่าจะช่วยป้องกันภูตผีปีศาจไม่ให้มารบกวนเด็กเล็กได้ และนิยมทำผ้ายันต์รูป ท้าวเวสสุวรรณ รวมทั้งจำหลักรูป ท้าวเวสสุวรรณ ไว้ที่มีดหมอของสัปเหร่อ เพื่อกำราบวิญญาณ  และยังมีผู้พกพารูป ท้าวเวสสุวรรณ หรือทำเป็นเครื่องรางของขลัง ป้องกันภัยจากวิญญาณอีกด้วย

         ทั้งนี้ ส่วนใหญ่แล้วเรามักเห็นภาพ ท้าวเวสสุวรรณ ในรูปลักษณ์ของยักษ์ ยืนถือกระบองยาว หรือไม้เท้าขนาดใหญ่อยู่ระหว่างขา เหมือนมีขาสามขา เนื่องจากท้าวกุเวรมีรูปร่างพิการ จึงเป็นเหตุให้พระพรหมตั้งชื่อให้ว่า "ท้าวกุเวร" แต่ในวรรณคดีหลายฉบับ

         รวมทั้งตำราโบราณ ได้กล่าวตรงกันว่า อันที่จริงแล้ว ท้าวเวสสุวรรณ เป็นยักษ์ที่มีผิวกายและพัสตราภรณ์สีเหลืองทอง จิตใจดีงาม และอุทิศตนถวายพิทักษ์รักษาพุทธสถาน และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้น หากใครที่เดินทางไปยังวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ที่จังหวัดพิษณุโลก ก็อาจจะได้พบรูปหล่อปิดทองด้านซ้ายของฐานองค์พระพุทธชินราช ทำเป็นรูป ท้าวเวสสุวรรณ เพื่อปกปักคุ้มครองพระพุทธศาสนา ไม่ให้หมู่มารมารังควาน รวมทั้งปกป้องคุ้มครองแก่ผู้นั่งสมาธิปฏิบัติพระกรรมฐาน

         ดังนั้น เราอาจจะเคยเห็นว่า วัดวาอารามต่าง ๆ หรือด้านหน้าถ้ำ จะมีรูปปั้้นยักษ์ 1 หรือ 2 ตน ยืนถือกระบองค้ำพื้นเฝ้าหน้าประตูโบสถ์ หรือวิหารที่เก็บของมีค่า โบราณวัตถุของทางวัดอยู่ ซึ่งหากยักษ์ที่ยืนปกปักรักษาอยู่มีตนเดียว นั่นก็คือ ท้าวเวสสุวรรณ นั่นเอง แต่ถ้าหากมี 2 ตน ก็คือบริวารของ ท้าวเวสสุวรรณ ที่จะมาคอยปกปักรักษาบริเวณวัด

         และนอกจาก ท้าวเวสสุวรรณ จะมีหน้าที่ปกปักรักษาพระพุทธศาสนาแล้ว ท้าวเวสสุวรรณ ยังมีหน้าที่จดความดีของคนทางทิศเหนือไปจารึก และประกาศให้เทพยดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้รับรู้อีกด้วย



       ตำนานความเชื่อของ ท้าวเวสสุวรรณ

         ตามตำนานทางพระพุทธศาสนา เชื่อกันว่า ในอดีตชาติ ท้าวเวสสุวรรณ เคยเป็นพราหมณ์ เปิดโรงงานค้าขายหีบอ้อยจนร่ำรวย ด้วยความใจบุญจึงได้นำเงินทองไปบริจาคให้ผู้ยากไร้ และด้วยกุศลผลบุญที่ ท้าวเวสสุวรรณ บำเพ็ญมานับหลายพันปี พระพรหม และ พระอิศวร จึงให้พรแก่ ท้าวเวสสุวรรณ ให้เป็นอมตะ และเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั่วปฐพี เป็นเทพแห่งความร่ำรวย ดังนั้นผู้คนจึงนิยมจำหลักรูป ท้าวเวสสุวรรณ ไว้เคารพบูชาเพื่อความมั่งคั่งอีกหนึ่งประการ ตรงตามความหมายของชื่อ "ท้าวเวสสุวรรณ" คือ คำว่า "เวส" แปลว่า พ่อค้า  จึงหมายถึงพ่อค้าอันมีทรัพย์ ได้แก่ ทองคำ

         นอกจากนี้อีกหนึ่งตำนานในพระพุทธศาสนา เชื่อกันว่า ในชาติหนึ่ง ท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งเดิมชื่อ กุเวรพราหมณ์ ได้ทำบุญกุศลมาก จนชาติต่อมา ได้เป็นกษัตริย์ครองกรุงราชคฤห์ พระนามว่า พระเจ้าพิมพิสาร และทรงเป็นพระสหายกับเจ้าชายสิทธัตถะ ต่อมาเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จมาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร จนบรรลุเป็นโสดาบัน และได้ถวายพระเวฬุวันมหาวิหาร ให้พระพุทธเจ้าได้เข้าประทับ จึงเป็นอานิสงส์ให้ได้วิมานอันสวยงาม และการที่พระเจ้าพิมพิสารถวายทานบ่อย ๆ จึงเป็นปัจจัยให้มีทิพยสมบัติมากมาย เมื่อได้เป็นเทวดาก็ทรงมีอำนาจมาก

         ขณะที่ตามตำนานของพรามหณ์ เชื่อกันว่า ท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร หรือ กุเปรัน เป็นพี่ชายต่างมารดาของทศกัณฐ์ แต่ไปนับถือท้าวมหาพรหมผู้เป็นเทวดา เพราะปรารถนาจะบำเพ็ญบารมี ทำให้ผิดใจกับพ่อซึ่งอยู่ในตระกูลยักษ์ โดยท้าวมหาพรหมทรงโปรดปรานท้าวกุเวร จึงประทานบุษบกให้ เพื่อให้ล่องลอยไปไหนมาได้ตามใจปรารถนา ก่อนที่ทศกัณฐ์จะไปแย่งบุษบกของท้าวกุเวรที่พระมหาพรหมประทานให้ไป และยึดกรุงลงกาที่ท้าวกุเวรปกครองอยู่มาได้สำเร็จ ท้าวมหาพรหมจึงสร้างนคร "อลกา" ให้ท้าวกุเวรใหม่

คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร (บูชาประจำวัน)

ตั้ง นะโม 3 จบ

อิติปิโสภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ

มรณังสุขัง อะหังสุคะโต นะโมพุทธายะ

ท้าวเวสสุวรรณโณ จตุมหาราชิกา ยักขะพันตา ภัทภูริโต

เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโมพุทธายะ






อ้างอิงจาก

http://horoscope.kapook.com/view15559.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 12, 2012, 03:43:44 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
พฤศจิกายน 15, 2012, 11:40:52 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2012, 11:40:52 pm »

http://www.youtube.com/watch?v=IvHCPBb8EvA

โพชฌังโค สะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา
โพชฌงค์ ๗ ประการ คือสติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์

วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ โพชฌังคา จะตะถาปะเร
วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์

สะมาธุเปกขะโพชฌังคา 
สมาธิสัมโพชฌงค์และอุเบกขาสัมโพชฌงค์

สัตเตเต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา
๗ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว

ภาวิตา พะหุลีกะตา
อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว

สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะโพธิยา
ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้และเพื่อนิพพาน

เอเตนะสัจจะวัชเชนะ
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ

เอกัสมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะกัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา
ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้าทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะ และพระมหากัสสปะเป็นไข้ได้รับความลำบาก

โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ
จึงทรงแสดงโพชฌงค์ ๗ประการ ให้ท่านทั้งสองฟัง

เต จะ ตัง อะภินันทิตวา
ท่านทั้งสองนั้นชื่นชมยินดียิ่ง ซึ่งโพชฌงคธรรม

โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ 
ก็หายโรคได้ในบัดดล

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ 
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ

เอกะทา ธัมมะราชาปิเคลัญเญนาภิปีลิโต
ในครั้งหนึ่ง องค์พระธรรมราชาเอง(พระพุทธเจ้า)ทรงประชวรเป็นไข้หนัก

จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตวานะสาทะรัง
รับสั่งให้พระจุนทะเถระกล่าวโพชฌงค์นั้นนั่นแลถวายโดยเคารพ

สัมโมทิต์วา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิฐานะโส
ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัยหายจากพระประชวรนั้นได้โดยพลัน

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ 
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ

ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิมะเหสินัง
ก็อาพาธทั้งหลายนั้น ของพระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง ๓ องค์นั้นหายแล้วไม่กลับเป็นอีก

มัคคาหะตะกิเลสาวะปัตตานุปปัตติธัมมะตัง
ดุจดังกิเลส ถูกอริยมรรคกำจัดเสียแล้วถึงซึ่งความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
  ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 12, 2012, 03:47:59 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
ธันวาคม 10, 2012, 11:30:31 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 11:30:31 am »

 ยโตหํ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สญฺจิจฺจ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปตา เตน สจฺเจน โสตฺถิ เต โหตุ โสตฺถิ คพฺภสฺส

( ยะโตหัง พะคินิ  อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาพิชานามิ สันจิดจะ ปานัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัดเจนะ โสดถิ เต โหตุ โสดถิ คับพัดสะ )



http://youtu.be/h_hEJS-zIM4

อังคุลิมาลปริตรบรรยาย

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

นิตยสารธรรมจักษุ ปีที่ ๘๒ ฉบับที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑

จะเล่าตำนานที่ ๗ ประกอบด้วยอังคลิมาลปริตร และโพชฌังคปริตร ๒ พระปริตร และอันที่จริงก็ ๒ ตำนาน แต่ว่าเพราะบทสวดเป็นบทสวดสั้นไม่ยาว จึงใช้สวดรวมกันคือต่อกันไป และก็นับเป็นตำนานเดียว เพื่อให้ตัวเลขเป็นเลข ๗ หรือ ๗ ตำนาน สำหรับอังคุลิมาลปริตร คือพระปริตรชื่อว่าอังคุลิมาล หรือ องคุลิมาล ได้มาจากอังคุลิมาลสูตร พระสูตรเกี่ยวแก่เรื่องพระองคุลิมาล อันมีมาในพระสุตตันตปิฎกในพระไตรปิฎกมัชฌิมนิกาย คือเป็นพระสูตรขนาดปานกลาง มีความว่า

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในอารามของอนาถปิณฑิกคหบดี อันชื่อว่าเชตวัน ในกรุงสาวัตถี สมัยนั้นได้มีโจรชื่อว่าองคุลิมาล ในแว่นแคว้นโกศลของพระเจ้าโกศล เป็นโจรที่ดุร้าย มือเปื้อนเลือดฆ่าฟันประหัตประหารมนุษย์ทั้งหลาย โดยที่ไม่มีความเอ็นดูในหมูมนุษย์ทั้งหลาย เป็นเหตุให้ชาวบ้าน ชาวอำเภอ ชาวชนบทต้องพากันอพยพทิ้งถิ่นที่อยู่ ไปอาศัยอยู่ในที่อื่น องคุลิมาลโจรนั้นฆ่ามนุษย์ทั้งหลาย แล้วก็ตัดเอานิ้วมาร้อยเป็นพวง เรียกว่าพวงแห่งนิ้วมือ สวมคอ จึงเรียกว่าองคุลิมาล ผู้แปลว่ามีพวงของนิ้วมือ ยังไม่มีใครปราบได้

สมัยนั้น วันหนึ่งพระผู้มีพระภาคทรงเข้าไปบิณฑบาตในเวลาเช้า กลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัต คือเสวยเสร็จแล้ว ก็ทรงเก็บเสนาสนะ เก็บบาตรจีวร เสด็จเดินทางออกไปพระองค์เดียว ยังถิ่นที่องคุลิมาลอาศัยอยู่ พวกคนเลี้ยงโค คนเลี้ยงปศุสัตว์ ชาวนาและคนที่ทำงานในทางที่เสด็จผ่านไป ได้เห็นพระองค์เสด็จผ่านไปสู่ทิศทางขององคุลิมาล ก็ได้กราบทูลห้าม ขอมิให้เสด็จไปในทางนั้น เพราะองคุลิมาลนั้นจะฆ่ามนุษย์ทั้งหลายไม่เลือก ตัดเอานิ้วมาร้อยเป็นพวงมาลาดังกล่าว แม้ว่าจะชักชวนกันเดินทางไปสัก ๑๐ คน ๒๐ คน ๓๐ คน ก็ยังต้องตกอยู่ในเงื้อมมือขององคุลิมาลโจร พระผู้มีพระภาคก็ทรงนิ่งแล้วก็เสด็จต่อไป ผู้คนทั้งหลายก็ได้กล่าวห้ามพระองค์อีกเป็นครั้งที่สอง ทรงนิ่งแล้วก็เสด็จต่อไปอีก เป็นครั้งที่สาม พระองค์นิ่งแล้วก็เสด็จต่อไป

ครั้นเสด็จเข้าไปถึงถิ่นองคุลิมาลโจร องคุลิมาลโจรได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกล จึงคิดว่า อัศจรรย์หนอที่สมณะนี้เดินมาผู้เดียวไม่มีเพื่อน ชะรอยว่าจะมาข่มเรากระมัง คนทั้งหลายแม้ตั้งหลาย ๆ สิบคนชวนกันเดินทางมาทางนี้ ก็ยังตกอยู่ในเงื้อมมือของเรา ไฉนเราจะต้องปลงชีวิตของสมณะนี้ องคุลิมาลโจรจึงได้ผูกสอดธนูศรถือเอาแผ่นหนังติดตามไปเบื้องหลังพระผู้มีพระภาคเจ้า ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้เสด็จดำเนินไปตามปกติ

ส่วนองคุลิมาลโจรนั้นได้รีบเร่งไปด้วยกำลังทั้งสิ้น คือว่าวิ่งกวดเพื่อที่จะให้ทันพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ก็ไม่อาจที่จะทันได้ องคุลิมาลโจรจึงคิดว่า น่าอัศจรรย์ที่เมื่อก่อนนี้ เราติดตามช้างบ้าง ม้าบ้าง รถบ้างที่วิ่งไป เราติดตามแม้เนื้อบ้าง ที่วิ่งไป เราก็ยังวิ่งตามทัน จับช้าง จับม้า จับเนื้อ จับรถเหล่านั้นได้ แต่ว่าสมณะนี้ก็เดินไปโดยปกติ เราตามไปด้วยกำลังทั้งสิ้น คือวิ่งกวดจี๋ไปด้วยกำลังทั้งหมดก็ไม่อาจที่จะทันได้ จึงได้กล่าวกับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า หยุดสมณะ หยุดสมณะ

พระองค์ก็ตรัสตอบว่า เราหยุดแล้วองคุลิมาล ท่านจงหยุด

ฝ่ายองคุลิมาลโจร เมื่อได้ฟังพระพุทธดำรัสนั้น จึงคิดว่า สมณะศากยบุตรเหล่านี้เป็นผู้มีสัจวาจา มีสัจปฏิญญาณ แต่ว่าสมณะนี้กำลังเดินไปอยู่กลับกล่าวว่า เราหยุดแล้วองคุลิมาล แต่ว่าท่านจงหยุด เราจะต้องถามสมณะนี้ องคุลิมาลโจรจึงได้ถามขึ้นว่า ท่านเดินไปอยู่ กล่าวว่าเราหยุดแล้ว และกล่าวแก่เราซึ่งยังไม่หยุด ให้หยุด เราขอถามเนื้อความนี้กับท่าน ท่านหยุดแล้วอย่างไร เราไม่หยุดแล้วอย่างไร

พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสตอบว่า ดูก่อนองคุลิมาล เราหยุดแล้วในกาลทุกเมื่อ คือเราวางอาชญาท่อนไม้ ศาสตราวุธ ในสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ส่วนท่านยังไม่สำรวมแล้วในสัตว์ทั้งหลาย คือยังฆ่าสัตว์ ยังทำร้ายทำอันตรายหมู่สัตว์ หมู่มนุษย์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้หยุดแล้วแต่ว่าท่านยังไม่หยุด

องคุลิมาลโจรได้กล่าวว่า ท่านสมณะ ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ต้องการจะเกื้อกูลแก่เราตลอดกาลนานจึงได้มาปรากฏในป่าใหญ่ เรานั้นจะละบาป ประพฤติเพราะได้ฟังถ้อยคำของท่านอันประกอบด้วยธรรม องคุลิมาลโจรจึงได้ทิ้งแผ่นหนังอาวุธลงในเหว และก็ได้เข้าไปกราบพระบาทพระสุคตพุทธเจ้าได้กราบทูลขอบรรพชากับพระองค์ในที่นั้นนั่นแหละ

พระพุทธเจ้าผู้ทรงประกอบด้วยพระกรุณา ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงเป็นพระศาสดาของโลกพร้อมทั้งเทวโลกได้ตรัสในกาลนั้นแก่องคุลิมาลว่า เอหิภิกขุ เธอจงเป็นภิกขุมาเถิด

องคุลิมาลโจรนั้นจึงได้เป็นภิกขุภาวะขึ้น ทรงภิกขุภาวะขึ้น คือเป็นภิกษุขึ้นแล้วด้วยพระวาจานั้น ในขณะนั้นทีเดียว พระผู้มีพระภาคได้ทรงมีท่านพระองคุลิมาลซึ่งได้มาเป็นภิกษุแล้ว เป็นปัจฉาสมณะ คือเป็นผู้ตามหลัง เสด็จกลับไปสู่กรุงสาวัตถี

ในครั้งนั้นหมู่แห่งมหาชนได้พากันมาประชุมที่บริเวณทวารพระราชวังของพระเจ้าปเสนทิโกศล พากันส่งเสียงร้องอื้ออึงกราบทูลว่า โจรชื่อองคุลิมาลได้บังเกิดขึ้นในแว่นแคว้นของพระองค์ เป็นโจรที่ดุร้ายฆ่าฟันมนุษย์ปราศจากความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย คนทั้งหลายต้องพากันทิ้งบ้านทิ้งนิคมชนบท ไปอยู่ในที่อันปลอดภัย องคุลิมาลโจรนั้นฆ่ามนุษย์แล้วก็ตัดนิ้วมาร้อยเป็นพวง ขอพระองค์จงทรงกำจัดองคุลิมาลนั้น

ฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ได้เสด็จออกจากกรุงสาวัตถีพร้อมด้วยพลม้าประมาณ ๕๐๐ แต่เวลายังวัน จึงได้เสด็จไปสู่พระอารามคือพระเชตวันอันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า ได้เสด็จลงจากพระราชยานเสด็จด้วยพระบาทไปสู่ที่ประทับของพระพุทธเจ้า

พระบรมศาสดาพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า พระเจ้ากรุงมคธทรงทำให้พระองค์ขัดเคืองพระทัยหรือ เจ้าลิจฉวลี เมืองเวสาลีทั้งหลาย หรือว่าพระราชาที่เป็นปฏิปักษ์องค์อื่นได้ทำให้พระองค์ทรงขัดเคืองจึงได้เสด็จยกพลม้าไปจำนวนมากดั่งนี้

พระเจ้าปเสนทิโกศลก็กราบทูลให้ทรงทราบว่า พระราชาจอมทัพแห่งมคธคือพระเจ้าพิมพิสารเป็นต้น หาได้ทำให้ทรงขุ่นเคืองพระทัยไม่ แต่ว่าได้มีโจรบังเกิดขึ้นในแว่นแคว้น ชื่อว่าองคุลิมาล ประชาชนก็พากันมาร้องขอให้พระองค์เสด็จไปทรงปราบปราม พระองค์จึงได้ทรงยกพลม้าจำนวนมากเสด็จออกไป

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าหากว่าพระองค์พึงทอดพระเนตรเห็นองคุลิมาลปลงผมหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิตผู้ไม่มีเรือนจากเรือน เว้นขาดแล้วจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน จากมุสาวาท ฉันภัตตาหารหนเดียว เป็นพรหมจารี เป็นผู้มีศีล เป็นผู้มีกัลยาณธรรมคือธรรมอันงาม พระองค์จะพึงทำอย่างไร

พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ตรัสว่า ข้าพเจ้าก็จะพึงอภิวาท พึงต้อนรับ พึงเชื้อเชิญนิมนต์ พึงบำรุงด้วยปัจจัยทั้งหลาย และพึงจัดแจงอารักขาคุ้มครองอันประกอบด้วยธรรม แต่ว่าความสำรวมด้วยศีลเห็นปานนั้นจะมีแก่คนทุศีลมีบาปเช่นนั้นได้จากไหน

ในขณะนั้นท่านพระองคุลิมาลได้นั่งอยู่ที่ไม่ไกลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงยกพระพาหาเบื้องขวาตรัสชี้ไปว่า ดูก่อนมหาบพิตรนั่นแหละองคุลิมาล

ความกลัวความหวาดเสียว ความขนพองได้บังเกิดแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลในขณะนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสว่าขอพระองค์อย่าได้ทรงกลัว ไม่มีภัยจากบุคคลผู้นี้แล้ว ในขณะนั้นความกลัวของพระเจ้าปเสนทิโกศลจึงได้สงบไป

พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงได้เสด็จไปยังพระองคุลิมาลตรัสถามว่า พระผู้เป็นเจ้าคือองคุลิมาลหรือ

ท่านก็ทูลว่า ขอถวายพระพร

จึงตรัสถามว่า ท่านบิดาของท่านมารดาของท่านมีโคตรว่าอย่างไร

ท่านก็ทูลว่าบิดาชื่อคัคคะ มารดาชื่อมันตานี

พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงตรัสว่า พระผู้เป็นเจ้าคัคคะมันตานีบุตรจงอภิรมย์เบาใจเถิด พระองค์จะทรงเป็นโยมอุปัฏฐากถวายปัจจัยทั้งหลาย

ในสมัยนั้นท่านพระองคุลิมาลได้ปฏิบัติในธุดงควัตรคืออยู่ป่า เที่ยวบิณฑบาต ทรงผ้าบังสุกุลและถือจีวร ๓ ผืน จึงได้ทูลว่า ไตรจีวรของท่านบริบูรณ์แล้ว

พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงได้อภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็ได้ตรัสว่า เป็นอัศจรรย์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงฝึกบุคคลที่มิได้ฝึกแล้ว ได้ทรงทำให้สงบซึ่งบุคคลที่ยังไม่สงบ ได้ทรงทำให้ดับกิเลสแก่บุคคลที่ยังมีกิเลสไม่ดับหรือยังมิได้ดับกิเลส แต่ว่าข้าพเจ้านั้นไม่อาจแม้เพื่อจะฝึกด้วยท่อนไม้หรืออาชญาบ้าง ด้วยศาสตราบ้าง ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงฝึกแล้วโดยมิต้องใช้ท่อนไม้ มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศาสตราวุธ แล้วก็ได้ทราบทูลลาพระพุทธเจ้าเสด็จกลับออกไป

ในสมัยนั้นพระองคุลิมาลได้เที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งมีครรภ์แก่เดินไปอยู่ จึงคิดว่าสัตว์ทั้งหลายเศร้าหมองหนอ สัตว์ทั้งหลายเศร้าหมองหนอ ครั้นท่านกลับจากบิณฑบาตในเวลาภายหลังภัตแล้ว จึงได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสว่า ดูก่อนองคุลิมาล เธอจงเข้าไปส่งที่ ๆ หญิงนั้นอยู่ ดังกล่าวอย่างนี้แก่หญิงนั้นว่า ยโตหํ ภคินิ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ เป็นต้น ที่แปลความว่า ดูก่อนน้องหญิง เราเกิดแล้ว จำเดิมแต่เราเกิดแล้วเราย่อมไม่รู้จงใจปลงชีวิตสัตว์ ด้วยสัจจะนั้น ความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์คือแก่สัตว์ผู้เกิดในครรภ์

ท่านพระองคุลิมาลจึงกราบทูลว่า ถ้าข้าพระองค์จะกล่าวอย่างนั้นว่าจำเดิมแต่ข้าพระองค์เกิดแล้ว ไม่รู้จงใจปลงชีวิตสัตว์มีชีวิต ก็จะเป็นการกล่าวเท็จทั้งรู้ เพราะว่าข้าพระองค์ได้จงใจปลงชีวิตสัตว์ทั้งหลายเป็นอันมาก

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นก็จงกล่าวอย่างนี้ว่า ยโตหํ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต ดูก่อนน้องหญิง จำเดิมแต่เราเกิดแล้วในอริยชาติหรือโดยอริยชาติ เราไม่รู้จงใจปลงชีวิตสัตว์ ด้วยสัจจะนั้น ความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ความสวัสดีคงมีแก่ครรภ์คือแก่สัตว์ผู้เกิดในครรภ์

ท่านพระองคุลิมาลได้กราบทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้าดั่งนี้ และก็ได้เข้าไปสู่ยังที่ ๆ หญิงนั้นอยู่ และก็ได้กล่าวพระพุทธพจน์ที่ทรงสอนให้กล่าวนั้นว่า ยโตหํ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สญฺจิจฺจ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปตา เตน สจฺเจน โสตฺถิ เต โหตุ โสตฺถิ คพฺภสฺส ดูก่อนน้องหญิงจำเดิมแต่เราเกิดแล้วโดยอริยชาติ เราไม่รู้จงใจปลงชีวิตสัตว์ ด้วยสัจจะนี้ความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์คือสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ครั้งนั้นความสวัสดีก็ได้มีแล้วแก่หญิงนั้น ความสวัสดีก็ได้มีแล้วแก่ครรภ์คือสัตว์ผู้เกิดในครรภ์

ท่านพระองคุลิมาก็ได้เป็นผู้หลีกออกไปอยู่ผู้เดียว มีความไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส ส่งตนไปด้วยความปฏิบัติเพื่อสิ้นกิเลสอยู่ในอิริยาบถทั้ง๔ ก็ได้บรรลุถึงที่สุดพรหมจรรย์ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกบวชจากเรือนเป็นผู้ไม่มีเรือนพึงเข้าถึง โดยกระทำให้แจ้ง ก็ได้รู้ว่าชาติพ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่พึงกระทำได้กระทำแล้ว ไม่มีกิจอื่นที่จะพึงกระทำเพื่อความเป็นดั่งนี้อีก

ท่านพระองคุลิมาลได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งแล้ว แต่ท่านพระองคุลิมาลท่านยังต้องรับผลของกรรมที่ท่านได้กระทำไว้ เพราะการที่ได้ฆ่ามนุษย์เป็นอันมาก คือเมื่อท่านออกบิณฑบาตในเวลาเช้าในกรุงสาวัตถี ก้อนดินท่อนไม้ ก้อนหิน ที่ใครคนใดคนหนึ่งขว้างปาก็ไปตกที่กายของท่าน ทำให้ท่านศีรษะแตกเลือดไหล บาตรแตก ผ้าสังฆาฏิจีวรขาดเป็นริ้วรอย ท่านจึงได้เข้าเฝ้ากราบทูลพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า เธอจงอดกลั้น เพราะว่าเธอได้ทำบาปที่จะส่งผลให้ไปหมกไหม้ในนิรยะนรก นานปีมากปีนักหนา แต่ว่าเธอเป็นผู้ที่สิ้นชาติคือไม่เกิดอีกแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่มีชาติคือความเกิดแม้ในนิรยะคือนรกอีกต่อไปเพราะฉะนั้นจะต้องรับกรรมคือผลกรรมที่เธอได้กระทำไว้ในอัตภาพนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นก็ต้องอดทน

ท่านพระองคุลิมาลท่านได้หลีกเร้นอยู่ในที่ลับ เสวยวิมุตติสุข คือความสุขที่เกิดจากวิมุตติ คือความหลุดพ้น จึงได้เปล่งอุทานนี้ขึ้นในเวลานั้น แปลความว่า

บุคคลใดเคยประมาทมาก่อน บุคคลนั้นกลับไม่ประมาทในภายหลัง บุคคลนั้นย่อมส่องโลกนี้ให้สว่าง เหมือนดวงจันทร์ที่พ้นแล้วจากหมอกเมฆ

บุคคลใดทำกรรมที่เป็นบาปไว้ แต่ว่าละเสียได้ด้วยกุศล บุคคลนั้นย่อมส่องโลกนี้ให้สว่างเหมือนดวงจันทร์ที่พ้นแล้วจากหมอกเมฆ

ภิกษุใดแลยังเป็นหนุ่ม ย่อมประกอบปฏิบัติในพุทธศาสนา ภิกษุนั้นย่อมส่องโลกนี้ให้สว่าง เหมือนดวงจันทร์ที่พ้นแล้วจากหมอกเมฆ

ขอให้บรรดาหัวโจกศัตรูทั้งหลายจงฟังถ้อยคำที่ประกอบด้วยธรรมของข้าพเจ้า

ขอให้หัวโจกศัตรูทั้งหลายของข้าพเจ้าจงพากันประกอบปฏิบัติในพุทธศาสนา

ขอให้หัวโจกศัตรูทั้งหลายของข้าพเจ้าเหล่านั้นที่เป็นมนุษย์ด้วยกันจงคบหาบุคคลทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้สงบระงับที่จะกล่าวสั่งสอนให้ถือเอาธรรม คือสิ่งที่ถูกต้อง การปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น

ขอให้หัวโจกศัตรูทั้งหลายจงฟังธรรมซึ่งแสดงขันติคือความอดทน มาเป็นเครื่องทำให้ผ่องแผ้ว ซึ่งแสดงสรรเสริญความปฏิบัติการกระทำที่ไม่ผิด โดยกาลคือโดยเวลาอันสมควร และจงพากันประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น

ขอให้บุคคลนั้น ๆ ไม่พึงเบียดเบียนข้าพเจ้าหรือใคร ๆ อื่นนั้นโดยแท้ จงบรรลุถึงสันติ คือความสงบเป็นอย่างยิ่ง คือรักษาบรรดาสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์บุคคลทั้งหลาย ทั้งที่เคลื่อนที่ได้ ทั้งที่อยู่กับที่เคลื่อนที่ไม่ได้

บุคคลทั้งหลายผู้มีหน้าที่ไขน้ำก็ย่อมไขน้ำเข้ามา คนทั้งหลายที่เป็นช่างศรก็ย่อมดัดลูกศร คนทั้งหลายที่เป็นช่างไม้ก็ย่อมถากไม้ คนทั้งหลายที่เป็นบัณฑิตย่อมฝึกตน

บุคคลบางจำพวกย่อมฝึกทรมานด้วยขอบ้าง ด้วยแส้บ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง แต่ว่าข้าพเจ้าย่อมเป็นผู้ฝึกมิใช่ด้วยท่อนไม้ มิใช่ด้วยศาสตรา แต่ว่าด้วยพระพุทธพระธรรมที่คงที่

ข้าพเจ้ามีนามว่าอหิงสกะที่แปลว่าผู้ไม่เบียดเบียนใครมาก่อน แต่ว่าก็หาได้ปฏิบัติตามที่ชื่อนั้นไม่ คือยังเบียดเบียนเขาด้วยการฆ่ามนุษย์ทั้งหลายมาก่อนแต่ว่าบัดนี้ข้าพเจ้าได้เป็นผู้สมชื่อจริงตามชื่อ ข้าพเจ้าไม่เบียดเบียนใครทั้งนั้น

ข้าพเจ้าได้เป็นโจรมาก่อน ปรากฏชื่อว่าองคุลิมาล เป็นผู้ที่ถูกห้วงกิเลสใหญ่พัดไปแล้ว แต่ว่าบัดนี้ได้มาถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะคือที่พึ่ง ข้าพเจ้าได้เคยเป็นผู้มีมือเปื้อนเลือด ปรากฏเป็นชื่อองคุลิมาล มาก่อนแต่ว่าบัดนี้ได้มาถึงสรณะ เป็นผู้ถอนตัณหาเป็นเครื่องนำไปสู่ภพชาติได้แล้ว

ข้าพเจ้าได้เคยกระทำกรรมเช่นนั้นมันจะนำไปสู่ทุคติไว้มากมาย ก็ต้องเป็นผู้อันวิบากคือผลของกรรมมาถูกต้องเข้าแล้วข้าพเจ้าเป็นผู้บริโภคไม่มีหนี้ ข้าพเจ้าเป็นผู้บริโภคโภชนะไม่มีหนี้ คนทั้งหลายผู้เป็นคนพาลมีปัญญาทราม ย่อมตามประกอบซึ่งความประมาท แต่บุคคลซึ่งมีปัญญาย่อมรักษาความไม่ประมาท เหมือนดังที่รักษาทรัพย์อันประเสริฐ ท่านทั้งหลายจงพากันอย่าตามประกอบซึ่งความประมาท อย่าตามประกอบซึ่งความยินดีชื่นชมในกาม เพราะว่าบุคคลผู้ไม่ประมาทเพ่งพินิจอยู่ ย่อมบรรลุถึงความสุขอันไพบูลย์

ให้เป็นผู้ที่มาดีแล้ว อย่าเป็นผู้ที่มาไปไร้ประโยชน์ อย่าให้มีความคิดผิดปฏิบัติผิดในธรรมทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกไว้ดีแล้ว ก็ได้บรรลุธรรมเข้าถึงธรรมที่ประเสริฐสุดแล้ว

ให้มาดีแล้ว อย่ามาหรือไปโดยอาการที่เปล่าปราศจากประโยชน์เลย ให้มีความคิดเห็นถูกต้อง ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้มีความเห็นถูกต้องมาดี ไม่ปราศจากประโยชน์ ไม่มีความเห็นผิด บรรลุวิชชา ๓ แล้วได้ปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาแล้วดั่งนี้

ก็จบพระอังคุลิมาลสูตรเพียงเท่านั้นและในพระสูตรนี้ก็มีเกล็ดธรรมและเรื่องที่ควรจะแสดงกล่าวคือ ที่ท่านได้เปล่งอุทานขึ้นดังที่ได้แปลมาแล้วนั้น ท่านเปล่งขึ้นจากจิตใจที่มีความสำนึก ในข้อที่ท่านได้นั่งเสวยวิมุตติสุข คือความสุขอันเกิดจากวิมุตติ คือความหลุดพ้น โดยที่ท่านได้มองเห็นผลที่เปรียบเทียบกัน ว่าในระหว่างที่ท่านได้เป็นโจรดุร้าย ฆ่ามนุษย์ มีเลือดเปื้อนมืออยู่นั้น ชื่อว่าอยู่ในสมัยที่มีความประมาท ประกอบกรรมที่เป็นบาปอกุศลอย่างเต็มที่ เหมือนอย่างดวงจันทร์ที่อยู่ในหมอกเมฆมืดมิดไม่ปรากฏความสว่าง จิตใจก็ถูกห้วงกิเลสพัดไป คือมุ่งที่จะฆ่าเขาเท่านั้น เพื่อที่จะตัดเอานิ้วมือมาร้อยเป็นพวงรวมเอาไว้

แต่ว่าบัดนี้ท่านได้เข้ามาบวชแล้ว เป็นผู้ที่เว้นขาดจากบาปกรรมทั้งหมด ชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่ประมาท จึงเหมือนอย่างดวงจันทร์ที่พ้นจากหมอกเมฆแล้ว ส่องสว่างแล้ว และได้มีความสุขอันเกิดจากความหลุดพ้นอยู่ดั่งนี้

ตรงกันข้ามกับในเวลาที่เป็นโจรนั้นต้องเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา จิตใจเองก็แข็งกระด้าง มุ่งที่จะฆ่าเขาเท่านั้น ไม่มีที่จะอ่อนโยน จึงไม่มีความสุขแม้แต่น้อย แต่ว่าบัดนี้ก็ตรงกันข้าม

แต่แม้เช่นนั้นก็ยังต้องรับผลของกรรมคือการที่เที่ยวฆ่าเขานั้น และก็ได้มีศัตรูอยู่เป็นอันมาก เป็นศัตรูที่เกิดขึ้นเพราะกรรมของท่านเอง เมื่อไปเบียดเบียนเขาเขาก็ต้องโกรธ ต้องพยาบาท ต้องจองเวร พ่อแม่พี่น้องของผู้ที่ถูกท่านฆ่า ก็จะต้องโกรธ ต้องพยาบาท ต้องจองเวร เพราะฉะนั้น เมื่อท่านไปทำร้ายใครเข้าคนหนึ่ง ไปฆ่าใครเข้าคนหนึ่ง คนที่ถูกฆ่านั้นเองก็กลายเป็นศัตรูขึ้นมา ในเมื่อมีความโกรธจองเวรบรรดาญาติพี่น้องพ่อแม่ของคนนั้นก็เป็นศัตรูขึ้นมา เมื่อไปทำร้ายไปฆ่าใครเขามากขึ้น ก็เพิ่มศัตรูมากขึ้น

และนอกจากนี้กรรมที่ทำนั้นเองเป็นศัตรู เมื่อท่านเดินไปบิณฑบาต เมื่อเป็นพระอรหันต์สิ้นกิเลสแล้ว ใครเขาโยนท่อนไม้ไปที่ไหน โยนก้อนหินก้อนดินไปที่ไหน สิ่งที่เขาโยนไปนั้น ก็ให้มาตกต้องกายของท่าน ทำให้ท่านต้องศีรษะแตกเลือดไหล บาตรแตก ผ้าสังฆาฏิจีวรก็ขาดกะรุ่งกะริ่ง เหล่านี้ก็คือว่ากรรมนั้นเองเป็นศัตรู ต้องมาตามสนอง

แต่แม้เช่นนั้นท่านก็เป็นผู้ที่สิ้นกิเลสแล้ว จิตใจมีความสุขเต็มที่แล้ว ได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะคือที่พึ่งแล้ว ท่านมีสรณะแล้วและท่านก็ได้เป็นผู้ที่มาดีแล้ว คือมาสู่ที่ ๆ ดี คือมาสู่พระพุทธเจ้าเท่ากับมาสู่ที่ดี ๆ และก็เป็นการมาการไปที่ไม่เปล่าปราศจากประโยชน์ เพราะท่านก็ได้มาถึงเอาประโยชน์ของการมาไว้ได้ด้วยการที่ปฏิบัติในธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงจำแนกไว้ดีแล้ว ท่านได้มีความเห็นอันถูกต้อง ได้มีการปฏิบัติอันถูกต้อง ได้บรรลุถึงวิชชาทั้ง ๓ โดยลำดับแล้ว ได้ปฏิบัติกระทำพุทธศาสนาคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วดั่งนี้ ท่านได้เห็นผลที่เทียบเคียงกันดังนี้ ท่านจึงได้เปล่งอุทานตามที่แปลนั้นขึ้น

เพราะฉะนั้น คำอุทานที่แปลของท่านนั้น จึงเป็นข้อธรรมที่เป็นประโยชน์ และข้อหนึ่งที่น่าจะอธิบายเพิ่มอีกเล็กน้อยก็คือว่า ท่านบริโภคโภชนะไม่มีหนี้ ก็โดยที่การบริโภคปัจจัย ๔ มีบิณฑบาตเป็นต้นนั้น ท่านแสดงไว้ว่า มี ๔ อย่าง คือ

๑. เถยยบริโภค บริโภคอย่างขโมยมาบริโภคก็ได้แก่การบริโภคปัจจัย ๔ ของผู้ทุศีลทั้งหลาย ซึ่งรับบริโภคปัจจัย ๔ ของผู้ที่เขามีศรัทธาถวายเพราะว่าเขามุ่งถวายแก่ผู้มีศีล ไม่ใช่เขามุ่งถวายแก่ผู้ที่ทุศีล เพราะฉะนั้น ผู้ที่ปฏิบัติตนเป็นผู้ทุศีลบริโภคปัจจัย ๔ จึงชื่อว่าเถยยบริโภคที่บริโภคโดยความเป็นขโมย

๒. อิณบริโภค บริโภคเป็นหนี้ คือเหมือนอย่างกู้หนี้เขามาบริโภคใช้สอย ก็ได้แก่การบริโภคของผู้มีศีลนั่นแหละ แต่ว่ามิได้พิจารณา คือมิได้พิจารณาในขณะรับโดยความเป็นธาตุ หรือโดยความเป็นของปฏิกูล มิได้พิจารณาในขณะบริโภคตามบทพิจารณาที่สวดกัน คือ ปฏิสังขาโยทั้ง ๔ บท และมิได้พิจารณาในขณะที่บริโภคแล้ว ด้วยบท อชฺชมยา ทั้ง ๔ บท ถ้าในขณะที่กำลังบริโภคนั้นมิได้พิจารณา เมื่อเป็นดั่งนี้ก็ชื่อว่า อิณบริโภค บริโภคเป็นหนี้

๓. ทายัชบริโภค คือบริโภคโดยความเป็นทายาท ก็ได้แก่การบริโภคของเสขบุคคลทั้งหลาย เพราะว่าเสขบุคคลทั้งหลายนั้น ได้นับเนื่องเข้าในสังฆคุณโดยตรง ก็นับว่าเป็นทายาทโดยตรงในพุทธศาสนาแล้ว เหมือนอย่างจะพูดได้ว่า เป็นบุตรของพระพุทธเจ้าผู้เป็นศากยะแล้ว

๔. สามิบริโภค บริโภคโดยความเป็นเจ้าของก็ได้แก่การบริโภคของพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านพระองคุลิมาลท่านกล่าวว่า ท่านบริโภคโภชนะทั้งหลายไม่มีหนี้ ก็หมายความว่าในขณะที่ท่านยังไม่เป็นพระอรหันต์ เมื่อท่านเข้ามาบวชแล้วท่านก็เป็นผู้มีศีลพิจารณาบริโภค และเมื่อท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านก็บริโภคในลักษณะที่เป็นสามิบริโภคนั้นจึงเป็นผู้ที่บริโภคโภชนะไม่มีหนี้

จะแสดงตำนานแห่งอังคุลิมาลปริตร คือพระปริตรเกี่ยวแก่เรื่องพระองคุลิมาลต่อ ได้แปลความในอังคุลิมาลสูตรไปตามพระบาลีตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว จะได้อธิบายความเกี่ยวแก่ที่ท่านพระองคุลิมาก็ได้กล่าวอุทานในขณะที่ท่านนั่งเสวยวิมุตติสุข คือความสุขอันเกิดจากวิมุตติ ความหลุดพ้น และได้แสดงความบางข้อในคาถาอุทานของท่าน เกี่ยวแก่ที่ว่าบริโภคโภชนะไม่มีหนี้ จะได้แสดงเรื่องของท่านต่อ คือเรื่องของท่านนี้ ก็น่าคิดว่าท่านเมื่อเป็นโจรได้ฆ่าคนเป็นอันมาก แต่ทำไมจึงได้มาบวชและได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ คนที่ทำกรรมบาปหยาบช้ามากฆ่าคนเป็นอันมาก ไม่น่าที่จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ ในข้อนี้ก็จะต้องกล่าวถึงหลักทางพุทธศาสนาที่ท่านแสดงไว้ว่า บุคคลเช่นไรสำเร็จได้ บุคคลเช่นไรสำเร็จไม่ได้

บุคคลที่สำเร็จได้นั้นต้องเป็นจำพวกที่เรียกว่า เวเนยยะ อันแปลว่าผู้ที่พึงแนะนำได้ ดังที่ไทยเราเรียกกันว่า เวไนย หมู่แห่งบุคคลที่พึงแนะนำได้ เรียกว่า เวไนยนิกร ก็ได้แก่บุคคลที่เป็นผู้มีสติปัญญาอยู่ในระดับต่างกัน ๓ จำพวก คือผู้ที่มีสติปัญญาไว ฟังแต่เพียงหัวข้อธรรมที่ยกขึ้นแสดงได้ทันที เป็นจำพวกที่หนึ่ง บุคคลจำพวกที่เมื่อยกหัวข้อขึ้นแสดงแล้วต้องอธิบายถึงจะเข้าใจได้ ก็เป็นจำพวกที่สอง บุคคลจำพวกที่เมื่อยกหัวข้อขึ้นแสดงแล้วต้องอธิบาย และอธิบายหลาย ๆ หนดังทีเรียกว่าพร่ำสอนบ่อย ๆ จึงจะเข้าใจได้ ก็เป็นจำพวกที่สาม สามจำพวกนี้สำเร็จได้ ส่วนอีกจำพวกหนึ่งเป็นผู้ที่มีสติปัญญาทึบมาก แนะนำเท่าใดก็รู้ไม่ได้ นี่เป็นจำพวกที่สี่ ที่แปลว่าสอนให้สำเร็จไม่ได้

ท่านแสดงบุคคลไว้ ๔ จำพวกดังนั้น ก็มุ่งทางปัญญาที่จะรู้ธรรมได้หรือไม่ได้เป็นที่ตั้ง สามจำพวกข้างต้นนั้นมีปัญญาที่จะรู้ธรรมได้ก็เรียกว่าสำเร็จได้

อนึ่ง บุคคลที่เป็นมิจฉาทิฏฐิดิ่งลงก็สอนไม่ได้เหมือนกัน ก็สำเร็จไม่ได้ แต่บุคคลที่ไม่ใช่เป็นมิจฉาทิฏฐิที่ดิ่งลง คือเป็นมิจฉาทิฏฐิก็ตาม แต่ไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิดิ่งลง ยังพอสอนให้กลับความเห็นได้ดั่งนี้ ก็สอนให้สำเร็จได้ แต่ว่าถ้ามีมิจฉาทิฏฐิดิ่งลงคือกลับความเห็นไม่ได้ก็สำเร็จไม่ได้

อนึ่ง บุคคลที่มีมานะคือความถือตัวจัด ไม่ยอมรับคำสั่งสอน ก็สอนให้รู้ธรรมไม่ได้เหมือนกัน เพราะมีมานะแรงดังเช่นท่านอาจารย์สญชัยของท่านพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เมื่อก่อนที่ท่านมาพบพระพุทธศาสนา เมื่อท่านทั้งสองมาพบพระอัสสชิ ได้ดวงตาเห็นธรรม ก็ได้มาชักชวนอาจารย์ให้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่ท่านอาจารย์มีมานะแรงถือตัวแรง ว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ จะกลับมาเป็นลูกศิษย์อีกนั้นเป็นไปไม่ได้ ไม่ยอม จนถึงที่มีแสดงไว้ว่า บรรดาคนฉลาดก็ให้ไปหาพระพุทธเจ้า แต่คนโง่ก็ให้ไปหาท่านก็แล้วกัน เพราะว่าคนโง่นั้นก็มากกว่าคนฉลาด ท่านก็ย่อมมีลูกศิษย์มาก ก็เป็นอันว่าสำเร็จไม่ได้ คือมีมานะแรง

อนึ่ง จำพวกที่ทำบาปจนถึงอนันตริยกรรมทั้ง ๕ ก็เข้าถึงธรรมสำเร็จไม่ได้เหมือนกัน แต่ว่าถ้าทำบาปแม้จะฆ่ามนุษย์จำนวนมาก แต่มิใช่ฆ่าพ่อฆ่าแม่ มิใช่ฆ่าพระอรหันต์ มิได้ทำโลหิตุปบาทแก่พระพุทธเจ้า คือไม่ได้กระทำอนันตริยกรรมทั้ง ๕ ก็ยังมีโอกาสสำเร็จได้ แต่ถ้าทำอนันตริยกรรมทั้ง ๕ แล้วเข้าถึงธรรมสำเร็จไม่ได้ หลักทางพระพุทธศาสนาท่านแสดงไว้ดั่งนี้

ท่านพระองคุลิมาลนั้นไม่ได้เข้าในลักษณะต้องห้ามดั่งนี้ คือว่าท่านเป็นบุคคลที่มีพื้นทางปัญญาอยู่ใน ๓ จำพวกข้างต้นนั้น จึงมีสติปัญญาพอที่จะรู้ธรรมเข้าถึงธรรมสำเร็จได้ และท่านก็มิได้มีมิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิดที่ดิ่งลง ยังกลับตัวได้ดังเช่นพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า พระองค์หยุดแล้วแต่ท่านองคุลิมายังไม่หยุด ก็เป็นข้อที่สะกิดใจท่านเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อท่านได้ถามว่าหมายความว่าอย่างไร พระพุทธองค์ก็ทรงบอกว่า ได้หยุดการฆ่าการทำร้ายต่าง ๆ แต่องคุลิมาลนั้นยังไม่หยุด ยังฆ่ายังทำร้าย องคุลิมานี่เองก็ได้สติ ก็เลยทิ้งอาวุธทั้งปวงลงเหว ก็เข้าขอบวชกับพระพุทธเจ้า

ก็แสดงว่าในขณะที่ท่านเที่ยวฆ่าคนนั้นก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือเห็นผิดแต่ไม่ใช่ดิ่งลง เมื่อพระพุทธเจ้ามาตรัสสะกิดใจก็ได้คิด ได้ละความเห็นผิด สำนึกตนว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงหยุดแล้วจริง ๆ แต่ว่าองคุลิมาลนั้นยังไม่หยุด จึงได้ตัดสินใจหยุด ก็หยุดได้ทันที ก็แสดงว่ากลับมาเป็นสัมมาทิฏฐิได้ และก็ไม่มีมานะที่ถือตัวว่าเป็นผู้วิเศษเหมือนอย่างอาจารย์สญชัยของท่านพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะที่ยังไม่ได้บวชนั้น ยอมตนมาเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า และแม้ท่านจะทำบาปกรรมเป็นอันมาก บาปกรรมที่ทำนั้นก็ยังไม่เป็นอนันตริยกรรม ยังมิได้ฆ่าพ่อฆ่าแม่

ในตอนนี้ก็ควรจะเล่าเรื่องที่แสดงไว้ในอรรถกถาขยายความจากพระสูตรที่มีความย่อว่า

ท่านพระองคุลิมาลนั้นก็เป็นบุตรของพราหมณ์ปุโรหิตในกรุงสาวัตถีนั่นแหละ ซึ่งมีบิดาชื่อว่าคัคคะ มารดาชื่อว่ามันตานี เพราะฉะนั้น เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตรัสถาม และท่านได้ตอบให้ทราบชื่อของบิดามารดาของท่าน พระเจ้าแผ่นดินก็รับสั่งเรียกท่านว่า ท่านพระคัคคมันตานีบุตร ที่แปลว่าท่านผู้เป็นบุตรของคัคคพราหมณ์และมันตานีพราหมณ์ เอาชื่อของพ่อแม่มาเป็นชื่อของลูก เหมือนอย่างพระสารีบุตร ที่จริงก็เป็นชื่อของแม่ คือลูกของนางสารี ก็มาเป็นพระสารีบุตร พระเจ้าแผ่นดินก็เรียกพระองคุลิมาลว่าคัคคมันตานีบุตร แต่ว่าโหรดูฤกษ์เกิดของท่านว่าเกิดในโจรฤกษ์ เด็กคนนี้ต่อไปจะต้องเป็นโจร

ทีแรกบิดามารดาคิดจะไม่เลี้ยง แต่ความทราบถึงพระเจ้าแผ่นดิน ก็ถามว่า เป็นโจรแก่ราชอาณาจักร หรือว่าเป็นโจรของชาวบ้านชาวเมืองธรรมดา โหรก็ตอบว่าเป็นโจรของชาวบ้านชาวเมืองธรรมดาเท่านั้น ไม่เป็นโจรทำลายราชอาณาจักร พระเจ้าแผ่นดินก็รับสั่งให้เลี้ยงไว้เถิด บิดามารดาจึงเลี้ยงไว้ แล้วก็ตั้งชื่อว่าอหิงสกะ ที่แปลว่าผู้ไม่เบียดเบียนใคร ก็จะตั้งชื่อให้ดีนั่นเอง และเมื่อเติบโตขึ้น บิดามารดาก็ส่งท่านไปเรียนที่สำนักทิศาปาโมกข์ ท่านก็ได้เข้าไปเรียนในสำนักมีชื่อเสียงที่หนึ่ง

ท่านได้ตั้งใจเรียนดีด้วย ปฏิบัติอาจารย์ดีด้วย เป็นที่รักใคร่ของอาจารย์ ลูกศิษย์อื่นๆ ก็ริษยา จึงไปยุอาจารย์ว่า อหิงสกมาณพนี้คิดทำลายอาจารย์อย่างนั้น ๆ ถือตัวว่าอาจารย์รัก ถือตัวว่าเรียนเก่ง

ทีแรกอาจารย์ก็ไม่เชื่อ เมื่อลูกศิษย์ที่ริษยาไปยุบ่อยเข้า อาจารย์ก็ชักจะคล้อยตามว่าอหิงสกมาณพคิดจะทำร้ายอาจารย์จริง ฉะนั้นเมื่อสอน ๆ ไปจนใกล้จะจบ อาจารย์ก็บอกว่าจะศึกษาให้จบศิลปศาสตร์นั้นจำจะต้องไปประกอบกรรมสำคัญอย่างหนึ่ง คือจะต้องไปฆ่าคน เมื่อฆ่าคนหนึ่งแล้วก็ตัดนิ้วร้อยเป็นพวงไว้นับให้ได้พันหนึ่ง เมื่อฆ่าคนได้พันคนแล้วก็ให้นำนิ้วมือมาให้อาจารย์ อาจารย์ก็จะประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ในที่สุด เป็นอันจบวิชาสูงสุด

อหิงสกมาณพอยากจะได้วิชาที่สูงสุดเชื่ออาจารย์ ก็ออกไปเป็นโจรฆ่ามนุษย์ เก็บนิ้วมือมาร้อยไว้ ๆ ในเรื่องก็เล่าว่า ในบางคราวนิ้วมือก็หายไป เน่าไปบ้าง หายไปบ้าง จำนวนก็หายไป ก็ต้องไปฆ่าคนใหม่เพื่อจะให้ได้นิ้วมือที่ตัดมาครบถึงพัน และที่อาจารย์ทำอย่างนั้นก็ด้วยคิดว่า ถ้าลูกศิษย์คนนี้ไปทำอย่างนี้แล้ว ก็จะต้องพบคนที่มีฝีมือดีฆ่าตาย หรือไม่เช่นนั้นทางบ้านเมืองก็จะต้องปราบปรามฆ่าให้ตาย เป็นอันว่าอาจารย์ก็ไม่ต้องไปกำจัดลูกศิษย์ ลูกศิษย์ไปทำกรรมอย่างนี้ก็ถูกเขากำจัดเอง

แต่ในเรื่องนี้นั้นบางท่านก็สันนิษฐานว่า ได้มีลัทธิบางลัทธิในขณะนั้นสอนอย่างนั้น คือสอนให้ฆ่าคนเท่านั้นเท่านี้ แล้วจึงจะสำเร็จวิชา เพราะฉะนั้น ถ้าลัทธิของอาจารย์เป็นอย่างนั้น อาจารย์ก็คงจะบอกไปตามลัทธิ ไม่ใช่เป็นอย่างที่พระอรรถกถาจารย์เล่าก็ได้

อย่างไรก็ตามเมื่ออหิงสกมาณพได้ไปฆ่าคนมากมายเข้า ๆ แล้วก็ตัดนิ้วมาร้อยเป็นพวงก็เลยได้ชื่อว่าองคุลิมาล มีมาลาคือระเบียบแห่งนิ้ว เหมือนอย่างพวงดอกไม้ ก็คือมาลาแห่งดอกไม้ เรียกว่าเป็นพวงนิ้วมือ องคุลิมาลก็แปลว่าพวงนิ้วมือ และตามเรื่องก็เล่าว่า บิดามารดาขององคุลิมาลก็เดือดร้อนเป็นอันมาก ที่ลูกไปเป็นโจรเช่นนั้น จนถึงกับมารดาตัดสินใจว่าจะออกไปพบบุตร และแนะนำบุตรให้กลับตัว และถ้ามารดาขององคุลิมาลออกไปพบก็เกรงว่าองคุลิมาลจะต้องฆ่าแม่ เพราะได้นิ้วมือยังไม่ครบพันและใกล้จะครบพัน

และในตอนหลัง ๆ องคุลิมาลก็ได้นิ้วมือยากเข้า เพราะคนพากันเกรงกลัว ไม่กล้าที่จะเดินทางออกไปในถิ่นที่องคุลิมาลอาศัยอยู่ คนในถิ่นที่องคุลิมาลอาศัยอยู่ ก็พากันอพยพหนี องคุลิมาลเองก็คงไม่กล้าเข้าบ้านเข้าเมืองโดยตรง เพราะกลัวจะถูกทหารทำลาย ก็ต้องหลบอยู่ในป่า ก็เป็นอันว่าได้นิ้วมือยังไม่พอหรือใกล้จะพอ จนถึงกับที่พระอาจารย์เขียนไว้ว่า ขาดอีกนิ้วเดียวก็จะได้ครบพัน

ทีนี้ถ้ามารดาเดินออกไป องคุลิมาลก็คงจะต้องฆ่าแม่เพื่อให้ได้นิ้วมือครบพัน และถ้าฆ่าแม่แล้วก็เป็นอันว่าได้ทำอนันตริยกรรม เมื่อทำอนันตริยกรรมแล้วก็เป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าโปรดไม่ได้ เพราะเป็นมหันตกรรมอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าได้ทอดพระเนตรอุปนิสัยขององคุลิมาลว่า อุปนิสัยของมรรคและผลมีอยู่ และพระองค์ไปโปรดทันเวลา คือออกไปก่อนที่แม่จะไป และเมื่อโปรดพระองคุลิมาก็ได้แล้ว ก็เป็นอันว่าจะได้ช่วยองคุลิมาลไม่ให้ทำอนันตริยกรรม และได้ช่วยให้ละอกุศลธรรมได้ด้วย กลับตัวได้มาเป็นคนดีต่อไป จึงเสด็จออกไปโปรดพระองคุลิมาลได้สำเร็จ

ท่านเล่าไว้อย่างนี้ และในบทที่สวดนั้น ก็สวดบทที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้พระองคุลิมาลไปแสดงแก่หญิงมีครรภ์ คือแต่บทที่ว่า ยโตหํ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สญฺจิจฺจ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปตา เตน สจฺเจน โสตฺถิ เต โหตุ โสตฺถิ คพฺภสฺส พระก็สวดเท่านี้ ดังที่ได้แสดงคำแปลไปแล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 01, 2015, 09:53:52 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
ธันวาคม 12, 2012, 03:36:06 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2012, 03:36:06 pm »

บทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย (อิติปิโส ฯ)

http://youtu.be/VXEB0XLVqw4

http://www.youtube.com/watch?v=ytll0xpyUNg

http://www.youtube.com/watch?v=jVIHy0BmxkY

บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา เพราะเหตุอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
อะระหัง เป็นผู้ไกลจากกิเลส
สัมมาสัมพุทโธ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
วิชชาจะระสัมปันโน เป็นผู้พร้อมด้วยวิชาและจรณะ
สุคะโต เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี
โลกะวิทู เป็นผู้รู้โลกแจ่มแจ้ง
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึก ไม่มีใครยิ่งกว่า
สัตถา เทวะมะนุสสานัง เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
พุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ภะคะวาติ  เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรม สั่งสอนสัตว์ ดังนี้

บทสรรเสริญ พระธรรมคุณ
สวากขาโต ภะคะวา ธัมโม   พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว
สันทิฏฐิโก   เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง
อะกาลิโก   เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล
เอหิปัสสิโก  เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด
โอปะนะยิโก   เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ.  เป็นสิ่งที่ผู้รู้ พึงรู้ได้เฉพาะตน ดังนี้ ฯ

บทสรรเสริญ พระสังฆคุณ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ   สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติดีแล้ว
อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ  สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติตรงแล้ว
ญายะปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ   สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว
สามีจิปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ  ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติสมควรแล้ว )
ยะทิทัง  ( ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ
จัตตาริ ปุริสสะ ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา  คู่แห่งบุรุษสี่คู่ นับเรียงตัวได้แปดบุรุษ
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ  นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อาหุเนยโย  เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา
ปาหุเนยโย  เป็นผู้ควรแก่สักการะที่จัดไว้ต้อนรับ
ทักขิเนยโย   เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน
อัญชะลีกะระนีโย   เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี
อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสาติ. เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้

---------------------------------------------------------------------------

อิติปิโสถอยหลัง (ปฏิโลม) : ถ้าจิตเป็นสมาธิตั้งมั่นดีแล้ว (ทรงอารมณ์ฌาน) คาถาบทนี้ใช้ "กำบังกาย" ได้นะครับ

http://www.youtube.com/watch?v=8b12EQ6JYJM

ติ วา คะ ภะ โธ พุท นัง สา

นุส มะ วะ เท ถา สัต ถิ ระ

สา มะ ทัม สะ ริ ปุ โร ตะ

นุต อะ ทู วิ กะ โล โต คะ

สุ โน ปัน สัม ณะ ระ จะ ชา

วิช โธ พุท สัม มา สัม หัง ระ

อะ วา คะ ภะ โส ปิ ติ อิ ฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 28, 2014, 11:19:47 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
ธันวาคม 12, 2012, 03:37:05 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2012, 03:37:05 pm »

http://youtu.be/oLqpaEI0C7o

เมตตปริตร

๑. กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ
ยันตะ สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ
สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ
สูวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี.

ภิกษุผู้ฉลาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ประสงค์จะบรรลุแดนสงบ พึงอบรมสิกขาสาม ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้อาจหาญ เป็นคนตรง แน่วแน่ ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่ถือตัว

๒. สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ
อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ
สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ
อัปปะคัพโภ กุเลสวะนะนุคิทโธ

พึงเป็นผู้สันโดษ เลี้ยงง่าย มีกิจธุระน้อย ดำเนินชีวิตเรียบง่าย มีอินทรีย์สงบ มีปัญญารักษาตน มีการสำรวมกายวาจาใจ ไม่พัวพันกับสกุลทั่งหลาย

๓. นะ จะ ขุททะมาจะเร กิญจิ
เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
สุขิโน วะ เขมิโน โหนตุ
สัพพะสัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
.
ไม่พึงประพฤติสิ่งเล็กน้อยอะไรๆ ที่จะเป็นเหตุให้ผู้รู้ตำหนิ[พึงแผ่เมตตาว่า] ขอสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้มีความสุข สุขใจ ปลอดจากภัยทั้งปวงเถิด

๔. เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ
ตะสา วา ถาวะรา วะนะวะเสสา
ทีฆา วา เย วะ มะหันตา
มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา

สัตว์ทั้งหลายที่มีความหวดกลัวก็ดี ที่มั่นคงก็ดี ทั้งหมดทั้งที่มีกายยาว ใหญ่ ปานกลาง สั้น ละเอียด หรือหยาบ

๕. ทิฏฐา วา เย วะ อะทิฏฐา
เย วะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร
ภูตา วะ สัมภะเวสี วะ
สัพพะสัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา.

ทั้งที่เคยเห็นหรือไม่เคยเห็น อยู่ไกลหรือใกล้ ที่เกิดแล้วหรือที่กำลังแสวงหาที่เกิด๑ สัตว์ทั้งปวงเหล่านั้น จงมีความสุขกายสุขใจเถิด

๖. นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ
นาติมัญเญถ กัตถะจิ นะ กัญจิ
พยาโรสะนา ปะฏิฆะสัญญะ
นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ.

บุคคลไม่พึงหลอกลวงกัน ไม่พึงดูหมิ่นใครในที่ไหน ไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน ด้วยการเบียดเบียน หรือด้วยใจมุ่งร้าย

๗. มาตา ยะถา นิยัง ปุตตะ
มายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ
มานะสัง ภาวะเย อะปะริมาณัง.

มารดาถนอมบุตรคนเดียวของตนด้วยชีวิต ฉันใด บุคคลพึงเจริญเมตตาจิตไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง ฉันนั้น

๘. เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิ
มานะสัง ภาวะเย อะปะริมาณัง
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ
อะสัมพาธัง อะเวระมะสะปัตตัง.

บุคคลพึงเจริญเมตตาจิต อันไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู ในสัตว์โลกทั้งหมด ทั้งในอรูปภูมิเบื้องบน รูปภูมิเบื้องกลาง และกามาวจรภูมิเบื้องต่ำ

๙. ติฏฐัง จะรัง นิสินโน วะ
สะยาโน ยาวะตาสสะ วิตะมิทโธ
เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ
พรัหมะเมตัง วิหาระมิธะ มาหุ.

เมื่อยืน เดิน นั่ง หรือนอน พึงเป็นผู้ปราศจากความง่วง ตั้งสติอย่างนี้ไว้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสการปฏิบัติเช่นนี้ว่าเป็นความประพฤติอันประเสริฐในพระศาสนานี้

๑๐. ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ
สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง
นะ หิ ชาตุคคัพภะเสยยะ ปุนะเรติ.

บุคคลนั้นจะไม่กล้ำกรายความเห็นผิด เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยความเห็นชอบ เมื่อขจัดความยินดีในกามได้แล้ว ย่อมไม่เข้าถึงการเกิดในครรภ์อีกอย่างแน่แท้

ตำนานเมตตปริตร

เมตตปริตร คือ ปริตรที่กล่าวถึงการเจริญเมตตา มีประวัติว่า สมัยหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดพระเชตวัน กรุงสาวัตถี มีภิกษุ ๕๐๐ รูป เรียนกรรมฐานจากพระพุทธองค์แล้ว เดินทางไปแสวงหาสถานที่ปฏิบัติธรรม พวกท่านได้มาถึงไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ปรึกษากันว่าสถานที่นี้เหมาะสมแก่การเจริญสมณธรรม จึงตกลงใจอยู่จำพรรษาในที่นั้น ชาวบ้านก็มีจิตศรัทธาสร้างกุฏิถวายให้พำนักรูปละหลัง และอุปัฏฐากด้วยปัจจัยสี่มิให้ขาดแคลน

เมื่อฝนตกพวกท่านจะเจริญกรรมฐานที่กุฏิ ครั้นฝนไม่ตกก็จะมาปฏิบัติที่โคนไม้ รุกขเทวดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้ไม่สามารถอยู่ในวิมานได้ เพราะผู้ทรงศีลมาอยู่ใต้วิมานของตน จึงต้องพาบุตรธิดาลงมาอยู่บนพื้น เบื้องแรกคิดว่า พวกภิกษุคงจะอยู่ชั่วคราว ก็ทนรอดูอยู่ชั่วคราว แต่เมื่อรู้ว่ามาจำพรรษาตลอดสามเดือน จึงเกิดความไม่พอใจ คิดจะขับไล่ให้กลับไปในระหว่างพรรษา ฉะนั้น จึงพยายามหลอกหลอนด้วยวิธีต่างๆ เช่น สำแดงรูปร่างที่น่ากลัว ร้องเสียงโหยหวน ทำให้ได้รับกลิ่นเหม็นต่างๆ

พวกภิกษุหวาดหวั่นตกใจต่ออารมณ์ที่น่ากลัวเหล่านั้น ไม่สามารถจะปฏิบัติธรรมได้โดยสะดวก จึงปรึกษากันว่าไม่ควรจะอยู่ในสถานที่นี้ต่อไป ควรจะกลับไปจำพรรษาหลังในสถานที่อื่น จากนั้นจึงรีบเดินทางกลับไปโดยไม่บอกลาชาวบ้าน เมื่อมาถึงวัดพระเชตวันได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลให้ทรงทราบเรื่องนี้ แต่พระพุทธองค์ทรงเล็งเห็นว่าสถานที่เดิมเหมาะสมกับภิกษุเหล่านี้มากกว่าที่อื่น จึงทรงแนะนำให้พวกท่านกลับไปสถานที่นั้น พร้อมกับตรัสสอนเมตตปริตรเพื่อเจริญเมตตาแก่รุกขเทวดา
เมื่อพวกภิกษุได้เรียนเมตตปริตรจากพระพุทธเจ้าแล้ว จึงเดินทางกลับไปยังสถานที่เดิม ก่อนจะเข้าสู่ราวป่า พวกท่านได้เจริญเมตตาโดยสาธยายพระปริตรนี้ อานุภาพแห่งเมตตาทำให้รุกขเทวดามีจิตอ่อนโยน มีไมตรี จึงไม่เบียดเบียนเหมือนก่อน ทั้งยังช่วยปรนนิบัติและคุ้มครองภัยอื่นๆ อีกด้วย ภิกษุเหล่านั้นได้พากเพียรเจริญเมตตาภาวนา ทุกรูปได้บรรลุอรหัตผลภายในพรรษานั้น (สุตตนิ. อฏ. ๑/๒๒๑, ขุททก. อฏ. ๒๒๕)

เมตตปริตรในหนังสือนี้ต่างจากบทสวดมนต์ฉบับไทยกับฉบับลังกาในบางที่ผู้แปลเลือกใช้ฉบับพม่าที่เรียกว่า ฉบับฉัฏฐสังคีติ (ฉบับสังคายนาครั้งที่ ๖) ซึ่งเป็นฉบับที่พระภิกษุในนิกายเถรวาท ๕ ประเทศ คือ ไทย ลังกา พม่า ลาว และเขมร ได้ร่วมกันสังคายนาที่ประเทศสหภาพพม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ และมีมติเป็นสมานฉันท์ร่วมกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 14, 2013, 04:40:37 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
ธันวาคม 12, 2012, 03:49:50 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2012, 03:49:50 pm »

สะหัสสะเนตโต เทวินโท เทวะรัชชะ สิรีธะโร สังขิปิตะ วานะตัง มัคคัง ขิปปัง สาวัตถิ มาคะมิ

คำแปล
ท้าวสหัสนัยจอมเทพ(พระอินทร์) ผู้ทรงไว้ซึ่งความเป็นเจ้าแห่งเทวดา
ได้ย่นระยะทางนั้น ได้มาสู่เมืองสาวัตถีแล้วโดยพลัน

ดูเพิ่มเติมจากพระไตรปิฎก เรื่องพระจักขุบาล

http://www.youtube.com/watch?v=8D-hcJzXQRI

http://www.youtube.com/watch?v=mjL0X7BmcGk

http://www.youtube.com/watch?v=ydM2ariaXvM

http://www.youtube.com/watch?v=ImzUlo6MMng

http://www.youtube.com/watch?v=YAUpG7tlaoU

http://www.youtube.com/watch?v=XGidmmyTI7Q
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 12, 2012, 03:56:08 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
ธันวาคม 22, 2012, 08:33:20 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 08:33:20 am »



ประมาณปี พ.ศ. 2487 ขณะนั้น ขบวนการเสรีไทยกำลังโด่งดังมาก บ้านหนองผือเป็นอีกแห่งหนึ่งที่ขบวนการเสรีไทยเข้าไปตั้งค่ายฝึกอบรมครูและชาวบ้านเพื่อเป็นกองกำลังต่อสู้ขับไล่ทหารญี่ปุ่น

คุณครูหนูไทย สุพลวานิช เป็นอีกผู้หนึ่งที่ถูกเกณฑ์เข้าฝึกอบรมในค่ายนี้ เมื่อว่างจากการฝึก มีเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นว่า "ท่านพระอาจารย์ใหญ่วัดป่าบ้านหนองผือ (หมายถึงท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต) ทราบว่าท่านเป็นพระดีองค์หนึ่ง พวกเราน่าจะลองไปขอของดีจากท่านดูบ้าง ท่านคงจะให้พวกเรา"

วันต่อมา คุณครูหนูไทยหาแผ่นทองมาได้แผ่นหนึ่ง ตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แล้วให้โยมผู้เฒ่าทายกวัดที่เป็นญาตินำไปถวายท่านพระอาจารย์มั่น

เพื่อให้ท่านทำหลอดยันต์ให้ โยมผู้ที่นำแผ่นทองนั้นไม่กล้าเข้าไปหาท่านพระอาจารย์มั่นโดยตรง จึงให้พระอุปัฏฐากเข้าไปลองถามท่านดูก่อน ท่านพระอาจารย์มั่นได้พูดตอบพระอุปัฏฐากว่า "เขาอยากได้ กะเฮ็ดให้เขาสั้นตั๊ว (หมายความว่า เขาต้องการก็ทำให้เขาได้ จะเป็นไรไป)

เมื่อพระอุปัฏฐากเข้าใจแล้ว จึงบอกให้โยมเอาแผ่นทองมาให้ท่าน รออยู่ประมาณสามวัน พระอุปัฏฐากท่านก็นำหลอดยันต์นั้นมาให้โยม แล้วโยมผู้เฒ่านั้นจึงนำมาให้คุณครูหนูไทยอีกทีหนึ่ง คุณครูหนูไทยเมื่อได้ของดีแล้วก็ดีใจเป็นอย่างมาก เก็บรักษาด้วยความทะนุถนอม และนำติดตัวไปทุกสถานที่

วันหนึ่ง ว่างจากการฝึกอบรม คุณครูหนูไทยได้เดินเที่ยวเล่นไปด้านหลังสนาม เผอิญเหลือบไปเห็นเพื่อนสามสี่คนกำลังทดลองยิง "เขี้ยวหมูตัน" ด้วยอาวุธปืน ปรากฏว่า "เขี้ยวหมูตัน" ที่ถือว่าเป็นของขลังศักดิ์สิทธิ์นั้นแตกกระจายไปคนละทิศละทาง

เพื่อนคนที่เป็นเจ้าของเขี้ยวหมูตันนั้นถึงกับหน้าถอดสี ส่วนเพื่อนที่เป็นคนยิงคงจะย่ามใจ หันมาถามคุณครูหนูไทยที่เดินเข้ามาสมทบทีหลังว่า "มีของดีอะไรมาลองบ้าง"

ด้วยความซื่อและความเป็นเพื่อน คุณครูหนูไทยจึงตอบไปว่า "มีอยู่" เท่านั้นแหละ เพื่อนคนนั้นก็เอามือล้วงกระเป๋าเสื้อของคุณครูหนูไทย หยิบตะกรุดยันต์ที่ท่านพระอาจารย์มั่นทำให้ ติดมือขึ้นมา คุณครูหนูไทยจะวอนขออย่างไร เขาก็ไม่ยอมคืนให้

ในที่สุด เขาก็นำตะกรุดยันต์ไปวางในที่ระยะห่างประมาณสัก 3-4 วา แล้วยกปืนขึ้นเล็งไปที่ตะกรุดยันต์นั้น สักครู่ได้ยินเสียงดัง "แชะ แชะ" ไม่ระเบิด ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างตกตะลึง ครั้งที่สาม เขาลองหันปลายกระบอกปืนขึ้นบนฟ้าแล้วกดไกอีกครั้ง ปรากฏว่าเสียงปืนดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ส่วนคุณครูหนูไทยรู้สึกตัว ใช้จังหวะนั้นวิ่งเข้าไปหยิบตะกรุดยันต์คืนมาอย่างรวดเร็ว

ต่อมา บางคนที่ได้ทราบข่าวนี้ก็พากันไปขอของดีจากท่านพระอาจารย์มั่นที่วัด ส่วนมากจะได้เป็นแผ่นผ้าลงอักขระคาถาตัวยันต์ สำหรับตะกรุดแผ่นทองนั้นไม่ค่อยมี เพราะแผ่นทองสมัยนั้นหายากมาก ต่อมาไม่นาน ท่านพระอาจารย์มั่นคงเห็นว่ามากไปจนเกินเลย จึงบอกให้เลิก

ท่านบอกว่า สงครามเขาจะสงบแล้ว ไม่ต้องเอาก็ได้ พวกตะกรุดยันต์ ผ้ายันต์เหล่านั้น เป็นของภายนอก สู้เอาคาถาบทนี้ไปบริกรรมแนบกับใจไม่ได้ ให้บริกรรมทุกเช้าค่ำจนขึ้นใจ แล้วจะปลอดภัย อันตรายต่าง ๆ จะไม่มากล้ำกรายตัวเราได้เลย คาถาบทนั้นว่าดังนี้

"นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา"

ตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านหนองผือก็ไม่กล้าไปขอของดีจากท่านอีก และเป็นความจริงตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นพูด ไม่ถึงเจ็ดวัน ก็ได้ทราบข่าวว่า เครื่องบินทหารอเมริกันไปทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิม่าและเมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ย่อยยับจนในที่สุด ประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม และสงครามโลกก็สงบจบสิ้นลง

----------------------------------------------------------------------------------------------

สีเลนะ สุคติง ยันติ : การรักษาศีลเป็นปัจจัยให้มีความสุข สุขทั้งชาตินี้ สุขทั้งชาติหน้า
สีเลนะ โภคะสัมปะทา : ถ้ามีศีลชาตินี้ทรัพย์สมบัติก็ไม่ฝืดเคือง ชาติหน้าก็มีทรัพย์สมบัติมาก
สิเลนะ นิพพุติง  ยันติ : ศีลเป็นปัจจัยให้เข้าถึงนิพพานได้โดยง่าย 
ตัสสมา สีลัง วิโสธะเย : ศีล จึงเป็นสิ่งที่วิเศษนักที่เธอทั้งหลายพึงยึดถือเป็นหลัก ประจำชีวิต ประจำจิตใจ ปฏิบัติ ให้ได้ ดังนี้ แล


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 09, 2013, 06:43:12 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
มกราคม 21, 2013, 10:46:55 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 21, 2013, 10:46:55 am »



http://www.youtube.com/watch?v=L3d3xJJ70xE

เป็นบทสวดที่ ทางภาคอีสานสวดกัน เป็นบทสวดที่สวดเฉพาะยามมีศึกสงคราม
เป็นบทสวดที่ มีชัย แม้อาวุธประการใด ก็ทำอันตรายมิได้
ทั้ง ท้าวจตุโลกบาล เทพ พรหม

หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ นิยมสวดกัน

(หมาย เหตุ) บทสวดชัยใหญ่ หรือ นะโมเม สวดเป็นภาษาลาว นิยมสวดในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งทางฝั่งลาว และฝั่งไทย เจ้าพระคุณ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ จังหวัด เลย นิยมให้สวดเป็นประจำ โดยเฉพาะในงานมงคลพิธี ท่านกล่าวไว้ว่า ถ้ามีศึกสงคราม หรือมีความยุ่งยากเกิดขึ้นในบ้านเมือง หรือแม้แต่ในครอบครัว ถ้าสาธยายบทนี้เป็นประจำ จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้

นะโม เม พุทธะ เตชัสสา ระตะนะตะยะ ธัมมิกา
เตชะ ประสิทธิ ปะสีเทวา นารา ยะปะระเมสุรา
สิทธิ พรัหมา จะ อินทา จะ จะตุโลกา คัมภี รักขะกา
สะมุทา ภูตุง คังกา จะ สะพรัหมา ชัยยะ ประสิทธิ ภะวันตุเต

ชัยยะ ชัยยะ ธ รณี ธ รณี อุทะธิ อุทะธิ นะ ทิ นะ ที
ชัยยะ ชัยยะ คะคน ละตน ละนิสัย นิรัย สัยเสน นะ เมรุราช ชะพล น ระชี
ชัยยะ ชัยยะ คัมภี ระ โสมภี นาเคน ทะนาคี ปิ ศาจ จะ ภู ตะกาลี
ชัยยะ ชัยยะ ทุน นิมิต ตะ โรคี ชัยยะ ชัยยะ สิงคีสุทา ทา นะมุขะชา

ชัยยะ ชัยยะ วะรุณ ณะมุขะ ศาตรา ชัยยะ ชัยยะ จัม ปาทินา คะ กุละคัณโถ

ชัยยะ ชัยยะ คัชชะคน นะตุรง สุกะระภุ ชง สีหะ เพียคฑะ ทีปา
ชัยยะ ชัยยะ วะรุณ ณะมุขะ ยาตรา ชิตะ ชิตะ เสน นารี ปุนะสุทธิ น ระดี

ชัยยะ ชัยยะ สุขา สุขา ชีวี ชัยยะ ชัยยะ ธ ระณี ตะเล สะทา สุชัยยา
ชัยยะ ชัยยะ ธ ระณี สาน ติน สะทา

ชัยยะ ชัยยะ มังกะ ราชรัญญา ภะวัคเค ชัยยะ ชัยยะ วะรุณ ณะยักเข

ชัยยะ ชัยยะ รักขะเส สุระภุ ชะเตชา ชัยยะ ชัยยะ พรัหมเมณ ทะคะณา

ชัยยะ ชัยยะ ราชา ธิราช สาชชัย ชัยยะ ชัยยะ ปะฐะวิง สัพ พัง

ชัยยะ ชัยยะ อะระหันตา ปัจเจ กะพุทธะสา วัง ชัยยะ ชัยยะ มะเห สุโร หะโร หะริน เทวา

ชัยยะ ชัยยะ พรัหมา สุรักโข ชัยยะ ชัยยะ นาโค วิรุฬ หะโก วิรู ปักโข จัน ทิมา ระวิ

อินโท จะ เวนะ เตยโย จะกุเว โร วะรุโณ ปิ จะ
อัคคิ วาโย จะ ปา ชุณโห กุมาโร ธะตะรัฏฏะโก
อัฏฐา ระสะ มะหา เทวา สิทธิตา ปะสะอา ทะโย
อิสิ โน สา วะกา สัพ พา ชัย ยะ ราโม ภะวัน ตุเต
ชัยยะ ธัมโม จะ สังโฆ จะ ทะสะปาโล จะ ชัยยะ กัง
เอเต นะ ชัยยะ เต เชนะ ชัยยะ โสตถี ภะวันตุ เต
เอเตนะ พุทธะ เต เชนะ โหตุ เต ชัยยะมัง คะลัง

ชัยโย ปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มารัสสะ จะปา ปิมะโต ปะรา ชะโย
อุคโฆ สะยัม โพธิ มัณเฑ ปะโม ทิตา ชัยะตะทา พรัหมะคะนา มะเหสิโน

ชัยโย ปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มารัสสะ จะปา ปิมะโต ปะรา ชะโย
อุคโฆ สะยัม โพธิ มัณเฑ ปะโม ทิตา ชัย ยะตะทา อินทะ คะณา มะเห สิโน

ชัยโย ปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มารัสสะ จะปา ปิมะโต ปะรา ชะโย
อุคโฆ สะยัม โพธิ มัณเฑ ปะโม ทิตา ชัยยะตะทา เทวะ คะณา มะเห สิโน

ชัยโย ปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มารัสสะ จะปา ปิมะโต ปะรา ชะโย
อุคโฆ สะยัม โพธิ มันเฑ ปะโม ทิตา ชัยยะตะทา สุปัณณะ คะนา มะเหสิโน

ชัยโย ปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มา รัสสะ จะปา ปิมะโต ปะรา ชะโย
อุคโฆ สะยัม โพธิ มัณเฑ ปะโม ทิตา ชัยยะตะทา นาคะ คะณา มะเหสิโน

ชัยโย ปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มารัสสะ จะปา ปิมะโต ปะรา ชะโย
อุคโฆ สะยัมโพธิ มัณเฑ ปะโม ทิตาชัยยะตะทา สะพรัหมะคะณา มะเหสิโน

ชะยันโต โพธิยา มูเล สัก กะยานัง นันทิ วัฑฒะโน
เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมัง คะเล
อะปะรา ชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปก ขะเร
อะภิเสเก สัพ พะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโม ทะติ
สุนักขัตตัง สุมัง คะลัง สุปะภาตัง สุหุฏ ฐิตัง

สุกขะโน สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ
ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง
ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณีธี เต ปะทักขิณา
ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภัณตัตเถ ปะทักขิเณ

เต อัตถะลัทธา สุขิตา วิรุฬหา พุทธะสา สะเน
อะโรคา สุขิตา โหถะ สะหะ สัพเพหิญาติภิ
สุณันตุ โภนโต เยเทวา อัสมิง ฐาเน อะธิคะตา
ฑีฆายุกา สะทา โหนตุ สุขิตา โหนตุ สัพพะทา
รักขันตุ สัพพะสัต ตานัง รักขันตุ ชินะสาสะนัง

ยา กาจิ ปัตถะนา เตสัง สัพเพ ปูเรนตุ มะโนระถา
ยุตตะกาเล ปะวัสสันตุ วัสสัง วัสสา วะราหะกา
โรคา จุปัททะวา เตสัง นิวาเรนตุ จะ สัพ พะทา
กายาสุขัง จิตติสุขัง อะระหันตุ ยะถาระหัง

อิติ จุลละชัยยะสิทธิมังคะลัง สะมันตัง


คำแปลนำมาจากหนังสือสวดมนต์ของวัดธรรมมงคล

บทสวดพรรณนาชัยชนะของพระพุทธเจ้า เหนือหมู่มารทั้งปวง

ทั้งล่วงพ้นอำนาจท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ และเป็นชัยชนะเหนือเทวดาทุกๆ ชั้น

ทั้งเป็นชัยชนะอมนุษย์ ยักษ์ ภูติผีปีศาจ อาวุธทั้งหลายก็ทำอันตรายไม่ได้

ทั้งชัยชนะพญานาคราช ทั้งพระจันทร์ พระอาทิตย์ พระอินทร์ พระพรหม

ทั้งลม และไฟ ก็ทำอันตรายไม่ได้

ขอเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ ๑๘ พระองค์ จงมารักษา

ทั้งพระฤาษี พระสาวก พระธรรม พระสงฆ์ จงมาอวยชัย

ขอความสวัสดีมีชัยจงมีแด่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระรัตนตรัย

ในครั้งนั้น มารผู้ชั่วช้าได้พ่ายแพ้ต่อพระรัศมีของพระพุทธเจ้า

ครั้นแล้วพระองค์ก็ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ

พระพรหม พระอินทร์ เทวดาทั้งหลาย ผู้มีเดชานุภาพมาก

ทั้งหมู่พญานาค หมู่พญาครุฑผู้มีศักดายิ่งใหญ่

ต่างชื่นชมชอบใจในชัยชนะของพระพุทธเจ้า ต่อหมู่มาร ณ โพธิบัลลังก์

เป็นชัยชนะที่เป็นอุดมมงคล ทั้งเป็นฤกษ์ดียามดี

และขณะดีที่ได้ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ขอความสวัสดีมีชัย จงมีแก่ท่านด้วยเดชแห่งคุณพระรัตนตรัย

ขอให้ท่านจงได้รับประโยชน์และความสุข

ทั้งเจริญรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนา ขอให้มีอายุยืนยาว

ปรารถนาสิ่งหนึ่งประการใด ขอให้ได้ดังใจประสงค์

และปราศจากโรคภัยทั้งหลายทั้งปวง ทั้งห่างไกลความทุกข์

ขอให้ประสบสุขทั้งกายและใจ



แหล่งข้อมูล
http://bit.ly/UJsScZ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 21, 2013, 10:50:03 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
   
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Cennet By Burak
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!