ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน:
 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
ผู้เขียน หัวข้อ: หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช กับหลายข้อครหาที่รอการพิสูจน์  (อ่าน 18364 ครั้ง)
มีนาคม 23, 2010, 07:56:13 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« เมื่อ: มีนาคม 23, 2010, 07:56:13 pm »

หลายๆท่านคงจะได้รับทราบข่าวสารของท่านมาบ้างแล้วจากสื่อทุกแขนง และเวบบอร์ดนี้ก็เป็นอีกแขนงหนึ่งที่ได้รวบรวมข่าวเหล่านั้นไว้
ขอให้ท่านนทั้งหลายใช้วิจารณญานในการบริโภคข่าวด้วยนะครับ หากเป็นภาษาพระ ท่านก็จะว่า ให้พิจารณาโดยใช้ "โยนิโสมนสิการ" (คำๆนี้แปลว่าอะไรอ่านได้ที่นี่ครับ http://gigcomputer.net/board/index.php?topic=204.0 )

อนึ่งทางผู้เรียบเรียงขอเป็นกลางโดยจะนำข้อมูลทั้งผู้กล่าวหา และข้อโต้แย้งของทางฝ่ายหลวงพ่อปราโมทย์ มาลงให้ได้รับรู้ข้อมูลของหลายๆด้านนะครับ

โดยข้าพเจ้าขอน้อมนำคำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่มีว่า "เรารักราหุลลูกเขาเราเท่าไหร่ เราก็รักเทวทัตเท่านั้น" มาเป็นแนวางในการดำรงชีวิต และเจริญเมตตาบารมีครับ

ดังนี้แล้วจึงไม่ขอตัดสินว่าใครถูกใครผิด (ก็ขนาดพระเทวทัตกระทำกับพระองค์ขนาดนั้น พระจอมไตรยังทรงไม่กล่าวโทษแต่อย่างใด โดยทรงอ้างถึงกรรมที่ผูกกันมาหลายชาติว่าเป็นเหตุให้พระเทวทัตกระทำการต่างๆนี้ และชาตินี้ก็เป็นชาติสุดท้ายของพระทศพลแล้วที่จะได้รับการจองเวรจากพระเทวทัตซึ่งในภายหลังท่านก็คิดได้และกลับใจ และพระพุทธองค์ยังได้ทรงพยากรณ์ว่าในกาลข้างหน้าพระเทวทัตจะได้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า และเข้าสู่พระนิพพานได้ในที่สุด) แต่ขอเป็นสื่อกลางในการนำข้อมูลทั้งหลายมารวมไว้ที่นี่เพื่อความสะดวกในการสืบค้นข้อมูลของท่านทั้งหลายครับ

ข่าวของหลวงพ่อปราโมทย์  นี้เริ่มถูกครหาแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจากประกาศฉบับนี้ครับ

1.ประกาศสวนพุทธธรรม ป่าละอู
11 พฤศจิกายน 2552

(รายละเอียดอยู่ข้างล่างนะครับ)

2.จดหมายขอลาออกจากการเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สวนสันติธรรมของคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ,คุณอภิชาติ อัศวเรืองชัย ,คุณสุวรรณี เต็งอำนวย ,คุณสุภาภรณ์ อัศวเรืองชัย
15 มกราคม 2553

http://www.antiwimutti.net/Antiwimutti/cdhmay_la_xxk.html

3.ประกาศบ้านอารีย์ ฉบับที่ 1 และ 2
18 มกราคม 2553

http://www.baanaree.net/index.php?option=com_content&view=article&id=403:2010-07-09-07-42-12&catid=35:2010-03-31-09-41-04&Itemid=153


4.กัณฑ์เทศน์คุณไสย แก้ไขใหม่ เนื่องจากมีผู้ทักท้วงและได้ไปฟังกัณฑ์เทศน์นี้ด้วยตนเองที่สวนสันติธรรมว่า เทศน์เมื่อ 21 มกราคม 2553 ครับ
21 มกราคม 2553

http://www.antiwimutti.net/Antiwimutti/peidpong_phra_pramothy_pramoch_cho_thesna_khun_siy_s_ray.html

5.การพิสูจน์คุณไสยด้วยกล้องเกอร์เลี่ยน dlitemag ฉบับ วันที่

25 กุมภาพันธ์ 2553

http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=287:2010-02-22-07-19-09&catid=34:lite-talk&Itemid=59

6.อีเมลล์ฉบับที่ 1-3 ของสวนพุทธธรรม ป่าละอู (มีนาคม ๒๕๕๓)

Refer :

มีนาคม 2553

7.กรณีหลวงพ่อปราโมทย์ ฉบับที่ 1.โดยคุณดังตฤณ
มีนาคม 2553

Refer :

8.กรณีหลวงพ่อปราโมทย์ ฉบับที่ 2. โดยคุณดังตฤณ
มีนาคม 2553

Refer :

9.Forward เมล์ ฉบับที่ 1.เตือนภัยเรื่องการปล่อยของ (คุณไสย)
มีนาคม 2553

Refer :

10.Forward เมล์ ฉบับที่ 2. เตือนภัยเรื่องการปล่อยของ (คุณไสย)
มีนาคม 2553

Refer :

11.บทความเข็มทิศชีวิต ข้อคิดจากแฮร์รี่ พ๊อตเตอร์ บทความของคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง
มีนาคม 2553

http://www.antiwimutti.net/Antiwimutti/bthkhwam_cak_sux_khxkhid_cak_hr_ri.html

12.บทความ ภิกษุมหาโจร บทความของคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย
มีนาคม 2553

http://www.antiwimutti.net/Antiwimutti/bthkhwam_cak_sux_phiksu_mha_cor_doy_dnay.html

----------------------------------------------------------------

ประกาศมูลนิธิบ้านอารีย์
ชี้แจงเหตุผลการยุติเผยแผ่คำสอนของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ก่อนอื่นต้องกราบขอขมาทุกท่านกับการกระทำที่เกิดขึ้น อาจทำให้เกิดอกุศลจิตขึ้นได้ โดยที่มิได้มุ่งหวังเช่นนั้น เป็นเพียงการตั้งใจทำหน้าที่ของผู้ร่วมเดินทางในสังสารวัฎ ตามกำลังสติปัญญาที่มี ที่สำคัญไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อใคร ทั้งยังเป็นเรื่องที่อึดอัดลำบากใจ อย่างถึงที่สุดในการกระทำ แต่ด้วยภาพที่ประสบทุกเมื่อเชื่อวัน ถึงความอ่อนแอของเพื่อนร่วมทุกข์ที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบ้านอารีย์ โดยเฉพาะในระยะหลังๆที่ล้วนเข้ามาด้วยความโหยหาที่พึ่ง แต่ที่พึ่งนั้นกลับมิใช่พระธรรม ตามที่พระศาสดาคือพระพุทธเจ้าของเราทรงมอบไว้ให้ กลับอยู่ที่ตัวบุคคล หรืออิทธิฤทธิ์ ปาฎิหาริย์ของบุคคล

บ้านอารีย์เริ่มแปรสภาพเป็นสำนักผู้วิเศษ สามารถรู้วาระจิตของผู้เข้ามาเยือน ส่งผลให้ชาวพุทธอ่อนกำลังลงอย่างสิ้นเชิง ภาพเหล่านี้พบเห็นอยู่ทุกวัน ทำให้จำต้องหันมาพิจารณาถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นต่อสิ่งที่เผยแพร่ สิ่งที่สอน ว่าเหตุใดกัน ทำไมถึงกลายเป็นยิ่งปฏิบัติยิ่งอ่อนแอลง

อีกทั้งด้วยบ้านอารีย์ได้มีครูบาอาจารย์แวะเวียนมาเมตตาเป็นระยะ ทำให้ได้ลองตรวจสอบคำสอนและแนวทางดู จึงได้พบเห็นบางสิ่งบางอย่างจนนำมาซึ่งการตัดสินใจนี้ และจะได้แจกแจงในประกาศนี้

ทั้งนี้บ้านอารีย์ขอยืนยันว่า เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 3 วันที่ผ่านมา แต่ยืนยันว่ามิได้เป็นเรื่องของการอื่นใด เว้นแต่เพียงต้องการกระตุ้นให้เพื่อนร่วมทุกข์เฉลียวใจหันมามองสิ่งต่างๆ เพื่อช่วยกันรักษาพระสัทธรรมแท้ไว้ให้ลูกหลานของเราเท่านั้น

จากที่บ้านอารีย์ได้ประกาศยุติการเผยแผ่คำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโชนั้น ได้มีผู้สอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมาก บ้านอารีย์จึงขอชี้แจงเหตุผลที่ทำให้เห็นว่า ต้องยุติการเผยแผ่คำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโชดังนี้

1. การบรรยายธรรมหลายครั้ง หลายกรณีมีการกระทบกระทั่งไปยังสำนักต่างๆ แทบจะทุกสำนัก ในลักษณะที่สื่อให้เห็นว่า การปฏิบัติของสำนักอื่นๆนั้น ยังมีข้อบกพร่อง ยังไม่สมบูรณ์ ต้องเสริมด้วยวิธีของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ทำให้เกิดอกุศลขึ้นระหว่างหมู่ผู้ปฏิบัติ ที่มีศรัทธาในสำนัก ในครูบาอาจารย์ของตน ไม่ก่อให้เกิดสังคมของพุทธศาสนิกชนที่ร่มเย็นขึ้นได้ จนทำให้ต้องมีการตัดต่อ ตัดตอน ลบ เก็บสื่อการสอนอยู่เป็นระยะๆ

2. การบรรยายธรรมหลายครั้ง หลายกรณีและบทความข้อเขียนเล่มต่างๆ มีการกล่าวหว่านล้อม โน้มน้าว ชักจูง ทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ว่า หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว รวมถึงเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ ซึ่งเป็นธรรมล้ำสามัญมนุษย์

กรณีเช่นนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงตำหนิภิกษุที่มีพฤติกรรมดังกล่าวว่า เปรียบเสมือนสตรีที่เผยอวัยวะพึงสงวนให้เขาดู เพราะเห็นแก่เงินทองของต่ำทราม

3. แก่นการสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ใช้การทักวาระจิต ทายใจเป็นหลัก และเป็นการใช้อย่างสม่ำเสมอ ในทุกคราวของการแสดงธรรม ทำให้เกิดการเสพติดของนักปฏิบัติ และเป็นวิถีทางการปฏิบัติแบบใหม่ ที่ผู้ปฏิบัติเพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์จำนวนมาก ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ต้องอาศัยหวังพึ่งพิงปาฏิหาริย์ ทำลายหลักการ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ลงอย่างสิ้นเชิง

วิกฤติการณ์นี้ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ผู้ที่สนใจปฏิบัติ เมื่อเข้ามาสู่การสอนในลักษณะนี้ ได้ก่อให้เกิดสภาพเหมือนการปฏิบัติธรรมกลายเป็นศาสตร์แห่งไสย แทนที่ศาสตร์แห่งพุทธะ ที่สำคัญ แม้วิชานี้อาจทำได้จริง อาจให้ประโยชน์กับบางบุคคลในบางกรณี ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงผิดพลาดได้ ลัทธิอื่นก็มีวิชานี้ได้เช่นกัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงติเตียนและปราชญ์ทั้งหลาย อาทิ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ก็ไม่อนุญาตให้พระลูกศิษย์รูปใดกระทำเช่นนั้น หากมีลูกศิษย์รูปใดกระทำ หลวงปู่ดูลย์จะประณามเอาอย่างรุนแรง เพื่อให้ยุติการกระทำเยี่ยงนั้น

นอกจากนี้ ญาติธรรมหลายๆท่านได้เล่าให้ฟังว่า ตนเองกำลังขาดสติแต่ถูกหลวงพ่อปราโมทย์ทักว่า ปฎิบัติได้ดี แสดงให้เห็นว่าการใช้การทักวาระจิตของท่านนั้นคลาดเคลื่อนไปจากสภาวะธรรมที่เป็นจริง และไม่สามารถยึดเป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง

4. แนวทางการสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ไม่มีขั้นตอนการปฎิบัติที่ชัดเจน จึงต้องอาศัยการถามตอบเป็นหลักนั้น ทำให้ไม่มีมาตรฐานทางธรรม เกิดความฟุ้งซ่านขึ้นกับผู้ปฎิบัติ เฝ้ากังวลว่าจะปฎิบัติถูกหรือผิดหรือไม่อย่างไร จะเอาจิตไว้ที่ไหน ฯลฯ เพราะคอยแต่คิดคำนึงไปตามสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมา วนเวียนอยู่กับการถามตอบ

อีกทั้งหลายกรณี คำตอบที่ได้จากหมู่ผู้สอนที่ได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อปราโมทย์ให้สอน ก็ขัดแย้งกันเอง จนนำมาซึ่งความสับสน เหนื่อยหน่าย เสื่อมความเพียรในการมุ่งหน้าเข้าสู่การปฎิบัติที่แท้จริง ”ขาดศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของตนเอง” ในการจะปฎิบัติธรรมให้ได้ผล ประหนึ่งนกที่ถูกผู้เลี้ยงหักปีกไว้ ทำให้ไม่สามารถบินไปไหนได้ เอาแต่คอยอาหารและน้ำจากผู้เลี้ยงเท่านั้น

5. ในการแสดงธรรมของหลวงพ่อปราโมทย์หลายครั้ง ได้ดูแคลนแนวทางการปฎิบัติที่ทำความเพียรในรูปแบบ และข้อวัตรปฎิบัติต่างๆของครูบาอาจารย์ต่างสำนัก ด้วยอาการเยาะเย้ย เหยียดหยาม ทำนองว่าเป็นทุกขาปฎิปทา ไม่เหมาะกับปัญญาชนคนเมือง ทำให้ล่าช้า สู้การทำความเพียรด้วยการฟังซีดีของท่านบ่อยๆ ไม่ได้

นอกจากนั้น ท่านยังไม่ส่งเสริมการสวดมนต์ การทำวัตรเช้าเย็น ซึ่งถือว่าขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับปฏิปทาของครูบาอาจารย์ที่ท่านอ้างว่าตนเป็นลูกศิษย์ โดยเฉพาะหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ลูกศิษย์ที่ดีจะต้องยึดปฏิบัติตามปฏิปทาของพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ตนนับถือได้วางไว้

นอกจากปฏิปทาต่างๆแล้ว ยังมีข้อวัตรต่างๆที่ท่านละเลย เช่น การบิณฑบาตร เป็นต้น ซึ่งท่านไม่ได้ให้ความสนใจปฏิบัติในข้อวัตรที่จำเป็นเหล่านี้เลย

6. จากการพบปะพูดคุยกับญาติธรรมจำนวนมาก ที่อาศัยเพียงการดูจิตในชีวิตประจำวัน โดยละเลยการปฏิบัติในรูปแบบ และการทำสมถะซึ่งเป็นพื้นฐานที่ก่อให้เกิดความตั้งมั่นของจิต ทำให้ไม่มีกำลังที่จะใช้ดูจิต ถูกอารมณ์ลากพาไป เห็นแต่เพียงอาการของจิต ไม่สามารถทำให้ลดละกิเลสได้ ซึ่งครูบาอาจารย์สำนักต่างๆ หลายสำนัก ล้วนมีความเห็นตรงกันว่า การทำสมถะมีความจำเป็นสำหรับทุกคน มิใช่บางคนเท่านั้น

7. หลังจากที่บ้านอารีย์ได้ทำการตรวจสอบแล้ว พบข้อเท็จจริงว่า

7.1 จากการที่หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ได้มีความเพียรพยายามอ้างถึง ความเกี่ยวพันกับ หลวงพ่อมนตรี อาภัสสะโร (ผู้เป็นศิษย์อาวุโสของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล) และสวนพุทธธรรม-ป่าละอู ในลักษณะศิษย์พี่ศิษย์น้อง และวัดพี่วัดน้อง อย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทั้งในรูปของคำพูด และข้อเขียน ไม่เป็นความจริง

7.2 จากการที่หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ได้ระบุไว้ในข้อเขียนเรื่อง “กว่าจะเป็นสวนสันติธรรม” (ปัจจุบันถูกลบออกจาก website ของสวนสันติธรรม หลังจากมีประกาศชี้แจงเรื่อง ความเกี่ยวพันระหว่างสวนพุทธธรรม-ป่าละอู และสวนสันติธรรมศรีราชา ลงวันที่ 11พฤศจิกายน 2552) ซึ่งมีเนื้อความกล่าวถึง การจัดสร้างสวนสันติธรรมว่า เป็นดำริเริ่มต้น ของหลวงพ่อมนตรี อาภัสสะโร และต่อมาได้รับการพิสูจน์ภายหลังว่า ไม่เป็นความจริงเช่นกัน

7.3 จากการที่ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช มีความพยายามที่จะแสดงให้ญาติธรรมเข้าใจว่า หลวงพ่อมนตรี อาภัสสะโร ได้เขียนจดหมายรับรองโสดาปัตติผลให้กับ แม่ชีอรนุช สันตยากร นั้นก็ได้รับการพิสูจน์ภายหลังว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

8. บ้านอารีย์เห็นว่า หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช มีปฏิปทาสวนทางกับพระพุทธวจนะ ว่าด้วยการพยากรณ์อริยะผล ซึ่งเป็นวิสัยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

เป็นที่รับทราบกันดีว่า มีการพยากรณ์โสดาปัตติผลให้แก่ลูกศิษย์จำนวนอย่างน้อย 6 ราย อีกทั้งการพยากรณ์กันเองในหมู่ผู้แวดล้อม เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงติเตียน ดังในพระสูตรภิกษุโจรที่พยากรณ์กันเอง จนมีลาภสักการะจำนวนมาก

บ้านอารีย์เคารพเทิดทูนพ่อแม่ครูอาจารย์ยิ่งชีวิต และมีความเชื่อว่า พวกเราควรยึดหลักที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้คือ มีพระธรรมเป็นศาสดา มิใช่ยึดถือในตัวบุคคล ศรัทธาในตัวบุคคลเป็นใหญ่ เมื่อบุคคลวิบัติ ก็ยังมีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา มีหลักธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

บ้านอารีย์ขอยืนยันด้วยความสุจริตใจว่า การกระทำใดๆ ตลอดจนข้อเท็จจริง และเหตุผลที่บ้านอารีย์ได้นำมาเปิดเผยในประกาศฉบับนี้ เป็นการกระทำที่ไม่มีเจตนาก้าวล่วง ไปตำหนิหลวงพ่อปราโมทย์เป็นการส่วนตัว หากแต่เป็นไปเพื่อปกปักรักษาพระศาสนา ในฐานะที่เป็นชาวพุทธตามทำนองคลองธรรม อันจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไปในภายหน้า

ทั้งนี้ บ้านอารีย์ยังใคร่เชิญชวนพุทธศาสนิกชนที่มีความสนใจ หรือสงสัยในความถูกต้องของข้อความข้างต้น ได้ทำใจเป็นกลาง และใช้โยนิโสมนสิการ เฝ้าตามสังเกตข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ด้วยตัวท่านเอง

แหล่งข้อมูล
http://www.baanaree.net/baanareepost.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 09, 2011, 08:10:12 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
มีนาคม 23, 2010, 08:45:08 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 23, 2010, 08:45:08 pm »

ขอฝากประกาศชี้แจงจากสวนพุทธธรรม ป่าละอู เรื่องความเกี่ยวข้องกับ สวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
ขอรบกวนเนื้อที่ฝากประกาศประชาสัมพันธ์ / ชี้แจงดังต่อไปนี้ครับ .....

------

ประกาศสวนพุทธธรรม ป่าละอู
เรื่อง ความเกี่ยวข้องกับ สวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

เนื่องจากปัจจุบันได้มีพระภิกษุ แม่ชี และญาติโยม ได้ให้ความเมตตาเดินทางหรือติดต่อไปยังสวนพุทธธรรม ป่าละอูบ่อยครั้ง ด้วยความเข้าใจที่ว่า สวนพุทธธรรม ป่าละอู และสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มีความเกี่ยวข้องกันในฐานะเป็นวัดสาขา หรือมีความใกล้ชิดกันในลักษณะวัดพี่วัดน้อง โดยมีคำสอน , หลักปฏิบัติ และปฏิปทาในลักษณะเดียวกัน

ความเข้าใจดังกล่าว เป็นเหตุให้พระภิกษุและญาติโยมในสวนพุทธธรรม ป่าละอู มีความจำเป็นต้องชี้แจงความจริงให้ญาติโยมทราบครั้งละท่าน หรือครั้งละหมู่คณะ เป็นจำนวนบ่อยครั้ง ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

สวนพุทธธรรมฯจึงใคร่ขอชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวมา ณ ที่นี้ว่า หลวงพ่อมนตรี อาภัสสะโร (สวนพุทธธรรม ป่าละอู) และหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช (สวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ. ชลบุรี) มีความรู้จักหรือคุ้ยเคยกันในฐานะผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันในฐานะเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องแต่อย่างใด และ ทางสวนพุทธธรรม ป่าละอู ไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ทางส่วนตัว , คำสอน, ปฏิปทา หรือหลักปฏิบัติใดๆ กับสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ไม่ว่าในด้านใดทั้งสิ้น หากแต่ถือเป็นสำนักสงฆ์ภายใต้พระพุทธศาสนาเดียวกันเท่านั้น

จึงเรียนมาเพื่อความเข้าใจโดยทั่วกัน

สำนักปฏิบัติธรรม สวนพุทธธรรม ป่าละอู
11 พฤศจิกายน 2552

-------

สำหรับท่านใดที่มีข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับประกาศนี้ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ email : kraisorn9945@hotmail (dot) com หรือที่สวนพุทธธรรม ป่าละอู โดยตรง
บันทึกการเข้า
มีนาคม 23, 2010, 08:50:18 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 23, 2010, 08:50:18 pm »

คำชี้แจงของสวนสันติธรรม ฉบับที่ ๘ (แก้ไข)

เรื่องการสร้างข้อมูลเท็จเพื่อใส่ร้ายป้ายสีหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

          ตลอดเวลาประมาณ ๒ ปีที่ผ่านมา ได้มีการสร้างข้อมูลเท็จนานาชนิดเพื่อสร้างความเสื่อมเสียให้กับหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช จนมีข่าวความเสื่อมเสียมากมายหลายเรื่องด้วยกัน

          ข่าวความเสื่อมเสียทั้งหลายนั้น พอจะจำแนกได้หลายประเภทคือ (๑) ความไม่ดีงามก่อนที่จะบรรพชาอุปสมบท เพื่อปูพื้นให้เห็นว่าหลวงพ่อปราโมทย์เป็นคนไม่ดีมาก่อน (๒) ความไม่ดีงามในขณะครองเพศบรรพชิต เช่นการดูหมิ่นครูบาอาจารย์ของตนเอง และครูบาอาจารย์สำนักอื่นๆ การมีปัญหาเรื่องผู้หญิง การมีปัญหาเรื่องฉ้อโกง ทั้งโกงเงินวัดและเงินของญาติโยม ด้วยวิธีการนานาชนิด และการสอนกรรมฐานด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม ฯลฯ

          การสร้างข่าวความเลวร้ายเกือบทั้งหมดจะมีลักษณะสำคัญ ๒ อย่างคือ (๑) การบิดเบือนข้อมูลเก่า และ (๒) การสร้างข้อมูลใหม่ กล่าวคือ

          ๑. การบิดเบือนข้อมูลเก่า จะเป็นการนำข้อมูลที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย หรือไม่ปะติดปะต่อ มาบอกเล่าผ่านการพูด การเขียนหนังสือ การส่งอีเมล์ การโพสต์ความเห็น ฯลฯ โดยแต่งเติมและบิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิดในทางเสื่อมเสีย เช่นเมื่อหลวงพ่อปราโมทย์เล่าว่า “เคยศึกษาธรรมะของท่านอาจารย์พุทธทาส แล้วเกิดมิจฉาทิฏฐิโดยสำคัญผิดว่าท่านสอนว่าตายแล้วสูญ ทั้งนี้เพราะศึกษาคำสอนของท่านอย่างไม่ถ่องแท้” ก็บิดเบือนเป็นว่า “หลวงพ่อปราโมทย์ปรามาสว่าท่านพุทธทาสภิกขุเป็นมิจฉาทิฏฐิ” หรือเมื่ออ่านข้อเขียนสมัยที่หลวงพ่อปราโมทย์ยังเป็นฆราวาส ก็โจมตีว่าเป็นการหลอกลวง ซึ่งเป็นการพูดโดยไม่มีหลักฐานใดๆ มารองรับเลย

          ๒. การสร้างข้อมูลใหม่ หลายกรณีโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เป็นความผิดร้ายแรงสำหรับพระ จะมีการสร้างเรื่องและเผยแพร่ออกไปทาง internet บ้าง การพูดคุยบ้าง เมื่อข่าวแพร่ไปกว้างขวางจนไม่ว่าจะไปที่ใดก็มีคนพูดถึงเรื่องนั้น ก็จะเกิดภาพลวงตาว่าน่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะใครๆ ก็รู้เหมือนๆ กัน เช่นเรื่องที่ว่าหลวงพ่อปราโมทย์เขียนอีเมล์ไปเล่าเรื่องที่ผิดศีลข้อ ๓ ให้คุณดังตฤณฟัง ทั้งที่หากหลวงพ่อปราโมทย์จะทำเช่นนั้นจริง ก็คงไม่เปิดเผยให้คนอื่นรู้

          บางกรณีก็ไม่ใช่เพียงการพูดหรือการเขียน แต่ถึงกับมีการจัดฉากเพื่อบันทึกภาพและเสียง เช่นมีการปล่อยข่าวว่าหลวงพ่อปราโมทย์เรียกร้องเงินทองจากหญิงคนหนึ่งซึ่งป่วยหนัก เพื่อแลกกับการช่วยรักษาโรคให้ ซึ่งเมื่อแรกที่สงฆ์สวนสันติธรรมได้ยินเรื่องนี้ ก็คิดว่าเป็นข่าวลืออย่างเลื่อนลอยเช่นเดียวกับข่าวอื่นๆ ต่อเมื่อทบทวนซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงนึกได้ว่า น่าจะมีการจัดฉากในเรื่องนี้ขึ้นจริงๆ โดยในวันหนึ่งขณะที่หลวงพ่อปราโมทย์สอนญาติโยมและสนทนากับพระอาคันตุกะเสร็จแล้ว และสงฆ์พากันกราบพระประธานในศาลาใหญ่พร้อมกันแล้ว ได้มีพระกราบเรียนหลวงพ่อปราโมทย์ก่อนจะกลับเข้าห้องพักว่า ขอให้เมตตาช่วยรับปัจจัยทำบุญของหญิงผู้หนึ่งซึ่งป่วยหนักใกล้ตาย และญาติพาตัวมา เพื่อสงเคราะห์ให้เธอผู้นั้นได้ชื่นใจ (ปกติหลวงพ่อปราโมทย์ไม่รับการถวายสิ่งใดโดยตรงจากญาติโยมเพราะไม่ค่อยมีเวลา) เมื่อหลวงพ่อปราโมทย์ถามพระว่า “เป็นใครหรือ?” พระก็ตอบว่า “ไม่เคยเห็นหน้า”

          จากนั้นพระได้เรียกคณะของคนป่วย(มีประมาณ ๔ คน) ให้มาถวายใบปวารณาที่ริมอาสนะสงฆ์ซึ่งมีคนเดินผ่านไปมาวุ่นวายอยู่ด้านข้าง โดยทั้งผู้ถวายและหลวงพ่อปราโมทย์ต่างก็ยืนอยู่ในที่เปิดเผยนั้นเอง จุดที่น่าสงสัยก็คือ มีหญิงคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ด้านขวามือของหลวงพ่อปราโมทย์ ได้ขออนุญาตถ่ายภาพและถ่ายวีดิโอด้วยกล้องถ่ายรูป อีกคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ทางด้านซ้ายได้ยื่นโทรศัพท์มือถือเข้ามาใกล้หลวงพ่อปราโมทย์เพื่อบันทึกเสียง และเมื่อหญิงสูงอายุที่ว่าเป็นคนป่วย ยื่นพานถวายใบปวาราณาและหลวงพ่อปราโมทย์รับแล้ว หญิงอีกคนหนึ่งที่ยืนประคองหญิงสูงอายุอยู่ทางด้านหลัง ได้ถามนำขึ้นในทำนองว่า “ทำบุญแล้วจะหายป่วยไหมคะ” ซึ่งคำถามเช่นนี้เป็นการบีบให้พระจำเป็นต้องพูดให้กำลังใจ เพราะคงไม่ใจร้ายพอที่จะกล่าวว่า “ตายแน่” หลวงพ่อปราโมทย์ก็ต้องตอบไปด้วยความเมตตาในทำนองที่ว่า “ทำบุญแล้วก็หายป่วยได้” และหลวงพ่อปราโมทย์ได้อธิบายขยายความให้อีกหน่อยหนึ่งว่า “แต่ขอให้คิดถึงบุญที่ทำแล้วบ่อยๆ จนจิตเกิดปีติ เมื่อจิตเกิดปีติแล้วโรคภัยบางอย่างก็พอจะหายได้” จากนั้นหลวงพ่อปราโมทย์ก็ส่งใบปวารณาให้พระซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ โดยไม่ได้สนใจว่าใบปวารณานั้นลงชื่อใครและเขียนยอดเงินไว้เท่าใด เพราะหลวงพ่อปราโมทย์มีปกติว่าไม่เน้นให้ลูกศิษย์ถวายเงินทอง แต่เน้นให้ปฏิบัติถวาย

          สวนสันติธรรมเข้าใจว่าจะเป็นเหตุการณ์นี้เอง ที่อาจมีการทำให้กลายเป็นว่าหลวงพ่อปราโมทย์หลอกลวงให้มาทำบุญ เพื่อแลกกับการรักษาโรค

          สวนสันติธรรมขอให้เพื่อนชาวพุทธทบทวนเรื่องราวเกี่ยวกับพระภิกษุผู้มีชื่อเสียง และถูกกล่าวโทษร้ายแรงในอดีตดูเถิดว่า แต่ละท่านถูกโจมตีด้วยข่าวร้ายแรงเพียงไม่กี่เรื่อง และกว่าจะหาข้อมูลมาเปิดโปงได้ก็ต้องใช้ความพยายามมากมาย แต่กรณีหลวงพ่อปราโมทย์กลับปรากฏข่าวความเสียหายผ่านทาง internet ต่อเนื่องเป็นปีๆ ซึ่งหากหลวงพ่อปราโมทย์ทำผิดจริง ก็ต้องนับว่าเป็นคนที่ทำความผิดได้มากมายในทุกด้าน และเป็นการทำความผิดที่ไม่มีการปกปิดด้วย จึงมีผู้รู้เห็นนำมาเปิดโปงได้ง่ายๆ ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความจงใจที่จะสร้างข่าวความเสียหายขึ้นมา ซึ่งการใส่ร้ายด้วยวิธีการอันเป็นเท็จทั้งหลายนี้ เป็นศิลปะที่กลุ่มผู้มุ่งทำลายหลวงพ่อปราโมทย์บางคนมีความเชี่ยวชาญมากเป็นพิเศษ

          นอกเหนือจากการใส่ร้ายแล้ว กลุ่มผู้มุ่งทำลายหลวงพ่อปราโมทย์ยังมีแผนการทำงานต่อเนื่องอย่างเป็นขั้นตอน เช่น (๑) การดึงตัวบุคคลบางคนไปเป็นพวก ด้วยการข่มขู่บ้าง หรือโดยอาศัยความน่าศรัทธาของครูบาอาจารย์รูปหนึ่ง ซึ่งมีคนส่งข้อมูล “ความผิดร้ายแรง” ของหลวงพ่อปราโมทย์ไปให้ท่าน เพื่อให้ท่านกล่าวถึงหลวงพ่อปราโมทย์ในทางที่ไม่ดีต่อผู้ที่รู้จักหลวงพ่อปราโมทย์ เพื่อดึงบุคคลเหล่านั้นไปเป็นพวก แล้วนัดหมายให้กระทำการบางอย่างพร้อมๆ กัน เพื่อสร้างข่าวที่เสื่อมเสียให้เกิดขึ้น รวมทั้งให้บุคคลเหล่านั้นไปชักชวนผู้อื่นมาร่วมขบวนการณ์ด้วย (๒) การจัดฉากจะให้เกิดการจับกุมในที่สาธารณะ (๓) การเตรียมการแถลงข่าวภายหลังการจับกุม (๔) การติดต่อนักกฏหมายและผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำคดีพระดังในอดีต เพื่อเตรียมการฟ้องร้องกล่าวโทษ ฯลฯ

          สิ่งเหล่านี้น่าจะวิเคราะห์ได้ว่าเป็นการวางแผนการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ซึ่งหากไม่ใช่ผู้ที่มีความอาฆาตแค้นหลวงพ่อปราโมทย์อย่างรุนแรง ก็ไม่น่าจะมีแรงจูงใจให้พยายามทำลายล้างหลวงพ่อปราโมทย์ได้รุนแรงและต่อเนื่องยาวนานถึงขนาดนี้ สมควรที่สังคมจะช่วยกันจับตาดูว่า ใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความเคลื่อนไหวและวางแผนการอันซับซ้อนนี้

หมายเหตุ ประกาศเมื่อวันที่ ๒๐ ม.ค. ๒๕๕๓

---------------------------------------------------------------

คำชี้แจงของสวนสันติธรรมฉบับที่  ๑๐

เรื่องข้อกล่าวหาว่าหลวงพ่อปราโมทย์บิดเบือนคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล


      เรื่องใหญ่ที่บุคคลบางกลุ่มหยิบยกขึ้นมาโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช คือเรื่องที่กล่าวหาว่าหลวงพ่อปราโมทย์บิดเบือนดูหมิ่นคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ด้วยการเขียนหนังสือ "แก่นธรรมคำสอนของหลวงปู่ดูลย์"

      เรื่องนี้มีข้อเท็จจริงดังนี้คือ

           ๑. ความเป็นมาของหนังสือ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ หลวงพ่อปราโมทย์พิจารณาเห็นว่า การดูจิตเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางและขยายตัวอย่างรวดเร็วในหมู่ชนทุกเหล่า แม้เป็นเรื่องน่ายินดีที่ผู้คนซึ่งไม่เคยสนใจธรรมะได้เกิดความสนใจธรรมะขึ้น แต่ก็มีประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือการดูจิตเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก โอกาสที่จะปฏิบัติผิดพลาดจึงมีอยู่ในหลายจุด จึงสมควรหยิบยกคำสอนเกี่ยวกับการดูจิตของหลวงปู่ดูลย์มาชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้สนใจ ในฐานะที่หลวงปู่เป็นครูบาอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "ต้นตำหรับการดูจิต"

           ๒. ข้อจำกัดของการเขียน หลวงพ่อปราโมทย์ตระหนักดีว่า หลวงปู่ดูลย์เป็นครูบาอาจารย์ที่มีภูมิรู้สูงอย่างยิ่ง ไม่มีทางที่ศิษย์จะอธิบายคำสอนของท่านให้ถูกถ้วนได้ทั้งหมด และหลวงปู่สอนศิษย์แต่ละองค์/แต่ละคน แตกต่างกันตามวาสนาบารมี จึงเป็นการยากที่จะชี้ว่าความเข้าใจของศิษย์ผู้ใดถูกมากกว่ากัน ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อปราโมทย์จึงประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า "เรื่องที่จะเขียนนี้เป็นความเข้าใจของศิษย์คนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ผูกขาดว่าคำสอนที่แท้จริงของหลวงปู่ดูลย์ จะต้องเป็นไปตามความเข้าใจของหลวงพ่อปราโมทย์แต่เพียงผู้เดียว"

           ๓. ขอบเขตของเรื่องที่จะอธิบาย หลวงปู่ดูลย์มีธรรมเทศนาที่ใช้ประจำอยู่ ๒ ชุด คือ (๑) อริยสัจแห่งจิต และ (๒) จิตคือพุทธะ ซึ่งหลวงพ่อปราโมทย์พิจารณาเห็นว่าถ้าผู้ปฏิบัติเข้าใจเรื่องอริยสัจแห่งจิตได้ ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับการปฏิบัติมาก เพราะอริยสัจเป็นธรรมที่ครอบคลุมธรรมทั้งปวง และมีคัมภีร์ฝ่ายเถรวาทรองรับ ในขณะที่เรื่องจิตคือพุทธะ ซึ่งอธิบายถึง "จิตหนึ่ง" ที่คนทั้งหลายยังไม่สามารถรู้เห็นได้ในขณะนี้ และไม่พบในคัมภีร์ฝ่ายเถรวาท แม้นำมาอธิบายก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าถูกต้องหรือไม่ ("จิตคือพุทธะ" เป็นส่วนหนึ่งในคำสอนของ ฮวงโป ซึ่งท่านอาจารย์พุทธทาสได้แปลไว้ แล้วหลวงปู่ยืมถ้อยคำนั้นมาใช้)

           ๔. อริยสัจแห่งจิตลงกันได้กับคำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งในส่วนของทุกข์ นิโรธ และมรรค แต่ในส่วนของสมุทัยอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์นั้น มีถ้อยคำเรียบเรียงไว้ว่า "จิตที่ส่งออกนอกเป็นสมุทัย" แสดงถึงสภาวะที่แตกต่างจากคำสอนของหลวงปู่เอง คือไปเน้นความสำคัญที่ "จิต" แต่ในขณะเมื่อหลวงปู่สอนศิษย์ตัวต่อตัว ท่านกลับสอนว่า "อย่าส่งจิตออกนอก" คือเน้นความสำคัญไปที่ "ส่ง" ซึ่งสภาวะจะตรงกับ "ตัณหา" หรือความทะยานอยาก อันเป็นตัวสมุทัยตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

           ๕. การตรวจสอบข้อเท็จจริง หลวงพ่อปราโมทย์ได้กราบเรียนถามเรื่องนี้จากท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ ผู้อยู่ใกล้ชิดหลวงปู่มาหลายสิบปีว่า เหตุใดถ้อยคำที่เรียบเรียงให้หลวงปู่พูด กับคำสอนที่หลวงปู่กล่าวขึ้นเองจึงแตกต่างกัน ทำให้ได้ทราบข้อมูลเบื้องลึกว่า เดิมหลวงปู่ไม่ได้สอนอริยสัจแห่งจิตอย่างที่มีการเรียบเรียงถวายให้ท่านพูด และท่านสอนเรียงลำดับตามพระพุทธเจ้าคือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ต่อมาศิษย์ได้เรียบเรียงถ้อยคำถวายให้ท่านใช้ใหม่ ซึ่งไพเราะและสละสลวยกว่าเดิม ได้แก่อริยสัจแห่งจิตที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้เอง

           อนึ่งท่านเจ้าคุณได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เหตุที่ต้องมีการเรียบเรียงถ้อยคำให้ท่านใช้บ้าง ต้องนำหนังสือของฮวงโปมาให้ท่านพิจารณาใช้บ้าง ก็เพราะหลวงปู่ไม่ชำนาญในด้านเทศนาโวหาร ทั้งที่ความรู้ของท่านมีมากมหาศาล แต่ไม่ถนัดในการถ่ายทอดออกมา

           ๖. หลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้แก้ไขคำสอนของครูบาอาจารย์ หลวงพ่อปราโมทย์เห็นด้วยว่า ในเวลาที่ใครจะพูดหรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องอริยสัจแห่งจิต ก็ต้องยึดถือถ้อยคำตามที่มีการเรียบเรียงถวายหลวงปู่ไว้ เพราะเป็นถ้อยคำที่ท่านพูดอยู่เสมอว่า "จิตที่ส่งออกนอกเป็นสมุทัย" หลวงพ่อปราโมทย์เพียงแต่ต้องการบอกให้คนรุ่นหลังได้ทราบข้อมูลเบื้องลึกว่า เดิมหลวงปู่สอนอริยสัจแห่งจิตไว้อีกแบบหนึ่ง ซึ่งตรงกับคำสอนที่หลวงพ่อปราโมทย์ได้เรียนโดยตรงจากท่านที่ว่า "อย่าส่งจิตออกนอก เพราะการส่งจิตออกนอกเป็นสมุทัย" และสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า "สมุทัยเป็นสิ่งที่ควรละ และตัณหาคือความทะยานอยากเป็นสมุทัย" ทั้งนี้เพื่อความสมบูรณ์ของการศึกษาคำสอนของหลวงปู่ โดยเฉพาะในภายหน้าซึ่งสิ้นคนที่เคยศึกษาธรรมโดยตรงจากหลวงปู่ไปแล้ว และป้องกันคนรุ่นหลังจะไปหลงปรามาสว่าหลวงปู่สอนต่างจากพระพุทธเจ้า


           ๗. ความเห็นแย้งและความเห็นสนับสนุน เมื่อมีการพิมพ์หนังสือ "แก่นธรรมคำสอนของหลวงปู่ดูลย์" ออกมาแล้ว ได้เกิดความเห็นต่างกันเป็นสองฝ่าย โดยศิษย์ของหลวงปู่บางท่านเห็นว่า "ไม่ควรเขียนอธิบายคำสอนของหลวงปู่ ถึงหลวงปู่สอนผิดก็พูดไม่ได้" (ในขณะที่หลวงพ่อปราโมทย์ทราบว่าหลวงปู่สอนถูก แต่การเรียบเรียงถ้อยคำถวายให้ท่านใช้ต่างหากที่คลาดเคลื่อนไปบ้าง) ส่วนพระมหาเถระซึ่งเป็นศิษย์ชั้นผู้ใหญ่ที่สุดของหลวงปู่กลับเห็นว่า "การอธิบายคำสอนของหลวงปู่ครั้งนี้เป็นประโยชน์มาก เปรียบเหมือนการขุดคลองส่งน้ำจากทะเลสาบใหญ่ (หลวงปู่มีภูมิธรรมเปรียบดังทะเลสาบใหญ่ หลวงพ่อปราโมทย์เหมือนคนขุดคลอง) ให้ส่งน้ำไปใช้ประโยชน์ได้กว้างขวาง ทำให้คนรู้จักและได้รับประโยชน์จากคำสอนของหลวงปู่อย่างกว้างขวาง ยิ่งอธิบายได้ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ยิ่งเป็นประโยชน์มากขึ้นไปอีก" ท่านจึงปรารภกับพระเถระผู้เป็นศิษย์หลวงปู่อีกบางรูปว่า "สมควรใช้หนังสือเล่มนี้เป็นหลักในการสอนดูจิตให้เป็นมาตรฐานเดียวกันต่อไป"

            เมื่อเกิดความเห็นต่างกันเป็นสองฝ่ายดังกล่าว  หลวงพ่อปราโมทย์จึงให้เก็บหนังสือและงดการเผยแพร่ไว้ก่อน  เพราะอาจก่อให้เกิดความกระเทือนใจระหว่างกันได้

ยังมีอีกเยอะ หาอ่านได้ที่
http://wimutti.net/forum/index.php?board=22.0

อ่านแล้วกรุณาทำใจเป็นกลาง และใช้โยนิโสมนสิการ เฝ้าตามสังเกตข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ด้วยตัวท่านเอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 06, 2010, 11:23:27 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
มีนาคม 23, 2010, 08:52:36 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 23, 2010, 08:52:36 pm »

          ที่ผ่านมาหลายปีนี้ มีนักบวชบางรูป อ้างว่าได้รับคำรับรองจากพระเกจิรูปหนึ่งซึ่งได้มรณะภาพไปหลายปีแล้ว ทำการอธิบายคำสอนของอาจารย์ตนเสียใหม่ จนกลายเป็นเหตุให้ภายหลังมีผู้ตำหนิติเตียน จนเริ่มเป็นเรื่องราวบานปลาย ว่าเป็นการละเมิด และเป็นการอาศัยชื่อเสียงของอาจารย์ คนพวกนี้ก็กลับอ้างว่า พวกตนต่างหาก ที่ทำให้ชื่อเสียงของอาจารย์ตนโด่งดังเป็นที่รู้จักมากขึ้นในสังคมคนเมือง(ซึ่งเกียจคร้านที่จะเสียเวลามานั่งภาวนาจิตตน แต่อยากบรรลุพระนิพพาน รังเกียจ หรือทนทานไม่ได้ต่อความสันโดษ แต่ปรารถนาจะบรรลุธรรมอันสันโดษยิ่ง) เสมือนว่า ตนเองต่างหากที่ทำให้อาจารย์(ซึ่งมรณะภาพไปแล้ว)มีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้น ทำให้คนหันมาศรัทธาพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น ฯลฯ ซึ่งผู้ที่กล่าวอย่างนี้ บางคนก็เป็นผู้มีอาชีพเขียนนิยายรักๆใคร่ๆ โดยอ้างอิงธรรมะ ก็มี

          แท้จริงแล้ว ศรัทธา มีทั้งที่ดี และที่ทราม การอ้างว่ามีศรัทธาในพระพุทธศาสนานั้น ไม่จำเป็นต้องดีเสมอไป เพราะเหตุใด เพราะคำเรียกว่า พระพุทธศาสนา นี้ เป็นเพียงคำพูด เป็นเพียงบัญญัติ เป็นเพียงพยัญชนะ อันมีอรรถรสเป็นแก่นสาระ ผู้มีศรัทธา แต่เข้าใจอรรถแห่งพระธรรมผิดพลาด คลาดเคลื่อน กลับหัวกลับหาง น้อมตามนั้นไปแล้ว เป็นเหตุให้เสื่อมลงในอัตภาพบารมีอันเป็นเครื่องอาศัยของตน ย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้มีศรัทธาทราม หรือศรัทธาลามก แต่หากน้อมไปได้ถูกต้องตามพระพุทธประสงค์จริงแล้ว ย่อมได้ชื่อว่า เป็นศรัทธาอันประเสริฐ

          การทำให้ผู้อื่นเข้าใจ และน้อมตามไปได้อย่างถูกต้อง ตามเจตนาของอาจารย์ตน ย่อมถือว่า กตัญญู แต่การทำให้คนจำนวนมากที่ไม่รู้จักอาจารย์ของตนมาก่อน ได้รู้จักชื่อเรียกของอาจารย์ตน แต่กลับทำให้คนเหล่านั้นสำคัญผิดในคำสอนของอาจารย์ตน เพื่อให้สอดคล้องกับทิฐิของตน ย่อมได้ชื่อว่า อกตัญญู

          ย่อมเป็นธรรมดาว่า พระสาวกที่กตัญญู ที่รู้ธรรมอันเป็นแก่น ย่อมไม่กล่าวพระพุทธพจน์ว่า เป็นเพียงเปลือก หรือกระพี้ ส่วนคำอธิบายของตน เป็นแก่น แม้แต่พระสารีบุตร เมื่อกล่าวอธิบาย หรือขยายความคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ยึดเอาคำของพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง เป็นมูลเหตุ เป็นหลัก เป็นยอด เป็นแก่น แล้วอาจขยายความเพิ่มเติมเพื่อให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้มาก หรือลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่จะไม่กล่าวว่า คำอธิบายขยายความเหล่านั้น เป็นแก่นของพุทธพจน์ เพราะแท้ที่จริงแล้ว แก่นของพระธรรม หรือแก่นของพระพุทธพจน์นั้น คือ อรรถรสแห่งธรรมนั้น ไม่ใช่โวหารหรือพยัญชนะในพระพุทธพจน์ ดังนั้น จะนับไปไยกับโวหารแห่งพระสาวกในชั้นหลัง

          แต่อย่างไรก็ดี ในโลกนี้ มีบุคคลบางจำพวก เกียจคร้าน ประมาท มักง่าย เมื่ออ่านพระพุทธพจน์ อันมีอรรถรสลึกซึ้ง เข้าใจได้ยาก รู้เห็นตามได้ยาก แก่ผู้มีใจยังเกียจคร้าน มักมาก ก็ไม่อาจเข้าใจตาม ก็กลายเป็นของอ่านยาก ไม่รู้เรื่อง ต่อมา เมื่อพบโวหารของสาวกในชั้นหลัง อันมีโวหารสละสลวย เข้าใจได้ง่าย แต่ตื้นเขิน ก็มักยินดีในโวหารเหล่านั้น ก็เกิดศรัทธา ก็เกิดสำคัญไปผิด ว่าลึกซึ้ง ว่าเป็นแก่น เมื่อสาวกในชั้นหลังนี้ ได้รับศรัทธามาก ก็เกิดละโมบ ก็หลงไปว่า โวหารแห่งอาจารย์ แห่งบรมครู นี้ เป็นเปลือก ส่วนโวหารของตนนี้ เป็นแก่น ก็เป็นเหตุให้ผู้เชื่อตามหลงผิดไปว่า คำอันบริสุทธิ์แต่เข้าใจยากนั้น เป็นเปลือก ส่วนคำเจืออามิสของอาจารย์ตนอันเข้าใจได้ง่าย ปฏิบัติตามได้ง่าย แต่ตื้นเขิน เป็นหนทางแห่งความเสื่อมนี้ เป็นแก่น อย่างนี้ ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป มีมาก เป็นธรรมดา

          ส่วนผู้มีใจไม่ประมาท ไม่เกียจคร้าน เมื่อมีปัญหาขัดแย้ง ย่อมสอบทานได้ว่าถูกต้องจริงตามคำสอนของพระพุทธองค์หรือไม่ ตามภูมิปัญญา และปฏิภาณของตน ด้วยเหตุว่า พระไตรปิฏก อันเป็นคำของพระพุทธองค์ ยังคงปรากฏมีหลักฐานอยู่ในปัจจุบัน ย่อมไม่ปักใจเชื่อด้วยเพียงฟังพระพุทธพจน์เฉพาะในส่วนที่อาจารย์เหล่านั้นหยิบยกเป็นขยักขึ้นมาเพียงเพื่อรับรองทิฐิของตนว่าตรงตามคำพระพุทธเจ้าเท่านั้น โดยไม่ตรวจสอบให้ทั่วถึงด้วยตนเอง

          จริงอยู่ว่า มนุษย์ทั้งหลาย มีความเป็นพุทธะอยู่ในจิตตน สามารถบรรลุความเป็นอริยะได้ทั้งหมด แต่ ก็เป็นความจริงว่า มนุษย์ที่จะบรรลุอริยะธรรมได้ในชาตินี้ มีจำนวนเพียง ธุลี เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนมนุษย์ีที่ตั้งอยู่ในโลกนี้ สาธุชนทั้งหลาย ควรพิจารณาด้วยความแยบคาย เพื่อความเจริญขึ้นไปเป็นลำดับ ตามสถานะภาพแห่งตน จนกระทั่งถึงที่สุด แห่งทะเลทุกข์

อ้างอิงจาก
http://dhamma.living.in.th/webboard/index.php?topic=175.msg339#msg339
บันทึกการเข้า
กันยายน 14, 2010, 10:36:58 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 14, 2010, 10:36:58 am »

วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 16:39:09 น.  มติชนออนไลน์

ไฮโซดัง "ฐิตินาถ ณ พัทลุง"ยื่นโนติส "พระปราโมทย์"ขอคืนเงินบริจาค เผยจับตาสัปดาห์หน้ามีความเคลื่อนไหว

กรณีปัญหาความขัดแย้งระหว่างนางสาวฐิตินาถ ณ พัทลุง นักเขียนชื่อดัง (ผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิต) กับพระปราโมทย์ ปาโมชโช(สันตยากร) และ นางอรนุช สันตยากร สวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2553  ฝ่ายน.ส.ฐิตินาถ ได้ให้สำนักงานกฎหมายเทพยื่นโนติ๊ส (คำร้องที่จะขอใช้สิทธิตามกฏหมาย) พร้อมกับเรียกร้องขอเงินบริจาคของนางสาวฐิตินาถและมารดาคืนจากพระปราโมทย์ 

ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"ได้โทรศัพท์ไปยังน.ส.ฐิตินาถ ณ พัทลุง เพื่อสอบถามข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 10 กันยายน   โดยน.ส.ฐิตินาถ กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าจะมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้ชัดเจนขึ้น เพราะไม่ใช่เฉพาะตนเองเท่านั้นที่จะออกมานำเสนอข้อมูลแต่ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่พร้อมออกมาเคลื่อนไหวร่วมกัน   

  สำหรับโนติสของ น.ส. ฐิตินาถ  มีสาระสำคัญ ดังนี้

ในช่วงแรกของคำร้องขอใช้สิทธิตามกฎหมายระบุว่า จากการที่พระปราโมทย์และนางอรนุช  (อดีตภรรยาของพระปราโมทย์) ได้บอกกับผู้ร้องว่าได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2548 แต่ภายหลังต่อมาเมื่ออยู่ใกล้กันเป็นเวลาอันสั้นๆ ผู้ร้องก็มีเหตุให้ตัดสินใจที่จะไม่เชื่อว่า พระปราโมทย์เป็นพระอรหันต์หรือพระอริยะบุคคลอีกต่อไปแม้ในขณะนั้นจะมีผู้ศรัทธาและเชื่อถือมากมาย โดยขณะนั้นผู้ร้องยังไม่แน่ใจว่ากล่าวโดยคิดว่าตัวเองเป็นหรือกล่าวทั้งที่รู้ว่าไม่เป็น

ต่อมาผู้ร้องพบว่า พระปราโมทย์ และ นางอรนุชได้เผยแพร่คำพูดและข้อเขียนเกี่ยวกับผู้ร้องซึ่งผิดไปจากความจริง และทำให้สารานุศิษย์ของพระปราโมทย์ หลงเชื่อและได้กระทำการต่างๆเป็นการรบกวนการดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติสุขของผู้ร้องและบุตรอย่างไม่เป็นธรรม

แต่ในขณะนี้มีบุคคลจำนวนมากออกมาแสดงความเห็นและจุดยืนในการนำเสนอความจริงซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ พระปราโมทย์ และ นางอรนุชพยายามนำเสนอต่อสาธารณชน อาทิ เช่น

1. กรณีประกาศสวนพุทธธรรมป่าละอู ซึ่งมีใจความหลักว่า "หลวงพ่อมนตรี อาภัสสะโร (สวนพุทธธรรม ป่าละอู) และหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช (สวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ. ชลบุรี) ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันในฐานะเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องแต่อย่างใด ทางสวนพุทธธรรม ป่าละอู ไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ทางส่วนตัว , คำสอน, ปฏิปทา หรือหลักปฏิบัติใดๆ กับ สวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ไม่ว่าในด้านใดทั้งสิ้น" ซึ่งพระปราโมทย์มักกล่าวในไฟล์เสียงต่างๆว่า "ท่านรักหลวงพ่อมากนะ หลวงพ่อก็รักท่านที่สุดเลย เหมือนพี่ชายเราแท้ๆเลย เป็นห่วงเรารักเราสุดๆเลย"

2.กรณีประกาศเรื่อง ขอลาออกจากการเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สวนสันติธรรมและการยกเลิกการนิมนต์ พระปราโมทย์ ของคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทดีเอ็มจี คอนซอลท์แตนท์

3.ประกาศของมูลนิธิบ้านอารีย์ เรื่อง ขอยกเลิกการเผยแผ่สื่อธรรมะ คำสอน กิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

4.การลาออกของประธานกรรมการบริหารสวนสันติธรรม และกรรมการท่านอื่นๆ

5.การตั้งเว็บไซด์ของเหล่าศิษย์เก่าสวนสันติธรรมซึ่งมีตัวตนเป็นที่นับถือ ทั้งในห้องศาสนาของเว็บไซด์ พันธ์ทิพย์ และ ลานธรรม ออกมาชี้แจงความจริงในเว็บไซด์ http://www.antiwimutti.net

คำร้องระบุว่า เมื่อเกิดพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้นขึ้นพระปราโมทย์ นางอรนุช และ ศิษย์จำนวนมาก ก็จะกล่าวโทษว่าผู้ร้องเป็นต้นเหตุ เนื่องจากผู้ร้องได้วางอุเบกขาและเพิกเฉยต่อคำเท็จเหล่านั้นมาตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ตามคำขอของครูบาอาจารย์ ที่เป็นห่วงความปลอดภัยของผู้ร้อง จึงไม่ออกมาตอบโต้ชี้แจง ทำให้ผู้ร้องกลายเป็นเป้านิ่งเป็นแพะรับบาปด้วยข้อกล่าวหาที่ปราศจากความจริงและไม่เป็นธรรม

การกล่าวโทษผู้ร้องอย่างต่อเนื่องและการได้พบหลักฐานชิ้นสำคัญล่าสุดที่บ่งบอกสถานะและเจตนาของพระปราโมทย์ที่มีผู้หวังดีส่งมาให้ทำให้ผู้ร้องจำเป็นต้องออกจดหมายฉบับนี้ต่อสาธารณะ เพื่อคุ้มครองสิทธิของตัวเองและลูก ตามทำนองคลองธรรม

ทั้งนี้เพื่อให้การกระทำใดๆของพระปราโมทย์นางอรนุชและผู้ร้องได้สิ้นสุดลงด้วยความเรียบร้อย ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องต่อกันอีกต่อไป ผู้ร้องจึงเรียกร้องดังนี้

1. ขอคืนเงินบริจาคของผู้ร้องและมารดาจำนวน 4,360,000 บาท(สี่ล้านสามแสนหกหมื่นบาท)
 
หนึ่งล้าน บริจาค ณ ธันวาคม 2547 ก่อนการเปิดบัญชี กองทุนเพื่อสร้างสวนโพธิญาณฯ ใหม่ (ชื่อในขณะนั้น) ซึ่งในเอกสารกว่าจะเป็นสวนฯ ที่พระปราโมทย์เขียน กลับไม่มีชื่อผู้ร้องเป็นผู้บริจาค เงิน 1 ล้านนี้ แต่กลายเป็นชื่อนางอรนุช เป็นผู้บริจาคแทน ทั้งที่พระปราโมทย์และนางอรนุชเป็นผู้รับเช็คธนาคารจำนวน1ล้านบาทนี้จากผู้ร้อง และทราบว่าผู้ร้องมอบเพื่อการสร้างวัด

ผู้ร้องอยากทราบว่าตามพระวินัยและตามกฎหมายพระสามารถนำเงินที่บริจาคเพื่อบำรุงพระศาสนา สร้างวัด ไปมอบให้เป็นสิทธิ์แก่ภรรยาตามกฎหมายในอดีตก่อนบวช ของตนได้หรือไม่ ผู้ร้องไม่ทราบในเจตนาของผู้อื่นที่บริจาคให้ พระปราโมทย์ขณะอยู่ที่สวนโพธิ์ แต่ผู้ร้องทราบเจตนาตัวเองแน่ว่าต้องการบำรุงพระศาสนา อย่างแท้จริง มิได้ต้องการให้พระปราโมทย์และนางอรนุชได้รับประโยชน์เป็นการส่วนตัวทั้งทางตรงและทางอ้อม

สามล้าน บริจาค ณ กันยายน 2548 และ อีกสามแสนหกหมื่นบาทหลังจากนั้นในระหว่างการก่อสร้างรั้วและพื้นศาลาโดยพระปราโมทย์และนางอรนุช ระบุ ว่าพระปราโมทย์บรรลุอรหันต์ในวันที่ 6 มีนาคม 2548 นอกจากนั้น พระปราโมทย์ยังได้ เขียนเล่าถึงการฟังธรรมครั้งแรกเมื่อ31 กัลป์ที่แล้วกับบุตรสาวที่เริ่มเรียนธรรมะด้วยกันมาและจะมาทำที่สุดแห่งทุกข์ให้แจ้ง ในชาตินี้ ตามเอกสารลายมือพระปราโมทย์ ไฟล์เสียง และ เอกสารที่ พระปราโมทย์ พิมพ์ให้ในชื่อ ไฟล์ แด่ลูกสาว

ทั้งนี้ผู้ร้องมิได้ยึดคำอวดอ้างเรื่องอิทธิฤิทธิ์ การระลึกชาติ ของพระปราโมทย์มาเป็นสาระหลักแต่อย่างใด แต่ผู้ร้องเข้าใจไปว่าผู้ที่แสดงธรรมะได้อย่างละเอียด พูดอวดว่ามีครูบาอาจารย์ระดับสูงรับรอง โดยในขณะนั้นยังไม่มีครูบาอาจารย์ออกมาติติงพระปราโมทย์อย่างรุนแรงเหมือนในปัจจุบัน อีกทั้งพระปราโมทย์เป็นพระที่มีสาธุชนนับถือมาก ผู้ร้องจึงคิดว่าจะไม่โกหก ผู้ร้องจึงรับข้อมูลที่พระปราโมทย์อวดมาไว้ในใจด้วย
 
พระปราโมทย์ ได้โอนโฉนดสวนสันติธรรม ซึ่งมีมูลค่ารวมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน กว่า 50 ล้านบาทให้ นางอรนุช ภรรยาตามกฎหมายก่อนบวชของพระปราโมทย์ ตั้งแต่ ตุลาคม 2548  ในวันนี้หลังจากที่มีอาจารย์มหาวิทยาลัยได้ร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการเพื่อให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมพระปราโมทย์ เมื่อถูกร้องเรียน พระปราโมทย์จึงเพิ่งจะได้มีการยื่นขอจัดตั้งเป็นวัดเพื่อโอนที่ดินออกจากชื่อ นางอรนุชในอนาคต อันเป็นพฤติการณ์ที่สาธุชนตั้งคำถามเรื่องความสุจริต

ถึงแม้ในอนาคตจะมีการจัดตั้งเป็นวัดแต่การที่มีการทำให้ผู้ร้องเชื่อก่อนการบริจาคว่ากำลังบริจาคให้พระผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ เป็นพระอรหันต์ที่จะเผยแพร่ ธรรมะที่ถูกต้องต่อไป จึงนับได้ว่าผิดพระวินัยและผิดวัตถุประสงค์การบริจาค อีกทั้งพระปราโมทย์และนางอรนุช ได้ ทำให้ มีผู้เชื่อจำนวนมาก ว่าได้คืนเงินบริจาคทั้งหมดให้กับผู้ร้องแล้ว โดยการเขียนในบทความกว่าจะเป็นสวนฯอย่างกำกวมไม่ชัดเจนว่าใช้หนี้คืนผู้ร้องสองล้าน ซึ่งความจริงเป็นค่าก่อสร้างค่าปรับปรุงเพิ่มเติมตกแต่งภายในกุฎิอาทิ ค่าตู้ครอบเซฟไม้สัก เคาน์เตอร์แพนทรีไม้สักท็อปแกรนิตฯลฯ ที่ผู้ร้องได้สำรองจ่ายไปก่อน รวมทั้งกล่าวกับผู้อื่นว่าไม่ได้ต้องการติดหนี้ หรือข้องเกี่ยวใดๆกับผู้ร้อง

2.กรณีพระปราโมทย์และนางอรนุชขอให้ผู้ร้องร่วมหุ้นกันจ่ายค่าเดินสายไฟเข้าที่ดินที่ซื้อติดกัน แต่ภายหลังกลับตัดการใช้ไฟฟ้าของผู้ร้อง

3. พระปราโมทย์และนางอรนุช ขอที่ดินเพิ่มเติมจากผู้ร้องแต่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้ร้องรุกล้ำที่วัด ซึ่งผู้ร้องมีความอึดอัดใจเป็นอันมากที่จะตามใจ พระปราโมทย์และนางอรนุช ซึ่งมีความต้องการที่ผู้ร้องมิได้เห็นด้วยหลายอย่าง 
 
ซึ่งถึงแม้ในขณะนั้นยังไม่มีใครคิดสงสัย แต่ผู้ร้องรู้สึก สงสัยเป็นอันมาก แต่เพราะขณะนั้นยังไม่เข้าใจถ่องแท้ถึงสถานะและเจตนาที่แท้จริงของพระปราโมทย์ จึงต้องมอบที่ดินให้ไปตามที่พระปราโมทย์และนางอรนุช ขอ  พระปราโมทย์และนางอรนุช ได้ ให้ ทนายร่างสัญญามาให้ผู้ร้องลงนามแล้วลงมือสร้างรั้วกั้นตามแนวที่ขอ แต่กลับพูดว่าผู้ร้องล้ำที่วัดทำให้มีผู้หลงเชื่อเป็นอันมาก

คำร้องระบุว่า ...นับจากวันนี้เป็นต้นไป หากผู้ใด รวมถึงโดยเฉพาะ พระปราโมทย์และนางอรนุช กระทำการ ไม่ว่าจะทางตรง หรือทางอ้อม ที่มีผลกระทบแม้เพียงน้อยนิดต่อผู้ร้องและครอบครัว ผู้ร้องจะใช้ พยานทุกคน หลักฐานทั้งหมด ในทุกๆเรื่อง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งทางแพ่งและทางอาญาดำเนินการกับผู้ละเมิด เป็นรายบุคคล ในกรอบของ ศีลธรรม และ กฎหมาย จนถึงที่สุด 


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ www.wimutti.net ได้ประกาศข้อความว่า

ประกาศเรื่องการเผยแพร่เรื่องราวและคำสอนหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ทางอินเตอร์เน็ต

เนื่องจากได้มีการเผยแพร่เรื่องราวและคำสอนหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ทางอินเตอร์เน็ตกันอย่างแพร่หลาย
จึงขอเรียนให้ทราบโดยทั่วกันว่า

หลวงพ่อปราโมทย์ สวนสันติธรรม และ เวปวิมุตติ (www.wimutti.net) ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเวปบางแห่งที่มีวัตถุประสงค์นอกเหนือจากการเจริญสติ ซึ่งนำชื่อหรือเรื่องราวของหลวงพ่อปราโมทย์ หรือเรื่องราวที่อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องราวของหลวงพ่อปราโมทย์ไปเผยแพร่ เพราะเรื่องราวที่สวนสันติธรรมและหลวงพ่อปราโมทย์เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต จะต้องเสนอผ่านทางเวปวิมุตติเท่านั้น หากเวปอื่นมีความประสงค์จะช่วยเผยแพร่ต่อไป ก็ขอให้นำไปจากเวปวิมุตติเท่านั้น

คณะกรรมการสวนสันติธรรม และเวปวิมุตติ(www.wimutti.net)


วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๒

แหล่งข้อูล
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1284099089&grpid=00&catid=
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 15, 2010, 01:46:52 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
กันยายน 15, 2010, 11:13:33 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 15, 2010, 11:13:33 am »

วันที่ 13 กันยายน 2553 16:29

ไฮโซร้องดีเอสไอตรวจสอบพระปราโมทย์ อวดอุตริเป็นพระอรหันต์ ยักยอกเงินบริจาค 50 ล.ผ่องถ่ายเข้าบัญชีภรรยาซึ่งโกนหัวบวชชีอยู่ในสำนักสวนสันติธรรม

นายเทอดศักดิ์ เตชะกิจขจร ตัวแทนพุทธศาสนิกชน ผู้ได้รับความเสียหาย 22 ราย เข้าร้องเรียนต่อ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ตรวจสอบพระปราโมทย์ ปาโมชโช เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่มีพฤติกรรมฉ้อฉลและยักยอกเงินบริจาคในส่วนที่ประชาชนบริจาคซื้อที่ดิน และสำนักสวนสันติธรรมมูลค่า 50 ล้านบาท รวมทั้งเงินบริจาคทำบุญอีกประมาณ 50 ล้านบาท มูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท โดยพระปราโมทย์ได้โอนเงินส่วนหนึ่งเข้าบัญชีของนางอรนุช สัตยากร ภรรยาที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ได้บวชเป็นชีอยู่สำนักปฏิบัติธรรมดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กลุ่มผู้เสียหายได้ยื่นเรื่องให้สำนักพุทธศาสนาตรวจสอบพระปราโมทย์ ที่มีพฤติกรรมหลอกลวงประชาชน จากการอวดอุตริว่าเป็นพระอรหันต์ ต่อมาเมื่อบรรดาลูกศิษย์พบหลักฐานการโอนที่ดินที่ประชาชนได้ร่วมกันบริจาคเงินซื้อเพื่อก่อสร้างสำนักสงฆ์สวนสันติธรรม ให้เป็นชื่อของนางอรนุช จึงเห็นว่าไม่เหมาะสมเพราะที่ดินควรมีการจัดตั้งในรูปของมูลนิธิ การเบิกจ่ายควรมีคณะกรรมการรับทราบในการทำธุรกรรมทุกครั้ง แต่กรณีที่สวนสันติธรรมจะมีผู้รับทราบบัญชีเงินบริจาคและค่าใช้จ่ายเพียงพระปราโมทย์ และนางอรนุช เท่านั้น

"พระและภรรยายังไม่ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน แม้ว่านางอรนุช จะโกนหัวบวชเป็นชี แต่ก็อยู่สำนักปฏิบัติธรรมเดียวกันมานานกว่า 10 ปีแล้ว และการนำเงินบริจาคของประชาชนไปซื้อที่ดินแล้วโอนเป็นชื่อของภรรยาเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง และในวันที่ 16 ก.ย.จะมีประชาชนอีกส่วนหนึ่งจะนำหลักฐานไปยื่นเพิ่มเติมต่อสำนักพุทธศาสนา"นายเทิดศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นางสาวฐิตินาถ ณ พัทลุง นักเขียนชื่อดัง-ผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิต ได้ตัดสินใจจะดำเนินการทางกฎหมายกับพระปราโมทย์ ปาโมชโช (สันตยากร) และนางอรนุช สันตยากร สวนสันติธรรม โดยให้สำนักงานทนายความชื่อดังแห่งหนึ่งยื่นข้อเรียกร้องขอคืนเงินบริจาคของนางสาวฐิตินาถและมารดาจำนวน 4,360,000 บาท โดยอ้างว่า ได้เคยบริจาคในช่วงปี 2547 เพื่อสร้างวัดแต่กลับไม่มีชื่อผู้ร้องเป็นผู้บริจาคกลายเป็นชื่อนางอรนุชเป็นผู้บริจาคแทน ทั้งที่พระปราโมทย์และนางอรนุชเป็นผู้รับเช็คธนาคารจำนวน 1 ล้านบาท อีก 3 ล้านบริจาค ณ กันยายน 2548 และอีก 360,000 บาท หลังจากนั้น ในระหว่างการก่อสร้างรั้วและพื้นศาลา

โดยเอกสารที่ส่งระบุว่า นางสาวฐิตินาถอ้างว่า พระปราโมทย์ ได้โอนโฉนดที่ดินสวนสันติธรรมซึ่งมีมูลค่ารวมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินกว่า 50 ล้านบาทให้ นางอรนุช ภรรยาตามกฎหมายก่อนบวชของพระปราโมทย์ตั้งแต่ ตุลาคม 2548 หลังจากที่มีอาจารย์มหาวิทยาลัยได้ร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการเพื่อให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมพระปราโมทย์ เมื่อถูกร้องเรียนพระปราโมทย์จึงเพิ่งจะได้ยื่นขอจัดตั้งเป็นวัดเพื่อโอนที่ดินออกจากชื่อนางอรนุช อันเป็นพฤติการณ์ที่สาธุชนตั้งคำถามเรื่องความสุจริต

แหล่งข้อมูล
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/life/20100913/352748/%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87DSI%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%9950%E0%B8%A5..html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 15, 2010, 11:18:35 am โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
กันยายน 15, 2010, 11:21:36 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: กันยายน 15, 2010, 11:21:36 am »

วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 08:00:39 น.  มติชนออนไลน์

กลุ่มชาวพุทธฯยื่นดีเอสไอสอบพระปราโมทย์3ข้อกล่าวหา ปมอรหันต์-บัญชีเงินฝาก-โอนที่ดิน50ล.ให้อดีตเมีย

ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"รายงานว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2553  มีผู้อ้างว่าเป็นกลุ่มชาวพุทธรักษ์ศาสนา (พรศ.)  นำโดย ผศ.ดร.เทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร ผู้ประสานงานกลุ่มชาวพุทธรักษ์ศาสนา ได้ยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ  (ดีเอสไอ) ผ่าน พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ ให้ตรวจสอบพฤติการณ์ที่ต้องสงสัยของพระปราโมทย์ ปาโมชโช(สันตยากร) และ นางอรนุช สันตยากร แห่งสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี   โดยอ้างว่าได้ติดตามเรื่องราวกรณีพระปราโมทย์ ปาโมชโช มาโดยตลอดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2552   เห็นว่า อาจก่อให้เกิดความเสียหายจึงขอให้ตรวจสอบข้อสงสัย 3 ข้อคือ

1. ความถูกต้องในการดำเนินธุรกรรมการเงินของสำนักสวนสันติธรรม

กรณี การโอนโฉนดสวนสันติธรรมซึ่งเป็นการบริจาคเพื่อสร้างวัดจากประชาชนมูลค่ากว่า 50ล้านบาทให้แก่นางอรนุช สันตยากร ภรรยาตามกฎหมายของพระปราโมทย์ ปาโมชโช

กรณีบัญชีเงินฝากของสำนักสวนสันติธรรมอย่างน้อยสองบัญชี ที่ใช้ชื่อผู้ฝากคือ นางอรนุช สันตยากร อันผิดวัตถุประสงค์และขั้นตอน การจัดการเงินบริจาคเพื่อทำบุญด้วยศรัทธาของพุทธศาสนิกชน

กรณี การดำเนินธุรกรรมการเงินด้วยเงินบริจาคเพื่อทำบุญด้วยศรัทธาของพุทธศาสนิกชน โดยพลการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่ตรงไปตามวัตถุประสงค์

2.จงใจพูดจาโน้มน้ามประชาชนให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน กำลังกายกำลังใจ และศรัทธา โดยการพูดจา โน้มน้าว หรือสร้างหลักฐาน สถานการณ์ ให้ผู้อื่นเชื่อในมรรคผล และอิทธิฤทธิ์ของพระปราโมทย์ ปาโมชโช ซึ่งไม่ได้มีอยู่ตาม ความเป็นจริง

กรณีแสดงอิทธิฤทธิ์ รู้วาระจิตของบุคคล การโน้มน้าวให้ผู้อื่นเชื่อว่า ตนเป็นอริยบุคคลชั้นสูง และ พยากรณ์ผู้อื่นว่า เป็นอริยบุคคลชั้นต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้อื่นศรัทธาและไม่ลังเลที่จะทำบุญ ทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์ของประชาชน

กรณีพูดจาไม่ให้ผู้อื่นสงสัย หรือแสดงความคิดเห็นขัดแย้ง โดยการกล่าวแสดงผลเสียอย่างรุนแรง ของการลังเลสงสัย ปรามาสในตัวพระปราโมทย์ ปาโมชโช

กรณีจงใจปกปิดข้อมูลหลักฐานที่เป็นผลเสียต่อตัวพระปราโมทย์ ปาโมโช เพื่อรักษาศรัทธาของผู้หลงผิดให้คงอยู่กับตน เช่น การเก็บข้อมูลบางส่วนออกไปจากเว็บไซต์

3. เรื่องขอให้ตรวจสอบความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของพระปราโมทย์ ปาโมชโช ต่อสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ

กรณีอวดอุตริมนุษธรรมว่าตนสำเร็จเป็นพระอรหันต์

กรณีหลังผนวช ไม่ได้อยู่ขอนิสัยกับอุปัชฌาชย์ตามพระวินัย กลับมาตั้งสำนักปฏิบัติธรรม โดยสร้างที่พำนักอยู่ในขอบเขตใกล้กันกับที่พำนักของภรรยาซึ่งตามมาอยู่ด้วย

กรณีโอนทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาคทำบุญไปไว้ในชื่อภรรยา

กรณีการกระทำผิดข้อวัตรปฏิบัติ อื่นๆ ซึ่งจัดอยู่ในอาบัติขั้นครุกาบัติ และขั้นลหุกาบัติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในตอนท้ายของหนังสือร้องเรียนระบุว่า  หากในการสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษพบการกระทำความผิดใดอันเป็นการกระทำผิดพระวินัยอย่างร้ายแรงถึงขั้นปราชิกก็ดี หรือพบพฤติการณ์ใดๆในทางคดีอันเป็นความผิดทางอาญาก็ดีขอได้โปรดดำเนินการตามกฏหมาย

เวลา 18.39 น.วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์" ได้สัมภาษณ์ ผศ.ดร.เทิดศักดิ์ ผู้ร้องเรียนทางโทรศัพท์ ยอมรับว่าได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษให้ตรวจสอบพระปราโมทย์กับนางอรนุชจริง เมื่อตอน 09.30 น. พร้อมหลักฐานรายชื่อผู้ร่วมร้องเรียน จำนวน 20 กว่า คน  ,เอกสารยื่นสำนักพระพุทธศาสนา และเอกสารเเกี่ยวข้อง โดย พ.ต.อ.ณรัชต์เป็นผู้รับเรื่องแทนตอนเวลา 10.00 น. ซึ่งพ.ต.อ.ณรัชต์กล่าวว่า จะพิจารณาตรวจสอบว่าดีเอสไอมีอำนาจหน้าที่หรือไม่ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ได้ติดต่อกับกลุ่มลูกศิษย์พระปราโมทย์เพื่อขอสัมภาษณ์หรือขอให้พระปราโมทย์ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่ถูกกล่าวหา

แหล่งข้อมูล
http://matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1284379533&grpid=00&catid=no   

http://www.alittlebuddha.com/News%202010/September%202010/009%20September%202010.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 15, 2010, 01:12:49 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
กันยายน 15, 2010, 11:28:15 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: กันยายน 15, 2010, 11:28:15 am »

 14 กย. 2553 15:29 น.

จากกรณีตัวแทนชาวพุทธยกขบวนร้องดีเอสไอให้ตรวจสอบ "พระปราโมทย์" ตั้งข้อสงสัยยักย้ายถ่ายเทเงินบริจาคซื้อที่ดินสำนักสงฆ์ 50 ล้าน เข้าบัญชีอดีตภรรยาที่บวชชีอยู่ในสำนักสวนสันติธรรมนั้น ล่าสุดนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย เบื้องต้นได้ส่งเจ้าหน้าที่ส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนาไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวว่า มีการฉ้อโกง หรือ นำเงินบริจาคไปให้แก่คนใกล้ชิดจริงหรือไม่ พร้อมกับประสานไปยังเจ้าคณะผู้ปกครองพระปราโมทย์ ปาโมชโช เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ให้ช่วยตรวจสอบอีกทาง แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบคำตอบเพราะข้อมูลมีอยู่เป็นจำนวนมาก กรณีดังกล่าวมีโจทก์จำนวนมากทยอยร้องว่าถูกหลอกเงินโดยต่างยืนยันว่าถูกพระปราโมทหลอก

"หากท้ายที่สุดแล้วพระปราโมทกระทำผิดจริง ถือว่าทำผิดกฎหมายอาญา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการตามกฎหมายทางโลกได้เลย ส่วนทางธรรมนั้น คณะสงฆ์ท่านจะดูว่าผิดทางไหน แต่ส่วนใหญ่แล้วถ้าผิดกฎหมายทางโลกก็จะให้ทางโลกจัดการ "ผอ.พศ. กล่าว

นายอำนาจ บัวศิริ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ กล่าวว่า กลุ่มที่ไปร้องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นั้น เคยมายื่นเรื่องที่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯแล้ว ซึ่งขณะนั้นทางกลุ่มผู้ร้องแจ้งเพียงให้ทราบถึงพฤติกรรมของพระปราโมทย์ แต่ยังไม่ได้แจ้งให้ต้องมีการดำเนินการใดๆ เพราะหลักฐานยังไม่ครบ ซึ่งเชื่อว่าขณะนี้มีหลักฐานครบแล้วจึงมีการเข้าแจ้งความต่อดีเอสไอ และหากยื่นเรื่องมาที่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ก็พร้อมที่จะช่วยดำเนินการให้ ทั้งนี้จากพฤติกรรมของพระปราโมทย์ ที่มีการโอนทรัพย์สินให้เป็นชื่ออดีตภรรยาที่เป็นแม่ชีอยู่ที่สวนสันติธรรมด้วยกันนั้น ต้องดูว่าผิดวัตถุประสงค์ของผู้ที่บริจาคหรือไม่ เพราะถ้าผิดวัตถุประสงค์ก็ถือว่าพระปราโมทย์มีความผิด สามารถฟ้องศาลขอความเป็นธรรมได้ ส่วนเรื่องความผิดทางวินัยนั้นจะต้องให้เจ้าคณะผู้ปกครองเป็นผู้พิจารณาว่าจะต้องมีโทษสถานใด
 
แหล่งข้อมูล
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=468591
บันทึกการเข้า
กันยายน 15, 2010, 01:53:53 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: กันยายน 15, 2010, 01:53:53 pm »

คำชี้แจงของสวนสันติธรรม ฉบับที่ ๙

เรื่องข้อกล่าวหาบางเรื่อง

๓. มีการกล่าวหว่านล้อม โน้มน้าว ชักจูง ทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ว่า

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว

รวมถึงเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ

คำชี้แจง ในความเป็นจริงหลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้กระทำเช่นนั้น เพียงแต่บางคราวได้เล่าถึงการละกิเลสของพระอริยบุคคลแต่ละชั้น ซึ่งก็เป็นไปตามพระไตรปิฎก และบางทีก็บอกเล่าถึงสิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังมา ส่วนเรื่องอิทธิปาฏิหารย์ต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังหรือพบเห็นมา ก็เป็นเพียงส่วนเสริมเพื่อ “แก้เบื่อ” หรือ “แก้ง่วง” ของผู้ฟังธรรมเป็นครั้งคราวเท่านั้น ซึ่งวิธีการแสดงธรรมโดยเล่าเรื่องเช่นนี้ เป็นเรื่องปกติมาแต่ครั้งโบราณกาล แม้ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาก็มีเรื่องจำพวกนี้อยู่มาก อันเป็นการอนุเคราะห์แก่ผู้ฟังเท่านั้น สำหรับการที่ญาติโยมจะคาดเดาเอาว่าหลวงพ่อปราโมทย์บรรลุคุณธรรมขั้นใดนั้น หลวงพ่อปราโมทย์ก็ได้ปรามอยู่เนืองๆ ว่าไม่สมควรคิด เพราะในยุคนี้ไม่มีผู้ใดมีสิทธิพยากรณ์มรรคผลได้ ในเมื่อพระพุทธเจ้าไม่ได้ดำรงพระชนม์อยู่แล้ว จุดสำคัญที่หลวงพ่อปราโมทย์เน้น ไม่ใช่การ “ได้เป็น ได้มีอะไร” แต่อยู่ที่การ “ละกิเลสได้” เท่านั้น

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หลักฐานการอวดอ้างว่าตนบรรลุอริยะ

ชั้นใดชั้นหนึ่ง ในวาระต่างๆ ๑

คำถามคือ พระอริยะ โกหกได้หรือ?

ในเมื่อประกาศว่าไม่เคยทำ

หมายเหตุ ในyoutubeนั้นมิใช่เป็นการตัดต่อตามที่ลือกัน ทางทีมงานแค่ตัดเอาตอนที่พูดออกมาจากหลายๆไฟล์มารวมกันเพื่อความสะดวกในการฟัง ทั้งนี้ทีมงานได้เพิ่มลิ่งค์ ไฟล์เต็มไว้แล้ว

ทางทีมงานได้ลดคุณภาพเสียงลง เพื่อจะได้ไฟล์เล็ก เหมาะแก่การดาวน์โหลด

หากท่านมีไฟล์นั้นอยู่แล้ว กรุณาเปิดฟังด้วยตัวเอง แล้วเทียบเคียงว่าทางเราได้มีการตัดต่อใส่ร้ายหรือไม่ แต่หากเป็นไฟล์ที่ได้มาใหม่อาจจะไม่เจอเพราะเมื่อเราทำการประกาศออกไปแล้ว อาจจะ ถูกตัดต่อได้ หากท่านเทียบเคียงแล้วจะรู้ว่า คนที่พูดว่าทางทีมงานตัดต่อนั้น โกหก(อีกแล้ว)

http://www.youtube.com/watch?v=FlO7o_bkg_A
 
http://www.youtube.com/watch?v=rXpeCiN3__A

CD22 501129a ฟังฉบับเต็มได้ที่ http://www.antiwimutti.net/doc/Audio%20Pramote/FULL%20Utari%201/501129a.mp3

12.00 หลวงพ่อใช้เวลาไม่นานหรอก ประมาณ7เดือน เพื่อที่จะเรียนรู้จิตใจตัวเอง เมื่อเราเรียนรู้จิตใจตัวเองดีแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านก็บอกเลยว่า เราช่วยตัวเองได้ คนที่ไม่รู้ทันใจตัวเองนะยังช่วยตัวเองไม่ได้หรอก เพราะกิเลสมันครอบงำใจเราทั้งวัน มาได้เหมือนกันนะ มาได้แว๊บๆ พอระลึกรู้นะก็ขาดสะบั้นลงไปเลย เราก็ปิดอบายได้ ไม่ต้องไปอบายได้ ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่ามีที่พึงละ คือมีพระรัตนไตรเป็นที่พึงจริงๆ มันไม่ใช่แค่สวดมนต์ พุทธังสารนัง ธรรมสานัง อันนั้นมีที่พึงเฉพาะว่าจะแต่ใจยังเป็นเด็กร่อนเร่พเนจร ไม่มีที่พึง แต่ถ้าเราภาวนาจนเราเข้าถึงจิตถึงใจเราได้แล้วเนี่ย มันจะเกิดความอบอุ่นใจ รู้สึกได้ว่าเราเป็นลูกมีพ่อมีแม่แล้ว เมื่อก่อนเป็นลูกกำพร้าไม่รู้ว่าลูกใคร พอเราภาวนาเข้าถึงจิตถึงใจครั้งแรก เรารู้เลยว่าเราเป็นลูกมีพ่อมีแม่ พ่อแม่ของเราก็คือพระทุธเจ้า หรือครูบาอาจารย์ที่ท่านสอนเราจนได้ดวงตาเห็นธรรม เราจะรู้สึกว่าท่านเป็นพ่อเป็นแม่เรา ครูบาอาจารย์องค์อื่นๆถัดมาเนี่ย แม้ว่าท่านจะสอนเราจนบรรรลุพระอรหันต์นะ เราก็จะไม่รู้สึกว่าท่านเป็นพ่อแม่เรา เราจะรู้สึกว่าท่านเป็นพี่เรา เป็นพี่เลี้ยง เพราะฉะนั้นคนไหนได้ฟังธรรมของใครจนเห็นดวงตาเห็นธรรมจะรู้สึกซาบซึ้งถึงอกถึงใจว่าท่านผู้นั้นคือพ่อคือแม่ ที่แท้จริง

CD23 FILE 510202 ฟังฉบับเต็มได้ที่ http://www.antiwimutti.net/doc/Audio%20Pramote/FULL%20Utari%201/510202.mp3

26.28 กระทั่งในการภาวนาในขั้นที่ละเอียดขึ้นไป ก็ต้องอดทนมาเลยอย่างเราภาวนาไปนะ ดูไปปุ๊ปจิตว่างไปหมดละ โลกธาตุนี่ว่างสว่าง เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ราบเสมอเป็นหน้ากลองหมดเลยมีแต่ความสุขอยู่ตรงนั้นแหละ แต่ละวันก็เป้นอย่างนั้นอีกๆ ต้องอดทนนะต่อความสุขตรงนี้ อดทนต่อความดีตรงนี้ อดทนต่อการแขวนป้ายว่าเป็นพระอริยะชั้นสูง อู้ยเราคงบรรลุแล้วล่ะอะไรอย่างเนี้่ย ต้องทนนะ การที่จะทิ้งสิ่งเหล่านี้ที่แสนดีที่สร้างขึ้นมา สร้างขึ้นมาเพราะความโง่แท้ๆเลย เรานึกว่าดีวิเศษมากเลย เราปรุงแต่งจนกระทั่งโลกธาตุนี้ว่างจนไม่มีอะไรเลย นึกว่านิพพาน ดูไปหลายวันด้วยความไม่นิ่งนอนใจ ว่าจบกิจแล้ว (กำลังอยู่ในขั้นอนาคามี?) ดูไปเรื่อยๆมันหมองได้อีก โมหะแทรก แทรกมาได้ยังไงนี่แสดงว่าไม่ใช่ละ ไม่ใช่ใจหายไหม ใจหายนะ เหนื่อยแทบตายเลย สร้างขึ้นมาแล้วพบว่ามันไม่ใช่ละ ไม่ใช่แล้วยังไงละ ก็โยนมันทิ้งสิ ไม่ใช่แล้้วจะเอาไว้ทำไม ครั้งที่หนึ่งก็ยังพอสู้นะ ครั้งที่สอง ที่สามก็เป็นอย่างนี้อีก ภาวนาไปพลิกแพลงไปจนวันนึงนะ ท้อใจละถอดใจ โอ้วาสนาเราคงได้แค่นี้ละชาตินี้ ไม่จบหรอกทำได้แค่นี้ คงจะต้องเวียนว่ายตายเกิด น่าอะเหน็ด อะหนาด แต่ช่างมันเถอะ ได้แค่นี้ก็แค่นี้นะ ใจหมดความดิ้นรน เพราะภาวนาจนดิ้นรนสุดขีดจนหมดแรงดิ้นละ ดิ้นจนหมดแรงดิ้นสู้จนกระทั่งหลังชนกำแพงละก็ยืนให้เค้าชก ก็ไม่หนีไปไหน ที่หนีไปไหนไม้่ได้ เพราะว่าไม่มีที่จะหนีละ แต่เดิมเรามีความทุกข์ขึ้นมาเราก็หนีไปที่อีน เราก็พ้นทุกข์ใช่มะ ตอนนี้จิตนี้คือตัวทุกข์ จิตเป็นตัวทุกข์แล้วจะหนีไปไหนอ่ะ จะหนีไปไหนจิตก็หนีไปกับเราด้วย ไม่มีที่จะหนีนะในสังสารวัฏ ไม่เหลืออะไร สักย่างก้าวเดียวให้ยืนอยู่อย่างมีความสุขได้เลย นี่ต้องภาวนาจนถึงขนาดนี้ ใจถึงจะกล้าหาญที่จะทิ้งโลกไปได้เพราะมันเห็นแล้ว มีแต่ทุกข์ล้วนๆนะ ถ้ายังเห็นว่าย่อมนี้เป็นโอเอซิสอยู่นะไม่มีทิ้งหรอก จะวิ่งตะกายไปหาโอเอซิส

CD23 FILE 510206B ฟังฉบับเต็มได้ที่ http://antiwimutti.net/doc/Audio%20Pramote/FULL%20Utari%201/510206B.mp3

(บอกตัวเองมาช่วยกึ่งพุทธกาล) 9.30 ครูบาแมน แกgeniusนะ ตอนก่อนจะบวชเนี่ยอายุก็ไม่มากนะ

แต่ราชบัณฑิตเนี่ยไปเชิญไป ไปpresent software ตัวนึงคำนวนปฏิทินพระจันทร์ แกบอกได้ว่าวันพระปีศักราช800 มีวันอะไรบ้าง ตอบได้ ย้อนไป ย้อนมาพอถึงพ.ศ.ที่5000 วันวิสาขะของปีพ.ศ.5000 เนี่ย วันที่เท่าไหร่ก็ยังคำนวนได้ เนี่ยgeniusมากเลย พอแกคำนวนไปคำนวนมาก็บอกว่า ศักราชมันเคลื่อนอยู่50ปี พวกฝรั่งมันก็รู้เหมือนกัน ศักราชมันเคลื่อนอยู่50ปี เพราะฉะนั้นขณะเนี่ยนะปีพ.ศ. 2501 ขณะนี้กึ่งพุทธกาลอยู่ พวกเราอยู่ในกึ่งพุทธกาลแท้ๆนะ จะนับศักราชอย่างสิงห์หน เนี่ยมันจะนับว่ากษัติย์ องค์ครองราชเท่านี้ปีๆ มันจะบวกแล้วมันเกินๆไป เกินไป50ปี งั้นยุคของเราเนี่ยเป็นยุคกำลังเปลี่ยนยุคพอดี เรียกว่ากึ่งพุทธกาล ............(อธิบายไปเรื่อยๆ)..........

หลวงพ่อตั้งความปราถณาไว้นานนน นักหนาแล้ว ตั้งความปราถนาไว้3ข้อ ข้อแรกนะขอให้ถึงที่สุดตามพระพุทธเจ้าไปให้ได้ ข้อที่2นะขอให้มั่นคงในศาสนาพุทธ ไม่ว่าศาสนาพุทธไปอยู่ที่ไหนเราขอไปด้วย ศาสนาพุทธไปเกิดที่ไหนเราไปด้วย (อธิบายไปเรื่อยๆ) ปนิทานอันที่3ก็คือ ข้อให้ได้สืบทอดศาสนาในช่วงของการเปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัย นี่ดังตฤณบอกหลวงพ่อเหมือนคนที่ทุ่มก้อนหินใหญ่ลงไปในน้ำนะ ตอนนี้น้ำกระเพื่อมไปทั่วโลกแล้ว

CD22 501030 ฟังฉบับเต็มได้ที่ http://www.antiwimutti.net/doc/Audio%20Pramote/FULL%20Utari%201/501030.mp3

3.23 เมื่อวันทอดกฐิน คุณดังตฤณมา ดังตฤณมาถึงก็มาคุยกับหลวงพ่อข้างใน คนนี้แก่ดูจิตคนอื่นได้ละเอียดนะ แกบอกว่าแกสังเกตุแล้วว่า จิตคนอื่นกับจิตหลวงพ่อเนี่ยไม่เหมือนกันตรงไหน จิตของคนอื่นเนี่ยนะเวลาคิดเนี่ยมันจะสร้างภาพ สร้างอิมเมจ มีอิมเมจขึ้นมาข้างใน แห่งความเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา เป็นตัวตนที่จะเข้าไปทำงาน เป็นตัวตนที่จะเข้าไปรับสนองผลงาน ส่วนคนที่ภาวนาไปแล้วเนี่ย มันจะคิดจะนึกจะปรุงจะแต่งนะมันจะไม่สร้างอิมเมจแห่งการเป็นตัวตนขึ้นมาเลย แกมองเก่งนะ แกบอกแต่ก่อนแกดูได้ไม่ลึกซึ้ง แกเห็นแต่ว่าจิตของคนที่ภาวนาดีๆแล้วเนี่ยว่างๆ ว่างเปล่า แต่นี้ดูได้ลึกลงไปว่าขณะที่มันทำงานเนี่ยก็ไม่เหมือนคนอื่น มันไม่มีการสร้างภาพแห่งการเป็นตัวตนขึ้นมา


พวกเราสังเกตุไหมเวลาเราจะคิดนึกปรุงแต่งเราจะสร้างภาพแห่งการเป็นตัวตัวขึ้นมา เมื่อมันมีภาพแห่งการเป็นตัวตนมันก็จะมีเราเป็นผู้กระทำ มีเรารับผลของการกระทำ แต่ถ้ามันไม่สร้างภาพแห่งการเป็นตัวตน มันจะไม่มีเรารับผลของการกระทำ แต่การกระทำมีอยู่ แต่การกระทำยังมีอยู่ ไม่มีผู้กระทำ ไม่มีผู้รับผลของการกระทำ

CD23 FILE 510213 ฟังฉบับเต็มได้ที่ http://www.antiwimutti.net/doc/Audio%20Pramote/FULL%20Utari%201/510213.mp3

54.40 มีคนนึงนะ คุณดังตฤณเนี่ย บอกว่าชอบไปดูจิตพระ คนไหนที่เค้าว่าพระอรหันต์นะไปดู แล้วก็พบอย่างนึงว่า จิตของพระเนี่ยเวลาท่านคิดอะไรขึ้นมานะ คิดมาจากความว่าง ไม่มีการสร้างอิมเมจขึ้นมา

CD24 FILE 510216B ฟังฉบับเต็มได้ที่ http://antiwimutti.net/doc/Audio%20Pramote/FULL%20Utari%201/510206B.mp3

7.00 เห็นดังตฤณออกหนังสือเล่มใหม่มา สติปัฏฐานเมื่อวานพี่สาวเอามาให้หลวงพ่อดูเล่มนึง ไปดูตอนท้ายก็เข้าท่าอยู่ แกพูดถึงพระอรหันต์นะแกว่าภาวนาพอเป็นพระอรหันต์แล้วเนี่ย มันไม่ยึดตัวยึดตนหรอก ขนาดความคิดทั้งหลายเกิดขึ้น ยังไมมีการสร้างนโนภาพแห่งการเป็นตัวตนขึ้นมาซักนิดเลย เวลาคิดจะคิดอกมาจากว่างๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยในความคิดนั้น คิดว่างๆ ถามว่าคิดไหม คิดแต่ไม่ได้คิดจากกิเลส คิดโดยที่ไม่สร้างตัวสร้างตนขึ้นมา

CD22 File 501006b ฟังฉบับเต็มได้ที่ http://www.antiwimutti.net/doc/Audio%20Pramote/FULL%20Utari%201/501006b.mp3

19.40 "อย่างของหลวงพ่อนะ บางปัญหาใช้เวลาตั้ง20ปีแหนะ แต่20ปีมันอยู่ในเพศฆารวาศ ภาวนายาก บางปัญหาอย่างของหลวงปู่ดูลย์ครั้งสุดท้าย เจอท่าน36วันก่อนท่านมรณะภาพ ท่านเทศฯ์ๆๆจนท่านเหนื่อยเราก็จะลากลับ ท่านบอกยังกลับไม่ได้จำไว้นะ "พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ พบจิตให้ทำลายจิต จึงจะถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง"

CD 22 500913 ฟังฉบับเต็มได้ที่ http://antiwimutti.net/doc/Audio%20Pramote/FULL%20Utari%201/500913.mp3

13.30 มันมีความสุขนะ สุขแบบไม่รู้จะบอกยังไง สุขที่สุดเลย สุขอย่างโลกๆหลวงพ่อรู้จักนะ หลวงพ่อก็เป็นชาวโลกมาตั้ง48ปีถึงได้บวช ความสุขอย่างโลกๆก็รู้จักทั้งนั้นแหละเหมือนที่โยมรู้จัก พอมาความสุขในธรรมะ มันเทียบกันไม่ได้หรอก ความสุขในโลกมันแกว่งขึ้นแกว่งลงมีได้ก็หายไปได้ เกิดๆได้ก็ดับได้ พอมีความสุขในธรรมะนะ มันไม่เกิดไม่ดับหนิ นิพพานมันไม่เกิดไม่ดับ แต่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกเลยนะ

CD25 510422 ฟังฉบับเต็มได้ที่ http://www.antiwimutti.net/doc/Audio%20Pramote/Full%20Utari%202/510422.mp3

9.50 เวลาพระอรหันต์คิดจะไม่มีอิมเมจ อันนี้หลวงพ่อไม่ได้เป็นคนแรกที่สังเกตุเห็นนะ นายตุล ดังตฤณหน่ะ วันนึงมาคุยกับหลวงพ่อว่า โอ้ ผมเที่ยวสังเกตุจิต ไม่บอกนะว่าจิตใคร บอกเวลาคิดเนี่ยไม่มีอิมเมจ ไปสังเกตุจิตอาจารย์มหาบัวก็ไม่มีอิมเมจ (ตกลงนายตุล บอกหรือไม่บอกกันแน่ ว่าจิตใคร?) นะ สังเกตุจิตพระบางองค์ก็ไม่มีอิมเมจ มันคิดเฉยๆ คิดจากความว่าง คิดแล้วก็ว่างอย่างนั้นเอง

(อ้างอิงจาก Youtube ด้านบนอันที่ ๒)

มีกล่าวถึงดังตฤณ บอกว่าจิตของหลวงพ่อปราโมทย์คิดไม่เหมือนคนอื่น คิดจากความว่างไม่มีอิมเมจ อยู่ใน CD ที่ 22 23 24

หมายเหตุ การรวบรวมครั้งนี้ได้มาจากการฟัง CD
ทางทีมงานายังทำการค้นหาอยู่เรื่อยๆ โดยทางทีมงานคัดเฉพาะที่ชี้ชัด
แบบดิ้นไม่หลุดจริงๆ นำมาเผยแพร่
ส่วนที่ยังมีความคลุมเคลืออยู่ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทางทีมงานได้ตัดออก

แหล่งข้อมูล
http://www.antiwimutti.net/Antiwimutti/peidpong_phra_pramothy_pramoch_cho_xwd_xutri1.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 15, 2010, 02:02:10 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
กันยายน 24, 2010, 11:20:33 am
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: กันยายน 24, 2010, 11:20:33 am »

กดที่ Link เพื่อดูรายการตามใจชอบได้เลยนะครับ ผมว่ารายการเจาะใจ ข้อมูลจะละเอียดที่สุดนะครับ

เจาะใจ - เจาะปมสวนสันติธรรม 23 ก.ย. 2553 ตอนที่ 1/3
http://www.youtube.com/watch?v=8cgF7ATSCao

เจาะใจ - เจาะปมสวนสันติธรรม 23 ก.ย. 2553 ตอนที่ 2/3
http://www.youtube.com/watch?v=WKi2HvKKz2U

เจาะใจ - เจาะปมสวนสันติธรรม 23 ก.ย. 2553 ตอนที่ 3/3
http://www.youtube.com/watch?v=MQCPbAJON6I

เบื้องหลังเจาะใจ 23 ก.ย. [HQ]
http://www.facebook.com/video/video.php?v=1494244449625&ref=mf
(อันนี้ต้องเป็นสมาชิก Facebook ก่อนจึงจะเข้าไปดูได้นะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 24, 2010, 01:41:42 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
กันยายน 26, 2010, 05:30:38 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: กันยายน 26, 2010, 05:30:38 pm »

สวนสันติธรรมเปิดให้สื่อมวลชนเข้ารับฟังพระปราโมทย์บรรยายธรรมและ นำสื่อมวลชนเดินดูจุดต่างๆตามที่เป็นข้อสงสัยและถูกกล่าวหา พร้อมให้ทนายความเปิดแถลงข่าวสื่อมวลชน

ดูภาพข่าวได้ที่นี่
http://www.youtube.com/v/8DH9Nco8GMQ&rel=0&hl=en_US&feature=player_embedded&version=3

เมื่อเวลา 08.00 น. ( 25 ก.ย.53) ที่ สำนักปฏิบัติธรรม สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา หมู่ 6 ต.หนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ได้มีลูกศิษย์ลูกหากว่า 400 คน จากหลากหลายสาขาอาชีพ ได้เดินทางมาฟังธรรมคำเทศนาของ พระปราโมทย์ ปาโมชโช ตามปกติ ซึ่งทำให้บริเวณ สำนักปฎิบัติธรรม สวนสันติธรรม แคบลงไปถนัดตา เพราะมีรถยนต์ของลูกศิษย์ลูกหาจอดเต็มไปหมด ซึ่งบางคนมาทีหลังต้องนำรถยนต์ไปจอดที่บริเวณริมถนนทางเข้าสวนสันติธรรมอีก เกือบ100 คัน ซึ่งแสดงถึงความศรัทธาที่มีต่อพระปราโมทย์ยังไม่เสื่อมคลายแต่อย่างใด

โดยทางสำนักปฏิบัติธรรม สวนสันติธรรม ได้แจ้งเชิญสื่อมวลชนทุกแขนงกว่า ให้เดินทางมารับฟังการแถลงข่าวถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดจาก พระปราโมทย์ ปาโมชโช หลังจากที่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทาง คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ นายเสนีย์ จิตติเกษม ผวจ.ชลบุรี ได้แต่งตั้งขึ้น ซึ่งนำโดย นายยุติศักดิ์ เอกอัคร นายอำเภอศรีราชา ประธานกรรมการ นางสนธยา บุญชูดวง นักวิชาการศาสนาชำนาญการ นางสายภิญย์ สิชฌนุกฤษณ์ นักวิชาการศาสนาชำนาญการ จากสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดชลบุรี เป็นกรรมการ นายศุภวิทย์ สีสด นิติกรชำนาญการสำนักงานจังหวัดชลบุรี เป็นกรรมการและเลขานุการ ได้เดินทางมาที่สวนสันติธรรม เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆที่ยังเป็นข้อสงสัย แต่สำหรับในวันนี้หลังจากที่ทางสำนักปฏิบัติธรรม สวนสันติธรรม ได้แจ้งเชิญสื่อมวลชนทุกแขนง ให้เดินทางมารับฟังการแถลงข่าวถึงข้อเท็จจริงจากตัวแทน พระปราโมทย์ ปาโมชโช โดยบรรยากาศภายใน สำนักปฏิบัติธรรม สวนสันติธรรม ได้มีสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในตัวของพระปราโมทย์ ได้เดินทางมาฟังการแสดงธรรมเทศนากว่า 400 คน โดยมี พระปราโมทย์ขึ้นเทศน์ด้วยตัวอง ซึ่งทางสวนสันติธรรม ได้จัดโซนมุมหนึ่งเอาไว้ให้คณะผู้สื่อข่าวได้มีส่วนร่วมในการเข้ารับฟังคำ เทศนาของพระปราโมทย์ และอนุญาตให้คณะผู้สื่อข่าวถ่ายภาพและบันทึกภาพได้ตลอดระยะเวลา 50 นาทีที่พระปราโมทย์ได้แสดงธรรม

หลังจากเสร็จสิ้นการเทศนาพระปราโมทย์ก็ได้ลงจากอาสนะแล้วเดิน ทางกลับกุฏิ และจากนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ของ สำนักปฏิบัติธรรม สวนสันติธรรม และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มารักษาความสงบภายในสวนสันติธรรม นำคณะสื่อมวลชน เดินทางเข้าไปถ่ายภาพและบันทึกภาพตามจุดต่างๆตามที่เป็นข้อสงสัย อาทิ กุฏิพระปราโมทย์ กุฏิแม่ชีอรนุช กุฏิพระอีก 5 หลัง กุฏิของผู้ที่มาปฏิบัติธรรมอีก 5 หลัง รวมทั้งอาคารที่ตั้งสำคัญๆต่างๆ ภายใน สำนักปฏิบัติธรรม สวนสันติธรรม โดยเจ้าหน้าที่ของทางสวนสันติธรรม ได้บังคับให้คณะผู้สื่อข่าวเดินตามเส้นทางที่กำหนดไว้ให้เดินเท่านั้น ห้ามเดินแตกแถวโดยเด็ดขาด โดยจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มารักษาความปลอดภัยสวนสันติธรรม คอยยืนกันในบางเส้นทางที่ไม่อนุญาตให้คณะสื่อมวลชนได้เดินเข้าไป ซึ่งทำให้ผู้สื่อข่าวต่างพากันสงสัยไปตามๆกัน หลังเสร็จสิ้นการนำคณะสื่อมวลชนเดินสำรวจตามจุดต่างๆเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายธนเดช พ่วงพูล ทนายความของ สำนักปฏิบัติธรรม สวนสันติธรรม ได้ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนตามแผนผังของสวนสันติธรรมรวมทั้งสถานที่ตั้ง ของสถานที่ภายในสวนสันติธรรม รวมทั้งบัญชีเงินฝากที่มีอยู่และอาจารย์สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดที่เริ่มปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2543 มาเปิดเผยถึงการปฏิบัติธรรม และทั้ง 2 ก็ได้ตอบข้อซักถามบางข้อหลังจากนั้นก็จบการแถลงข่าว ซึ่งทางทนายความกล่าวว่าทางพระปราโมทย์และทางสวนสันติธรรมกล่าวว่าจะไม่ ฟ้องกลับกลุ่มลูกศิษย์ที่ออกไปฟ้องร้องแต่อย่างไร ที่สร้างความผิดหวังให้กับคณะสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เพราะคิดว่าจะเป็น พระปราโมทย์ ปราโมชโช เป็นผู้ออกมาแถลงข่าวด้วยตัวเอง

ชำนาญ ใจเอื้อ ชลบุรี
http://www.dhammada.net/2010/09/25/4391/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 26, 2010, 05:38:37 pm โดย อ.สมฤกษ์ » บันทึกการเข้า
ตุลาคม 06, 2010, 11:18:56 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2010, 11:18:56 pm »

คมชัดลึก :พระปราโมทย์ส่งทนายแถลงโต้ปัดถ่ายเททรัพย์ให้คนใกล้ชิด ยันใช้ชื่ออดีตภรรยาซื้อที่ตั้งแต่ต้น เพราะไว้ใจมากกว่า"ฐิตินาถ" แถมเป็นพระธรรมยุต จับเงินไม่ได้ ลั่นบัญชีบริจาคโปรงใส่ถ่ายเทไม่ได้ เหตุมีคกก.-ผู้ตรวจบัญชีดูแล มีหลักฐานทุกขั้นตอน เจ้าตัวเทศน์สอนญาติโยมตามปกติ ลั่นไม่ต้องห่วงไม่กี่วันเรื่องยุติแล้ว กลุ่มรักศาสนาแถลงโต้ ขณะที่ดีเอสไอพร้อมให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

หลังกลุ่มชาวพุทธรักศาสนา เข้าร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ให้ตรวจสอบพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช  เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งสงสัยว่าจะมีพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเทเงินบริจาคซื้อที่ดินสำนักสงฆ์ 100 ล้านบาท เข้าบัญชีนางอรนุช สันตยากร อดีตภรรยา ที่บวชชีอยู่สำนักสวนสันติธรรมนั้น ล่าสุดทนายความของพระปราโมทย์ได้แถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว

 เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่16 กันยายน นายธนเดช พ่วงพูล ทนายความของพระปราโมทย์ แถลงว่า การแถลงข่าวในครั้งนี้กระทำโดยตัวแทนของผู้มาปฏิบัติธรรมในสวนสันติธรรม มิใช่เกิดจากเจตนารมย์โดยตรงของพระปราโมทย์ ด้วยเหตุว่าปัจจุบันมีกลุ่มของผู้ไม่หวังดีที่ได้กระทำการโดยมีเจตนาจะทำลายชื่อเสียงอันดีงามของพระปราโมทย์ และสวนสันติธรรม จึงมอบหมายให้แถลงข้อเท็จจริงขึ้น

 นายธนเดช กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสวนสันติธรรมนั้น ได้จัดตั้งขึ้นมาตามความประสงค์ของผู้มีจิตศรัทธาต่อพระปราโมทย์ เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และศึกษาธรรมของผู้ที่มีจิตศรัทธา และความประสงค์จะเข้ามาศึกษาธรรมตามแนวทางของพระปราโมทย์
  ในช่วงแรกได้จัดตั้งขึ้นเป็นศูนย์ศึกษาปฏิบัติธรรมซึ่งไม่ใช่นิติบุคคล ในการดำเนินการจัดสร้างนั้นเริ่มต้นด้วยการจัดซื้อที่ดิน ในช่วงของการซื้อที่ดินนส.ฐิตินาถ ณ พัทลุง ซึ่งเป็นผู้บริจาคเงินบางส่วน ได้ร้องขอเป็นผู้ซื้อที่ดิน แต่ทางพระปราโมทย์ขอให้ใช้ชื่อของแม่ชีอรนุช เนื่องจากไว้วางใจมากกว่า จึงทำให้มีชื่อของแม่ชีอรนุช เป็นเจ้าของที่ดินมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2548 มิใช่การโอนถ่ายให้ในภายหลังแต่อย่างใด

 " พระปราโมทย์จำพรรษาอยู่ที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ต่อมาในปี 2548 คุณฐิตินาถ ได้พยายามขอสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมใหม่ถวาย โดยตกลงกันว่าคุณฐิตินาถและครอบครัวจะรับภาระค่าใช้จ่ายเอง เนื่องจากพระปราโมทย์ไม่ชอบการเรี่ยไร  ต่อมาคุณฐิตินาถได้แจ้งให้ทราบว่า จำเป็นต้องขอเรี่ยไรเงินค่าซื้อที่ดินประมาณ 6 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ คุณฐิตินาถและครอบครัวจะรับผิดชอบเอง พระปราโมทย์จึงยินยอม และในขั้นตอนการซื้อที่ดินนั้น เกิดปัญหาว่าจะใช้ชื่อผู้ใดเป็นผู้ซื้อที่ดิน เพราะเป็นพระจะไปซื้อที่ดินด้วยตนเองไม่ได้ ชั้นแรกคุณฐิตินาถขอให้ใช้ชื่อตัวเอง  แต่พระปราโมทย์ขอให้ใช้ชื่อแม่ชีอรนุชแทน เพราะไว้วางใจมากกว่า " ทนายระบุ

 ทนายความ ระบุว่า ในการดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับการก่อสร้าง ตลอดจนการดำเนินงานของสวนสันติธรรมได้กระทำอย่างโปร่งใส มีบุคคลต่างๆ ที่มีชื่อเสียง ได้เข้ามารับรู้และทราบเรื่องเป็นจำนวนมาก ซึ่งสวนสันติธรรมก็ไม่เคยมีทรัพย์สินเป็นจำนวนมากตามข่าว  หรือไม่เคยมีเรื่องการยักย้ายทรัพย์สินตามที่เป็นข่าว และในการบริหารเงินที่ได้รับบริจาคมาของสวนสันติธรรม แม่ชีอรนุชไม่ใช่ผู้ดูแลบัญชีเงินรับบริจาคแต่เพียงผู้เดียว ยกเว้นในช่วงแรกที่คุณฐิตินาถวางมือก่อนสร้างสวนสันติธรรมเสร็จ โดยบัญชีเงินรับบริจาคของสวนสันติธรรม มีพัฒนาการเป็น 3 ระยะคือ

 1. ระยะก่อสร้างสวนสันติธรรม เบื้องต้นมีการเปิดบัญชีเพื่อสร้างสวนสันติธรรมในนามของแม่ชีอรนุชร่วมกับนส. ฐิตินาถ  ซึ่งการลงนามเบิกเงินจะต้องลงนามร่วมกัน โดยนส.ฐิตินาถจะเป็นผู้ขอเบิกจ่าย เนื่องจากเป็นผู้ดูแลการก่อสร้าง และนายธนา รุจิพัฒนกุล เป็นผู้ถือสมุดบัญชีเงินฝากและตรวจสอบรายรับรายจ่าย  ในช่วงที่สวนสันติธรรมเปิดการแสดงธรรมแล้ว มีการเปิดบัญชีอีกบัญชีหนึ่งในนามของแม่ชีอรนุชและนส.ฐิตินาถร่วมกัน เพื่อดูแลเงินที่สาธุชนถวายสงฆ์เพื่อบำรุงสวนสันติธรรม

 2. ระยะหลังการก่อสร้าง ในช่วงท้ายของการก่อสร้างนส. ฐิตินาถวางมือเนื่องจากมีภาระส่วนตัว แม่ชีอรนุชจึงต้องรับภาระดูแลบัญชีตามลำพัง ในช่วงธันวาคม 2549 เป็นต้นมา โดยปิดบัญชีสร้างสวนสันติธรรมเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ และปิดบัญชีบำรุงสวนสันติธรรมเดิมโดยถ่ายโอนเงินไปเปิดบัญชีใหม่ในนามของแม่ชีอรนุชตามลำพัง เนื่องจากนส.ฐิตินาถไม่ได้อยู่ในสวนสันติธรรมแล้ว แต่การใช้จ่ายทุกอย่างมีหลักฐานการเบิกจ่ายทั้งสิ้น และต่อมาเมื่อมีเงินในบัญชีมากขึ้น สวนสันติธรรมจึงได้เปิดบัญชีธนาคารใหม่เมื่อ 22 สิงหาคม 2551 ในนามของแม่ชีอรนุช นายอภิชาติ อัศวเรืองชัย และนายชยาทร เตชะไพบูลย์ และทุกสิ้นเดือน แม่ชีอรนุชจะทำบัญชีส่งให้คุณอภิชาติเป็นหลักฐานด้วย ทั้งนี้ ตั้งแต่นายอภิชาติลาออกจากการเป็นประธานกรรมการสวนสันติธรรมเมื่อ 15 มกราคม 2553 ก็ไม่มีการเบิกเงินจากบัญชีนี้แต่อย่างใด

 ขณะเดียวกัน เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2553 มีการเปิดบัญชีใหม่ ในนามของนายสุรพล สายพานิช นายธนา รุจิพัฒนกุล และคุณกนิษฐวิริยา ต.สุวรรณ ทั้งนี้แม่ชีอรนุชทำหน้าที่เพียงการควบคุมการเบิกจ่ายเงินสดย่อย และสรุปยอดบัญชีรายเดือนส่งให้นายสุรพล ซึ่งได้จ้างนักบัญชีตรวจสอบบัญชีอีกชั้นหนึ่งด้วย

 สำหรับเงินบริจาคของสวนสันติธรรมจะมาจาก 2 ทาง คือ ส่วนที่มีผู้บริจาคเข้าบัญชีโดยตรง และจากญาติโยมที่เข้ามาฟังธรรมและได้บริจาคแด่สงฆ์ที่อยู่ในสวนสันติธรรมเพื่อบำรุงสวนสันติธรรม ซึ่งเงินในส่วนที่สองนี้จะมีอาสาสมัครคอยดูแล และตรวจนับมีการลงรายการรับไว้ครบถ้วน และทางสวนสันติธรรมจะมีการใช้เงินอย่างมีระบบเอกสารการเบิกจ่ายครบถ้วนตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น

 ทนายความยังชี้แจงด้วยว่า การที่พระปราโมทย์ได้มอบหมายให้แม่ชี อรนุช รับมอบอำนาจดำเนินการควบคุมการเบิกจ่ายเงินของสวนสันติธรรมแทน และดูแลบัญชีเป็นบางคราว  เนื่องจากพระปราโมทย์เป็นพระในสายของธรรมยุตินิกาย ซึ่งจะไม่มีสามารถจับต้องหรือเก็บเงินทอง หรือซื้อทรัพย์สินใดๆ เองได้ ทั้งสิ้น และในสวนสันติธรรมไม่มีอุบาสกอยู่ประจำ จึงจำเป็นที่จะต้องให้แม่ชีอรนุชดูแลแทน และที่ผ่านมาแม่ชีก็ได้ร้องขอต่อพระปราโมทย์บ่อยครั้ง ที่จะให้หาคนมาทำงานแทน เพื่อแม่ชีจะได้บำเพ็ญภาวนาได้เต็มที่ต่อไป

 " เหตุที่ต้องให้ฆราวาสดูแลการเบิกจ่ายเงินนั้น ก็เนื่องจากสวนสันติธรรมเป็นที่พักสงฆ์ของพระธรรมยุติ พระดูแลเงินเองไม่ได้เพราะผิดพระวินัย และในสวนสันติธรรมมีผู้ที่ไม่ใช่พระซึ่งอยู่ประจำเพียง 2 คน คือแม่ชีอรนุชกับนายชยาทร เตชะไพบูลย์เท่านั้น ซึ่งทั้งสองคนจำเป็นต้องแบ่งงานกันทำ เมื่อสวนสันติธรรมได้ขอตั้งเป็นวัดแล้ว จะต้องหาไวยาวัจกรใหม่ซึ่งจะเป็นผู้ชาย ขณะนี้ได้ทาบทามผู้ที่สงฆ์ไว้วางใจได้ไว้แล้ว"

 นายธนเดช ยังชี้แจงว่า สำหรับเงินบริจาคใส่ตู้ถวายสงฆ์เพื่อบำรุงสวนสันติธรรมนั้น จะมีขั้นตอนการทำงานดังนี้คือ (1) มีการตรวจนับหน้าตู้ทุกวันที่เปิดสวนสันติธรรม โดยทีมงานอาสาสมัครซึ่งก็คือผู้ที่มาฟังธรรมนั่นเอง เมื่อตรวจนับแล้วจะลงยอดรายรับในแต่ละวันแล้วส่งยอดพร้อมตัวเงินให้แม่ชีอรนุช (2) แม่ชีอรนุชจะรวมยอดรายรับแต่ละวันไว้ (3) เมื่อมีผู้เบิกค่าใช้จ่ายภายในสวนสันติธรรม จะต้องนำหลักฐานการเบิกจ่ายไปแสดงต่อแม่ชีอรนุชเพื่อขอรับเงิน (4) เมื่อมีเงินสดคงเหลือจำนวนหนึ่ง แม่ชีอรนุชจะนำเข้าฝากในบัญชีของสวนสันติธรรมเป็นระยะๆ (เงินในบัญชีแทบไม่เคยเบิกจ่ายเลย) (5) เมื่อถึงสิ้นเดือน แม่ชีอรนุชจะต้องส่งรายการรายรับรายจ่ายทั้งเดือนให้คุณสุรพล สายพานิช เพื่อลงบัญชีและมีผู้ตรวจสอบบัญชีอย่างเป็นระบบ

 นอกจากนี้  เกี่ยวกับที่ดินของสวนสันติธรรมตามที่เป็นข่าว ภายหลังจากที่จัดสร้างสวนสันติธรรมแล้วเสร็จ ในช่วงแรกมีผู้เห็นว่าการตั้งเป็นวัดนั้นค่อนข้างจะยุ่งยาก และในตอนนั้นยังไม่เหมาะสมจึงยังไม่ดำเนินการ และต่อมาในเดือนมกราคม 2553 เมื่อเห็นว่าทุกอย่างลงตัวและพร้อมแล้ว พระปราโมทย์ก็ได้ให้แม่ชีอรนุช ยื่นเรื่องขอยกที่ดินแปลงที่เป็นที่ตั้งของสวนสันติธรรมให้มีการจัดตั้งเป็นวัดแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 โดยทำสัญญากับนายอำเภอศรีราชา และขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการอนุญาตต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สวนสันติธรรมมีฐานะเป็นวัดต่อไป

 ผู้สือข่าวรายงานบรรยากาศที่สวนสันติธรรมตั้งแต่ช่วงเช้า พบว่า มีญาติโยมจำนวนมากเข้าไปรับฟังการบรรยายธรรมของพระปราโมทย์ตามปกติ แต่เมื่อเสร็จสิ้นการบรรยายธรรม ญาติโยมต่างจับกลุ่มพูดคุยถึงข่าวอื้อฉาวที่เกิดขึ้น โดยส่วนใหญ่แสดงท่าทีเป็นห่วงเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างมาก แม้ว่าระหว่างบรรยายธรรมพระปราโมทย์จะบอกกับญาติโยมถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า ไม่ต้องเป็นห่วงอีกสักพักเรื่องทุกอย่างจะคลี่คลาย

 ส่วนการแถลงข่าวของทนายความปรากฎว่า  มีกองทัพนักข่าวกว่า 50 คนเดินทางมาที่สวนสันติธรรม โดยเจ้าหน้าที่ของสวนสันติธรรมได้ตั้งโต๊ะลงทะเบียนสื่อมวลชน พร้อมทั้งขอตรวจสอบบัตรสื่อมวลชนอย่างละเอียด เพราะเกรงว่าจะมีกลุ่มที่ต่อต้านแฝงตัวเข้ามาด้วย และภายในบริเวณสวนสันติธรรมทางวัดได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ รปภ.ดูแลบริเวณพื้นที่อย่างเคร่งครัด ไม่ให้ผู้ใดเข้าออกตามเวลาที่ปิดประกาศไว้ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มกำลังตำรวจอีก 20 นาย มาดูแลการแถลงข่าวด้วย  ซึ่งหลังนายธนเดชแถลงเสร็จ ก็ได้เดินออกจากห้องแถลงข่าวโดยไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ซักถามแม้แต่คำถามเดียว

 มีรายงานว่า ในเวลา14.00 น.วันเดียวกัน กลุ่มคนรักศาสนา ได้มีการแถลงข่าวตอบโต้การแถลงข่าวของพระปราโมทย์ ที่อาคารอัมรินทร์ชั้น 22 สำนักงานดีเอ็มซี โดยมุ่งเน้นประเด็นการโอนที่ดินไปเป็นชื่อเม่ชีอรนุช ซึ่งมีพฤติกรรมไม่โปร่งใสและไม่เป็นตามที่แถลงข่าว พร้อมจะประกาศล่ารายชื่อเพิ่มเติมผู้ที่ถูกต้องการให้ตรวจสอบกรณีสงสัยดังกล่าวด้วย

แหล่งข้อมูล
http://www.komchadluek.net/detail/20100916/73388/%E0%B8%9E%E0%B8%A8.%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1.html
บันทึกการเข้า
ตุลาคม 06, 2010, 11:20:32 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2010, 11:20:32 pm »

พศ.แจงยังไม่อนุญาตตั้งวัดสวนสันติธรรม

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการยื่นหนังสือร้องเรียนให้ พศ.ดำเนินการเอาผิดพระปราโมทย์ว่า เบื้องต้นได้เข้าตรวจสอบการก่อตั้งวัดของสวนสันติธรรมแล้วพบว่า มีการยื่นเอกสารขออนุญาตการตั้งวัดเมื่อช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ขั้นตอนขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการขอใบอนุญาตจัดตั้ง ดังนั้น ในส่วนการขอตั้งวัดจึงยังไม่มีการดำเนินการอนุญาตให้ตั้งได้ ส่วนกระแสข่าวที่ว่ามีบุคคลใน พศ. ให้ความช่วยเหลือและแนะนำพระปราโมทย์ให้ดำเนินการตั้งวัดเพื่อแก้ปัญหาพิพาทเรื่องที่ดินนั้น ตนไม่ทราบและคิดว่าไม่น่าจะเป็นดังที่มีการตั้งข้อสังเกต

 สำหรับขั้นตอนการตั้งวัด อันดับแรกต้องมีการยื่นเอกสารการขอจัดตั้งมายัง พศ. เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจพิจารณาเอกสารหลักฐานเบื้องต้น เมื่อผ่านการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นแล้ว ผู้ก่อตั้งวัดจึงจะสามารถดำเนินการสร้างวัด จากนั้นเมื่อสร้างวัดเสร็จแล้วจึงค่อยมาขอใบอนุญาตตั้งวัด โดยพศ.จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบและออกใบอนุญาตให้จัดตั้ง โดยปกติทั่วไปจะใช้เวลาในการดำเนินการทั้งสิ้นราว 4 เดือน และภายหลังได้ใบอนุญาตจัดตั้งแล้วจึงจะมีการโอนที่ดินหรือทรัพย์สิน ซึ่งในขั้นตอนนี้จะมีการตรวจสอบว่า มีความขัดแย้งในเรื่องที่ดินหรือไม่ หรือผู้บริจาคมีความยินยอมมอบที่ดินให้แก่ทางวัดหรือไม่

 "หลังจากยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พศ. ในกรณีดังกล่าวนั้น จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าคณะปกครอง คือเจ้าคณะจังหวัด และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชลบุรี ไปดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามที่มีการร้องเรียน อาทิ กรณีการโอนที่ดินและเงินบริจาคให้แก่อดีตภรรยาของพระปราโมทย์ รวมทั้งการเทศน์และการสอนที่ระบุว่า บิดเบือนและไม่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ดีหากระหว่างนี้มีบุคคลใดนำเรื่องไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดี พศ.ก็จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องและจะปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย แต่ก็พร้อมปฏิบัติตามหากในที่สุดมีการพิจารณาความตัดสินโดยคำสั่งของศาล” นายนพรัตน์ กล่าว

 ด้านพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงการตรวจสอบพระปราโมทย์ว่า ได้สั่งการให้ดีเอสไอส่วนภูมิภาคประจำการอยู่ในจ.ชลบุรี เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้ว  หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายเทิดศักดิ์ เตชะกิตขจร อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนพุทธศาสนิกชน ในขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้าที่ชัดเจน จึงไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดเพราะเกรงจะกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาในพุทธศาสนา

 พ.ต.อ. ณรัชต์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ดีเอสไอไม่เคยเข้าไปสืบสวนกรณีความไม่โปร่งใสเกี่ยวกับการรับบริจาคของสวนสันติธรรม รวมทั้งไม่มีข้อมูลระบุถึงความขัดแย้งหรือขัดผลประโยชน์ภายในของกลุ่มลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดกับพระปราโมทย์ แต่ยืนยันว่า ดีเอสไอจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นพระดีก็ต้องให้การปกป้อง


แหล่งข้อมูล
http://www.komchadluek.net/detail/20100916/73388/%E0%B8%9E%E0%B8%A8.%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1.html
บันทึกการเข้า
ตุลาคม 06, 2010, 11:31:00 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2010, 11:31:00 pm »

เป็นภาพข่าวจาก Voice TV นะครับ
http://www.voicetv.co.th/content/21386/
บันทึกการเข้า
ตุลาคม 06, 2010, 11:47:51 pm
อ.สมฤกษ์
Hero Member
*****
กระทู้: 852



อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2010, 11:47:51 pm »

คมชัดลึก : ผอ.สำนักพุทธฯ สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง "พระปราโมทย์" เรื่องเงินร้อยล้าน ชี้โจทก์อื้อทยอยร้องเรียน ระบุผิดจริงโทษอาญา ส่วนทางธรรมต้องให้คณะสงฆ์พิจารณา ด้าน "ดีเอสไอ" ส่งเจ้าหน้าที่สอบ หากมีมูลชงเป็นคดีพิเศษ ขณะที่สวนสันติธรรมปิดเงียบ

จากกรณีที่ตัวแทนชาวพุทธ รวมตัวกันเข้าร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้ตรวจสอบ "พระปราโมทย์ ปาโมชโช" เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ว่ามีพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเทเงินบริจาคซื้อที่ดินสำนักสงฆ์ 100 ล้านบาท เข้าบัญชีอดีตภรรยา ที่บวชชีอยู่สำนักสวนสันติธรรมนั้น

  เมื่อวันที่ 14 กันยายน นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย เบื้องต้นได้ส่งเจ้าหน้าที่ส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนาไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว ว่ามีการฉ้อโกง หรือนำเงินบริจาคไปให้แก่คนใกล้ชิดจริงหรือไม่ พร้อมกับประสานไปยังเจ้าคณะผู้ปกครองพระปราโมทย์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ให้ช่วยตรวจสอบอีกทาง แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบคำตอบเพราะข้อมูลมีอยู่เป็นจำนวนมาก กรณีดังกล่าวมีโจทก์จำนวนมากทยอยร้องว่าถูกหลอกเงินโดยต่างยืนยันว่าถูกพระปราโมทย์หลอก

 "หากท้ายที่สุดแล้วพระปราโมทย์กระทำผิดจริง ถือว่าทำผิดกฎหมายอาญา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการตามกฎหมายทางโลกได้เลย ส่วนทางธรรมนั้น คณะสงฆ์ท่านจะดูว่าผิดทางไหน แต่ส่วนใหญ่แล้วถ้าผิดกฎหมายทางโลกก็จะให้ทางโลกจัดการ" ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกล่าว 

 นายอำนาจ บัวศิริ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ กล่าวว่า กลุ่มที่ไปร้องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นั้นเคยมายื่นเรื่องที่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ แล้ว ซึ่งขณะนั้นทางกลุ่มผู้ร้องแจ้งเพียงให้ทราบถึงพฤติการณ์ของพระปราโมทย์ แต่ยังไม่ได้แจ้งให้ต้องมีการดำเนินการใดๆ เพราะหลักฐานยังไม่ครบ ซึ่งเชื่อว่าขณะนี้มีหลักฐานครบแล้วจึงมีการเข้าแจ้งความต่อดีเอสไอ และหากยื่นเรื่องมาที่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ก็พร้อมที่จะช่วยดำเนินการให้

 ทั้งนี้จากพฤติการณ์ของพระปราโมทย์ ที่มีการโอนทรัพย์สินให้เป็นชื่ออดีตภรรยาที่เป็นแม่ชีอยู่ที่สวนสันติธรรมด้วยกันนั้น ต้องดูว่าผิดวัตถุประสงค์ของผู้ที่บริจาคหรือไม่ เพราะถ้าผิดวัตถุประสงค์ก็ถือว่าพระปราโมทย์มีความผิด สามารถฟ้องศาลขอความเป็นธรรมได้ ส่วนเรื่องความผิดทางวินัยนั้นจะต้องให้เจ้าคณะผู้ปกครองเป็นผู้พิจารณาว่าจะต้องมีโทษสถานใด

 ด้าน น.ส.ฐิตินาถ ณ พัทลุง นักเขียนชื่อดัง กล่าวกับ "คม ชัด ลึก" ถึงเหตุที่ออกมาฟ้องร้องพระปราโมทย์นั้น มาจากการที่ถูกให้ออกจากการเป็นคณะกรรมการของสวนสันติธรรมเมื่อ 5 ปีก่อนหรือไม่ ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของกฎหมาย พูดอะไรมากไม่ได้ แต่ก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เหตุสำคัญที่ทำให้ต้องออกมาประกาศต่อสาธารณชน และฟ้องร้องตามกฎหมาย เพราะที่ผ่านมา พระปราโมทย์กล่าวความเท็จเกี่ยวกับตนมาตลอด แต่ก็วางเฉย แต่ว่าความเท็จนั้นยังกระทบไปถึงบุตรชายในโรงเรียนด้วย จึงต้องออกมาใช้สิทธิตามกฎหมายปกป้องตนเองและลูกตามที่ร้องเรียนมา

 ขณะที่นายเทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะตัวแทนพุทธศาสนิกชนผู้เสียหายที่เข้าร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ตรวจสอบการรับเงินบริจาคของพระปราโมทย์ กล่าวว่า ต้องการให้ดีเอสไอเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว โดยเฉพาะบัญชีธนาคาร 2 บัญชี ที่เปิดในชื่อของนางอรนุช สันตยากร รวมทั้งการนำเงินที่ได้จากการบริจาคไปซื้อที่ดินหลายแปลงแล้วโอนโฉนดเป็นชื่อของนางอรนุช ภรรยาที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายกับพระปราโมทย์ ซึ่งในกรณีนี้หากนางอรนุช บวชแม่ชี ก็จะไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ และต้องขึ้นทะเบียนเป็นแม่ชีด้วย แต่เท่าที่สังเกตเห็นนางอรนุชโกนศีรษะ แต่งกายด้วยการใส่เสื้อสีขาว และสวมกางเกงสีดำ น่าจะเป็นอุบาสิกามากกว่า

 นายเทิดศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางสวนสันติธรรมแจ้งให้ลูกศิษย์ทราบว่า ในแต่ละปีมีเงินหมุนเวียนในสวนสันติธรรมเพียง 3-4 ล้านบาท ทั้งที่ความจริงมีเงินบริจาคเข้ามาเดือนละหลายล้านบาท ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของการตรวจสอบ เพราะพุทธศาสนิกชนที่เป็นลูกศิษย์ของพระปราโมทย์ ส่วนใหญ่เป็นบุคคลชื่อดัง และมีชื่อเสียงในวงสังคม เป็นทั้งระดับปัญญาชน กลุ่มไฮโซ และนักการเมืองท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก จึงอยากให้ดีเอสไอรับไว้เป็นคดีพิเศษ เพื่อจะได้เข้าไปตรวจสอบและยุติปัญหาที่เกิดขึ้น

 ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามหนังสือร้องเรียนดังกล่าว โดยเบื้องต้นต้องตรวจสอบก่อนว่าข้อร้องเรียนมีมูลหรือไม่ เนื่องจากแม้กรณีดังกล่าวจะมีมูลค่าความเสียหายสูงถึงหลักร้อยล้านบาท แต่เพื่อความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา จึงจำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงให้รอบด้าน หากมีมูลความผิดจึงจะเสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) รับเป็นคดีพิเศษต่อไป

  พ.ต.อ.ณรัชต์กล่าวว่า หลังจากตรวจสอบรายละเอียดคำร้องที่นายเทิดศักดิ์ยื่นเรื่องมายังดีเอสไอแล้ว ก็จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบที่สำนักสวนสันติธรรม ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะเรื่องดังกล่าวค่อนข้างละเอียดอ่อนจึงไม่ควรด่วนสรุป เพราะหากไม่มีมูลความจริงจะทำให้พระปราโมทย์เสียหาย และส่งผลต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชน

 จากนั้นผู้สื่อข่าวได้รับการประสานงานจากลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระปราโมทย์ ว่าพร้อมที่จะชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดในศาล 

 ส่วนความเคลื่อนไหวที่สำนักสวนสันติธรรมนั้น เมื่อเวลา 11.00 น. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางเข้าไปที่สวนสันติธรรม แต่ปรากฏว่า สวนสันติธรรมปิดประตู และไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้า โดยมีป้ายหน้าประตูว่า "ปิด" เป็นอักษรตัวใหญ่สีน้ำเงิน และมีอักษรตัวเล็กๆ ด้านล่าง เขียนว่า "สถานที่ส่วนบุคคล งดรับแขกนอกเวลา และในวันปิดศูนย์" พร้อมกับมีป้ายใหญ่อยู่ใกล้เคียง มีข้อความว่า "สวนสันติธรรม ศูนย์ศึกษาปฏิบัติธรรม สาขาวัดบูรพาราม พระอารามหลวง จังหวัดสุรินทร์ 332/1 หมู่ 6 บ้านโค้งดารา ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 20110 เปิดเวลา 07.00-10.00 น. วันเปิดเดือนกันยายน วันที่ 3-5, 10-12, 16-18, 24-25, 03 สถานที่ส่วนบุคคล งดรับแขกนอกเวลาและในวันปิดศูนย์"

 จากการสังเกตพบว่า สวนสันติธรรมส่วนมากจะเปิดในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ หรือพฤหัสบดี ศุกร์ และเสาร์ และจะไม่ตรงกับวันพระ นอกจากนี้ยังมีป้ายหน้าประตู มีข้อความว่า อนุญาตให้เข้ามาในสวนสันติธรรมได้เฉพาะผู้มาศึกษาปฏิบัติธรรมเท่านั้น และมีสัญลักษณ์ห้ามถ่ายรูป ห้ามถ่ายวิดีโอ และปิดมือถือ ตรงปากทางเข้าอีกด้วย ส่วนด้านข้างติดกัน พบว่ามีบ้านพักชั้นเดียว มีป้ายติดหน้าบ้านว่า บ้านอนาลโย 332/2 ซึ่งเป็นบ้านปูนสีขาว ชั้นเดียว ยกสูงเล็กน้อย และยังมีบ้านพัก ซึ่งน่าจะเป็นของคนงานต่างด้าวที่มีอยู่หลายคน

 จากการสำรวจภายนอก พบว่าสวนสันติธรรมมีเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ มีกำแพงสูงทึบรอบพื้นที่ อาณาบริเวณส่วนรอบๆ จะเป็นป่ามันสำปะหลัง ภายในมีคนสวนคอยดูแลจำนวนหนึ่ง และมีบ้านพักภายในสวนสันติธรรม กระทั่งเมื่อคนงานเห็นมีบุคคลแปลกหน้ามาที่หน้าสวนสันติธรรม ก็เดินมาแอบถ่ายรูป ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามและขออนุญาตเข้าไปพบพระปราโมทย์ แต่คนงานซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวไม่ยินยอม บอกว่า พระปราโมทย์ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปข้างในสวนสันติธรรม แต่สามารถเข้าไปได้ในวันเปิดทำการตามที่ได้แจ้งไว้ที่ป้ายด้านหน้า

 ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า พระปราโมทย์อยู่หรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าอยู่ด้านในและไม่รับแขก ส่วนแม่ชีที่เป็นข่าวก็อยู่ด้านในสวนสันติธรรมด้วยเช่นกัน โดยภายในสวนสันติธรรมมีพระสงฆ์ 5 รูป แม่ชี 3 คน และแรงงานต่างด้าวที่ดูแลสวน และปัดกวาด 7 คน ซึ่งเจ้าตัวก็บอกว่ามีหน้าที่ดูแลสวนเพียงอย่างเดียว และไม่เชื่อตามที่เป็นข่าว

 หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวจึงไปสอบถามนายใบ โคตะยา อายุ 65 ปี ชาวบ้านที่อยู่ละแวกใกล้เคียง นายใบกล่าวว่า ไม่ค่อยรู้เรื่องและไม่ค่อยจะทราบว่าชาวบ้านเขาศรัทธาพระปราโมทย์หรือไม่ เพราะไม่เคยเข้าไปในสวนสันติธรรมแห่งนั้น แต่เห็นว่ามีแต่คนมีฐานะดี มักขับรถเก๋งราคาแพงๆ และมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้ามาหาที่สวนนี้จำนวนมากในช่วงที่สวนสันติธรรมมีงาน แต่สวนแห่งนี้ก็จะเปิดเป็นบางวันเท่านั้น มีคนมาเยอะ มีแต่คนมีระดับทั้งนั้น คิดว่าถ้าไม่มีระดับ หรือไม่มีเงิน ทางสวนก็คงไม่ต้อนรับ

 ตอนแรกๆ ที่สวนแห่งนี้ก่อสร้างเสร็จใหม่ๆ เคยมีคณะกรรมการของวัดเอาแผ่นซีดีของพระปราโมทย์มาให้ เมื่อเปิดฟังแล้วก็เหมือนกับคนคุยกัน ถามมาตอบไป เหมือนจะเทศน์ก็ไม่ใช่ พอฟังแล้วไม่ชอบก็เลยทิ้งไป ความจริงแล้ววัดจะต้องมีโบสถ์ มีที่ทำสังฆกรรม อย่างทอดกฐิน ก็ต้องทำในโบสถ์ถึงจะถูกต้อง แต่ที่นี่ทำกันที่ศาลาปฏิบัติธรรม ท่านมีเงิน มีรถ มีคนมารับมาส่งเวลาเดินทางเข้าออก ส่วนเรื่องที่เป็นข่าว ไม่รู้ เพราะไม่เคยเข้าไปในสวนสันติธรรมนี้เลย

 น.ส.สุพิชญา เจริญนาน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กล่าวถึงกรณีกระแสข่าว “พระปราโมทย์” เจ้าสำนักสวนสันติธรรม ถูกกล่าวหาว่าไม่โปร่งใสเกี่ยวกับเงินบริจาค 100 ล้านบาทจากประชาชนและผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาว่า เรื่องนี้ชาวบ้านเพิ่งทราบข่าวจากทีวี และหนังสือพิมพ์เท่านั้น ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงก็ไม่เคยเข้าร่วมพิธีที่ทางสำนักสวนสันติธรรมจัดขึ้น เพราะส่วนใหญ่ผู้ที่ไปร่วมในพิธีหรือพบปะกับพระปราโมทย์ จะเป็นคนต่างจังหวัด ซึ่งแต่ละคนจะมีฐานะ และบริจาคเงินจำนวนมาก โดยคนในพื้นที่จะไปทำบุญที่วัดโค้งดารา ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้าน และเป็นวัดเก่าแก่

 ส่วนสำนักสวนสันติธรรมเพิ่งก่อตั้งได้เพียง 4-5 ปีเท่านั้น และตามปกติทางสวนสันติธรรมไม่ได้เปิดให้ประชาชนหรือผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาเข้าไปภายในสวนสันติธรรมได้ตลอดเวลา โดยจะมีระยะเวลาในการปิด-เปิด และผู้ที่จะเดินทางไปนั้นจะต้องตรวจสอบกำหนดการก่อน ซึ่งไม่เหมือนวัดทั่วไป นอกจากนั้นยังมีรั้วสูงล้อมรอบสวนสันติธรรมด้วย ยิ่งทำให้ประชาชนในพื้นที่แปลกใจที่วัดกระทำเช่นนี้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว วัดหรือสำนักสงฆ์ ไม่ควรจะมีเวลาปิด-เปิด หรือมีรั้วล้อมรอบอย่างมิดชิด ตนเป็นผู้ใหญ่บ้านดูแลพื้นที่ดังกล่าว ยังไม่เคยเข้าไปที่สวนสันติธรรมแห่งนี้เลย

แหล่งข้อมูล
http://www.komchadluek.net/detail/20100915/73223/%E0%B8%9E%E0%B8%A8.DSI%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99.html
บันทึกการเข้า
   
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Cennet By Burak
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!