ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน:
 
หน้า: 1 ... 8 9 [10]
 91 
 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 08:35:28 am 
เริ่มโดย อ.สมฤกษ์ - กระทู้ล่าสุด โดย อ.สมฤกษ์
http://jobmarket.co.th/travel/travel_detail.php?dd=6772

 92 
 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 08:23:54 am 
เริ่มโดย อ.สมฤกษ์ - กระทู้ล่าสุด โดย อ.สมฤกษ์
สมุททชาดก : ชาดกว่าด้วยสมุทรสาคร
http://www.youtube.com/watch?v=faLcV89ynXU

สัพพทาฐิชาดก เรื่องผู้มีบริวารมาก
http://www.youtube.com/watch?v=0Dpuwjp_7H8

กากาติชาดก เรื่องนางกากี
http://www.youtube.com/watch?v=s9bTSDdbsCo

โคธชาดก  เรื่องฤษีหลอกกินเหี้ย
http://www.youtube.com/watch?v=bn1nYH1f9YM

จุลลกเศรษฐีชาดก
“สมุฏฐาเปติ อัตตานัง อณุง อัคคิงวะ สันธะมัง
ตั้งตัวให้ได้ เหมือนก่อไฟจากกองน้อย”
http://www.kalyanamitra.org/chadok/mixchadok/chadok5013/chadok5013.html

 93 
 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 01:38:18 am 
เริ่มโดย อ.สมฤกษ์ - กระทู้ล่าสุด โดย อ.สมฤกษ์
เทวดากับหนอน
กาลครั้งหนึ่ง มีเทวดาตนหนึ่งเหาะผ่านวัด ได้พบเห็นหนอนตัวดำกำลังดำผุด
ดำว่ายอยู่ในหลุมอาจม ระลึกขึ้นได้ว่าเคยเป็นสหายสนิทกันมาในชาติปางก่อน เห็นสภาพสหายต้องตกต่ำอยู่อย่างนั้นก็เกิดความสงสารอยากจะช่วยเพื่อนให้ได้พ้นจากหลุมอาจม แห่งนี้ จึงเหาะลงมา
ชวนสหายเก่าว่า
“รีบขึ้นมาจากหลุมอาจมเถิด มันทั้งเหม็นทั้งสกปรกมาก ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ด้วยกันเถิด”
เจ้าหนอนกำลังง่วนอยู่กับอาจม ถูกขัดจังหวะเข้า ก็ย้อนถามไปว่า “บนสวรรค์มีดีอะไร”
เทวดาก็ตอบว่า “บนสวรรค์จะอยู่ในวิมานที่มีความงดงาม มีอาหารทิพย์นานาชนิด อยากกินอะไรก็เนรมิตเอาตามชอบใจ”
หนอนคิดอยู่อึดใจเดียวก็ร้องตอบเทวดาผู้เป็นสหายไปว่า “เราไม่ไปหรอกท่าน อยู่ที่นี่สบายกว่ากันเยอะ อยากกินอะไรก็ไม่ต้องเสียเวลาเนรมิตให้เหนื่อย ถึงเวลาพระคุณเจ้าจะมาเนรมิตให้เอง”
ว่าแล้วหนอนอ้วนก็มุดหายไปในอาจม ?



เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า คนที่มีอวิชชา (ความไม่รู้) เป็นพื้นฐานจิตใจจะไม่เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง และยึดติดในมุมมองของตน หนอนอ้วนเป็นสัญลักษณ์แทนความไม่รู้ เมื่อมีความไม่รู้เป็นพื้นฐาน ก็คิดอย่างไม่รู้ แล้วก็จมอยู่ในความไม่รู้นั้น เทวดาเป็นสัญลักษณ์แทนปัญญา รู้เท่าทันสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง ย่อมคิดที่จะออกจาก “กองทุกข์” การที่เทวดาชวนหนอนอ้วนไม่สำเร็จ แสดงว่ากระบวนการแก้ปัญหาของเทวดานั้นแม้จะถูกต้อง แต่ต้องขึ้นกับเหตุปัจจัยอื่นด้วย เมื่อหนอนอ้วนไม่ให้ความร่วมมือการแก้ปัญหาก็ไม่สำเร็จ


อ้างอิงจาก
http://bit.ly/WEN1EA

 94 
 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 12:09:21 am 
เริ่มโดย อ.สมฤกษ์ - กระทู้ล่าสุด โดย อ.สมฤกษ์
จะอ้างสิทธิส่วนบุคคล ก็ไม่ควรละเมิดสิทธิของผู้อื่น

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ฯ ปี 2550 มาตรา 3 , 8 , 29 และ 45 เรื่องการจำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น รวมทั้งลักษณะคดีหรือไม่ เพราะไม่มีการกำหนดข้อยกเว้นในการแสดงความคิดเห็นเหมือนกับคดีการหมิ่นประมาททั่วไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 และอัตราโทษจำคุก มาตรา 112 กำหนดไว้ 3-15 ปี ซึ่งเท่ากับให้สามารถจำคุกขั้นต่ำได้ 3 ปี ต่างจากคดีหมิ่นประมาททั่วไปที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 112 ยังถูกกำหนดเป็นหมวดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ทั้งที่ลักษณะคดีเป็นการหมิ่นประมาท

โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 2 บัญญัติว่าประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมาตรา 8 ได้บัญญัติรับรองและคุ้มครองสถานะพระมหากษัตริย์ว่า อยู่ในฐานะเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ ขณะที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้กำหนดลักษณะความผิดและอัตราโทษ ที่รองรับและสอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญไว้เพื่อให้รัฐได้ใช้บังคับเพื่อการดูแลความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นการบัญญัติกฎหมายที่ไว้ใช้ทั่วไป ไม่ได้กำหนดไว้ใช้กับบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ขณะที่ มาตรา 29 และ มาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญฯ แม้บัญญัติให้สิทธิเสรีภาพบุคคลการแสดงความคิดเห็น ตีพิมพ์ แต่การกระทำนั้นก็จะต้องไม่กระทบสิทธิผู้อื่นตามที่รัฐธรรมนูญฯ หรือกฎหมายอื่นบัญญัติไว้เช่นกัน ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

อ้างอิงจาก
http://www.dailynews.co.th/politics/173305

---------------------------------------------------------------------

วิธีตรวจเช็คเลขทะเบียน อย.
http://bhipthai.lnwshop.com/webboard/viewtopic/3

HYLI
http://crystalsholnw.weebly.com/hyli-36293618-10-1-00450-1-0036.html

https://www.facebook.com/HYLITHAILAND

เลขทะเบียนซ้ำกับเจ้านี้ครับ และจากการตรวจสอบ เจ้านี้ (มาดาม...) เป็นของจริงครับ
http://www.beauty-pharma.com/product/473318/%C3%81%C3%92%C2%B4%C3%92%C3%8122.html

ตัวนี้ไม่มี อย. เลย (เอาของ USA มาอ้าง)

ร้านนี้แม่ค้ากินเอง ใช้เอง ขายเองค่ะ สนใจผลิตภัณฑ์ติดต่อสอบถามราคาโปรโมชั่นได้ที่อินบ๊อกหรือติดต่อคุณเจี๊ยบเบอร์โทร
0830829343
0872303575
ID line : jeabfucopure
what app:0830829343
0872303575
หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่
www.fucopurecenter.com

(Facebook) Fucopure center ของแท้จากอเมริกา

https://www.facebook.com/groups/lives.coffee/428142030632408/?notif_t=group_comment_reply
https://www.facebook.com/ratiyakhawpol

Ratiya Kp
FUCO PURE คืออะไร
ฟูโก้เพียว อาหารเสริมนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา นวัตกรรมล่าสุดที่สามารถช่วยลดน้ำหนักและสัดส่วนเกิน โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา ได้อย่างปลอดภัย ไม่โยโย่ ผลิตจากสาหร่ายวากาเมะ จากทะเลน้ำลึกแทสแมน(Tasman Sea) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศออสเตรเลีย เป็นอาหารเสริมเพื่อช่วยสลายไขมันในร่างกาย ไม่ต้องอดอาหาร
ลดอ้วน ตั้งแต่สัปดาห์แรก
-น้ำหนักเกิน ขาดความเชื่อมั่น รุ้สึกเป็นปมด้อย กลุ้ม !!
-ทำยังไงก็ได้ให้ผอมลง แบบไม่มีอันตราย
-ผลิตภัณฑ์ มีมากมายแต่ไม่รู้จะเลือกใช้ตัวไหนดี
-อยากได้ตัวที่สามารถลดน้ำหนัก ผอมลงได้จริงๆซักที ขอให้เจอทีเถอะ
-เคยลดน้ำหนักมาหลายวิธี แต่พอหยุดใช้ กลับอ้วนยิ่งกว่าเดิม

ให้คำตอบด้วย "ฟูโก้" นะค่ะ
ID Line : popeyezlove14
Tel.? : 088-9465064

ไปร้องเรียนที่ อย. จะมีรางวัลด้วยเน้อ
http://newsser.fda.moph.go.th/hpsc/frontend/theme/contact_us.php
ทางจดหมาย :
ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข 11004
 
ทางโทรศัพท์ :
0 2590 7410 (เพื่อติดต่อศูนย์ฯ)
0 2590 7354, 0 2590 7355 (เพื่อติดต่อร้องเรียน)
โทร. 1556 (สายด่วนอย. 1556)
ทางโทรสาร :
0 2590 1556
 
ทางอีเมล์ :
1556@fda.moph.go.th

ศูนย์เฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ตึกสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อาคาร A ชั้น 1


 95 
 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 11:39:13 pm 
เริ่มโดย อ.สมฤกษ์ - กระทู้ล่าสุด โดย อ.สมฤกษ์
จิ้งจกกัดกันแล้วตกลงมา - คุณจะทะเลาะกับคนใกล้ชิด (พ่อ-แม่-แฟน ผมเจอกับตัวเองมาแล้ว 4 ครั้ง จนจำขึ้นใจเลยครับ ได้ยินเสียงมันกัดกันต้องเข้าไปหย่าศึกแล้วไล่มันไปคนละทางจะได้ไม่กัดกัน เข็ดแล้ว - -) ข้ออื่นๆก็ว่าตามตำรานะครับ

สัตว์ตกกลางที่ผู้คนชุมนุมกันอยู่ - อันตรายจะเกิดแก่คนเหล่านั้น

สัตว์ตกตายกลางที่ผู้คนชุมนุมกันอยู่ - คนเหล่านั้นจะเสียญาติ

สัตว์ตกกลางที่ผู้คนชุมนุมกันอยู่ สัตว์นั้นเกือบตาย - คนเหล่านั้นจะต้องพลัดพรากจากกัน

นั่งคนเดียวหรืออยู่กับญาติมิตร สัตว์ตกเบื้องหน้า - ท่านจะได้ลาภ

นั่งคนเดียวหรืออยู่กับญาติมิตร สัตว์ตกเบื้องซ้าย - ท่านจะได้รับความทุกข์ต่างๆ

นั่งคนเดียวหรืออยู่กับญาติมิตร สัตว์ตกเบื้องขวา - ญาติพี่น้องจะมาหาท่าน

นั่งคนเดียวหรืออยู่กับญาติมิตร สัตว์ตกเบื้องหลัง - คนเลวจะใส่ร้ายท่าน

นั่งคนเดียวหรืออยู่กับญาติมิตร สัตว์ตกถูกศีรษะ - เจ้านายจะให้ลาภและเกื้อหนุน จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ท่านต้องการหรือมุ่งหวังไว้

นั่งคนเดียวหรืออยู่กับญาติมิตร สัตว์ตกถูกหน้า - ท่านจะได้คู่ครอง

นั่งอยู่แล้วสัตว์ตกถูกมือซ้าย - ญาติของท่านจะถึงแก่กรรม

นั่งอยู่แล้วสัตว์ตกถูกมือขวา - ท่านจะได้ลาภและทรัพย์สมบัติมากมาย ประกอบการค้ามีกำไรงาม ได้รับมรดก ชนะคดีความ

นั่งอยู่แล้วสัตว์ตกถูกแขนขวา - จะได้ลาภอันประเสริฐ

นั่งอยู่แล้วสัตว์ตกถูกแขนซ้าย - จะมีภัยมาถึงตัว

นั่งอยู่แล้วสัตว์ตกถูกบ่าหรือไหล่- จะเกิดศัตรูเพราะเรื่องชู้สาวหรือเพราะผู้หญิง

นั่งอยู่แล้วสัตว์ตกถูกท้อง - ชายจะได้ลาภ หญิงจะพบเนื้อคู่ ถ้าเป็นหญิงไม่โสดจะได้บุตร

นั่งอยู่แล้วสัตว์ตกถูกหู - ให้ระวังอันตราย

นั่งอยู่แล้วสัตว์ตกถูกเท้าขวา - จะได้ลาภแต่ระวังตัวเอาไว้บ้างจึงจะปลอดภัย

นั่งอยู่แล้วสัตว์ตกถูกเท้าซ้าย - มิตรจะให้ของที่พึงพอใจ

สัตว์ตกแล้วไปทางทิศตะวันออก - จงระวังทรัพย์สิน

สัตว์ตกแล้วไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ - มิตรจะให้ลาภและช่วยให้พ้นทุกข์

สัตว์ตกแล้วไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ - จะได้ลาภอันประเสริฐ

สัตว์ตกแล้วไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ - จะได้ลาภมากมาย

สัตว์ตกแล้วไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ - จะได้ลาภจากเมืองไกล หรือได้เมื่อเดินทาง

สัตว์ตกแล้วไปทางทิศใต้ - จะได้รับข่าวดี

สัตว์ตกแล้วไปทางทิศเหนือ - จะได้พบกับมิตรสหายเก่าๆ

สัตว์ตกแล้วแน่นิ่งอยู่นาน - ระวังอันตรายต่างๆ ไว้บ้างจึงจะปลอดภัย

สัตว์ตกแล้วสัตว์นั้นไปอย่างลำบาก - ท่านจะพบกับความผิดหวัง

สัตว์ตกแล้วสัตว์นั้นเดินวนเวียน - ระวังจะขัดใจกับญาติ

สัตว์ตกแล้วสัตว์นั้นวิ่งขึ้นฝา - ท่านจะโชคดี

สัตว์ตกแล้วสัตว์นั้นวิ่งออกทางประตู - ท่านจะอยู่เย็นเป็นสุข

สัตว์ตกแล้วสัตว์นั้นออกไปทางหน้าต่าง - ความเจ็บป่วยไข้ของท่านจะหายสิ้น

สัตว์ตกแล้วสัตว์นั้นนำหน้าท่านไป - ถือเป็นนิมิตที่ดี

สัตว์ตกขวางหน้าแล้วสัตว์นั้นนิ่ง - จงอย่าเดินต่อไป

สัตว์ตกทางหัวนอน - หญิงโสดจะได้พบเนื้อคู่ ถ้าไม่โสดจะได้บุตร

สัตว์ตกทางปลายเท้าผู้ชาย - จะพบกับมิตรใหม่

สัตว์ตกทางปลายเท้าผู้หญิง - หญิงโสดจะพบเนื้อคู่ ถ้าหญิงไม่โสดจะได้บุตรสาว

---------------------------------------------------------------

ถ้าตกมาที่หน้า จะได้รับโชคลาภทั้งลาภปากและลาภลอย

ถ้าตกมาที่ทางซ้าย จะได้รับข่าวร้าย จะได้ความเดือดร้อน

ถ้าตกมาที่ทางขวา จะได้รับข่าวทางไกล และจะได้พบคนที่หายไป

ถ้าตกมาที่ข้างหลัง ระวังคดีความ เกิดปัญหากับคนรอบข้าง

ถ้าตกมาที่มือข้างซ้าย ระวังญาติผู้ใหญ่ป่วย หรือเสียญาติผู้ใหญ่

ถ้าตกมาที่มือข้างขวา จะพบความรุ่งเรือง ของชีวิตทุกด้าน

ถ้าตกมาที่แขนซ้าย จะเจออุปสรรค์และพบความเดือดร้อน ต้องคดีความ

ถ้าตกมาที่แขนขวา จะได้โชคลาภและได้ลาภปาก

ถ้าตกมาที่ใบหน้า จะได้เลื่อนตำแหน่ง และมีโชคเรื่องการงานก้าวหน้า

ถ้าตกมาที่ศีรษะ จะมีโชคลาภ และมีชคจากการเสี่ยง

ถ้าตกมาที่แล้วเดินหรือวิ่งขึ้นศีรษะ จะได้รับความสำเร็จ มีชื่อเสียง ได้รับการยกย่อง

ถ้าตกมาที่เท้าซ้าย จะได้รับของกำนัลและได้รับการตอบรับจากการงานที่ดี

ถ้าตกมาที่เท้าขวา จะเกิดอุปสรรค์และเดือดร้อนตอนแรกเหมือนทุกข์ลาภละภายหลังดี

ถ้าตกมาที่ช่วงหน้าอกหรือโดนนม จะได้พบคนถูกใจ และได้คนรู้ใจ พบเนื้อคู่คู่แท้

ถ้าตกมาแล้วคลานขึ้นลำตัว จะได้รับข่าวร้าย และโดนโกง

ถ้าตกมาที่บ่าและไหล่ จะได้รับโชคลาภและได้สิ่งของง่ายๆ พ้นเคราะห์

ถ้าตกมาที่หน้าอก จะได้โชคลาภได้จากญาติมิตรสหาย

ถ้าตกมาที่ท้อง จะมีคนไปมาหาสู่ มีญาติมาหาเอาโชคมาด้วย

ถ้าตกมาที่ตัวและโดนลำตัว จะพบคนปองร้าย ใส่ความ ต้องคดีความต้องระวัง

ท่านใดที่ป้องกันไว้ก่อนหรือว่าจะทำบุญอยู่เรื่อยๆก็จะป้องกันภัยร้ายต่างๆก็ดีนะคะ

http://www.horolive.com/astrology-hot/animal-down.html#.UpTQctLxqi4

 96 
 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 11:24:52 pm 
เริ่มโดย อ.สมฤกษ์ - กระทู้ล่าสุด โดย อ.สมฤกษ์
..

 97 
 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 11:19:15 pm 
เริ่มโดย อ.สมฤกษ์ - กระทู้ล่าสุด โดย อ.สมฤกษ์
พระราชวงศ์
http://www.dpu.ac.th/cao/page.php?id=3449

พระภิกษุ
http://www.dpu.ac.th/cao/page.php?id=3468

บุคคลธรรมดา
http://www.dpu.ac.th/cao/page.php?id=3469

 98 
 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 08:40:37 am 
เริ่มโดย อ.สมฤกษ์ - กระทู้ล่าสุด โดย อ.สมฤกษ์
 ศีล ๕

โดย พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
(เทศนา ณ วันจันทร์ที่ ๖ เมษายน ๒๕๒๔)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ(๓ จบ)
“ธัมโม หเว รักขติ ธัมมจาริง ติ”


ณ โอกาสบัดนี้อาตมาภาพจะแสดงพระธรรมเทศนาในธัมมิกคาถา คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นเครื่องโสรจสรงองคศรัทธาบารมี มีบรรดาท่านนริศราทานบดีทั้งหลายได้มาพร้อมใจกันบำพ็ญกุศลประจำของวันตรุษ เป็นวันที่ ๓ วันนี้ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๔ การที่ท่านบรรดาพุทธบริษัทั้งหลายโดยถ้วนหน้าตั้งใจมาบำเพ็ญกุศลจรรยาสัมมาปฏิบัติตามนัยที่องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ทรงแนะนำ ทั้งนี้เพราะว่าพระพุทธเจ้ามีความปรารถนาให้เกิดความสุขแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง เข้ามาในวัด นอกจากจะมานมัสการพระไตรสรณคมน์ทั้ง ๓ ประการ คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะแล้ว ก็ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์พระประทีปแก้ว คือมีความสนใจในธรรม

อันดับแรก คือท่านพุทธบริษัทตั้งใจสมาทานศีล ศีลนี้ถือว่าเป็นธรรมะส่วนหนึ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำว่า “บุคคลใดต้องการความสุข บุคคลนั้นให้ปฏิบัติในศีล” คำว่า “ศีล” นี้ถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็แปลว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทได้สมาทานศีล ๕ ประการ ศีล ๕ ประการมีความหมายว่า

ข้อที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่า จงละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต คำว่า “สัตว์” หมายถึง คนด้วยและก็สัตว์ด้วย
ข้อที่ ๒ องค์สมเด็จพระธรรมสามิสร ทรงแนะนำว่า จงอย่าลักและอย่าขโมย ยื้อแย่งทรัพย์สินของบุคคลอื่นมาเป็นของตนโดยไม่ชอบธรรม
ข้อที่ ๓ ทรงแนะนำว่า จงเว้นจากการยื้อแย่งความรักของบุคคลอื่น
ข้อที่ ๔ ทรงแนะนำว่า วาจาใดที่เป็นวาจาดีคือ วาจาสัตย์จริง ขอให้พูดตามนั้น
ข้อที่ ๕ องค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาทรงแนะนำว่า ให้ละเว้นจากการดื่มสุราเมรัย เพราะเป็นผลที่ตั้งแห่งความประมาท

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท สมเด็จพระบรมโลกนาถตรัสว่า ถ้าบรรดาบุคคลทั้งหลายปฏิบัติได้อย่างนี้แล้ว สมเด็จพระประทีปแก้วตรัสเป็นอานิสงค์ว่า สีเลนะ สุคติง ยันติ ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้มีชีวิตอยู่ก็มีความสุข ตายไปชาติหน้าไปเกิดใหม่ก็มีความสุข สีเลนะ โภคสัมปทา ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ ทรัพย์สินทั้งหลายที่มีมา ถ้าหามาได้ก็ไม่สิ้นเปลือง โดยไร้ประโยชน์ โทษจากการขาดจากความเป็นมีทรัพย์ก็ไม่เกิดขึ้น ตายไปแล้วก็กลายเป็นคนมีทรัพย์ สีเลนะ นิพพุติง ยันติ บุคคลผู้ปฏิบัติความดีอย่างนี้แล้ว มีชีวิตอยู่ก็มีความสงบ ตายไปแล้วก็มีความสุขอาจถึงซึ่งพระนิพพาน คือเป็นความหมายที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาตรัส ขอขยายความสักนิดหน่อยเวลามันน้อย คำว่า ปาณาติบาต อทินนา กาเมสุมิจฉา มุสาวาท สุรา ก็ดี ทั้งหมดนี้ องค์สมเด็จพระชินศรีไม่ได้ทรงดำริตั้งขอวัตรปฏิบัติขึ้นมาใหม่ คำว่า “ศีล” นี้ก็แปลว่า ปกติ ฉะนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงนำเอาความปรารถนาเป็นปกติของคนและสัตว์โลกมาแนะนำบรรดาท่านพุทธบริษัท ที่ตามพระบาลีกล่าวว่า ธรรมะมีประจำโลกอยู่แล้ว สมเด็จพระประทีปแก้วทรงนำมารวบรวมเข้าไว้เป็นความจริงให้เห็นว่า บรรดาท่านพุทธบริษัทคนทั้งโลก ชายและหญิง ไม่มีใครคนใดทั้งหมดไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายร่างกายเรา หรือว่าไม่ต้องการให้ใครมาเข่นฆ่าเรา เมื่อเรามีความรู้สึกอย่างนี้ เหมือนคนอื่นเขาก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน ปกติของคนและสัตว์เป็นอย่างนี้ ประการที่ ๒ ทรัพย์สมบัติที่เราหามาได้ก็ดี จะมีมากหรือมีน้อยก็ตามที เราต้องการใช้ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์กับเรา พร้อมกับใช้ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นเป็นคุณประโยชน์ตามที่เราหามาได้ เราไม่ต้องการให้บุคคลใดมายื้อแย่งทรัพย์สมบัติของเราฉันใด บรรดาคนและสัตว์ทั้งหลายก็มีความรู้สึกในทรัพย์สินของเขาเช่นนั้นเหมือนกัน เขาหามาได้ เขาต้องการใช้สอยของเขาเองเหมือนกัน ไม่ต้องการให้ใครมายื้อแย่ง ประการที่ ๓ ตามปกติของคนมีความรักก็ไม่อยากให้ใครมาแย่งของรัก อยากจะทะนุถนอมความรักเฉพาะบุคคลของตัวเท่านั้น ข้อนี้มีอุปมาฉันใด คนอื่นเขาก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ประการที่ ๔ องค์สมเด็จพระภควันต์ทรงกล่าวว่า บุคคลใดรักความจริง จงพูดแต่ความจริง อันนี้พุทธบริษัทชายหญิงก็คงเห็นว่า วาจาใดที่เรากล่าวแล้วหวังประโยชน์ วาจานั้นก็ต้องการวาจาสัตย์จริง ไม่ต้องการวาจาเท็จ นอกจากเป็นการพูดล้อเล่นสนุกสนานอย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นการขาดศีล ประการที่ ๕ องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแนะนำว่า จงอย่าดื่มสุราและเมรัย เพราะว่าคนเราเกิดมาในโลกแล้วต้องการเป็นคนดีทุกคน ไม่มีใครต้องการทำตนเป็นคนบ้า คนเมาสุราเมรัย เรียกคนบ้าตามปกตินี่เอง ฉะนั้น คนทุกคนต้องการความดีเช่นนี้ องค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาทรงกล่าวว่า ถ้าเราไม่ต้องการให้ใครเขามาทำร้ายร่างกายเรา จงคิดถึงชีวิตของคนอื่นว่า เขาก็ไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายร่างกายเขาเหมือนกัน เมื่อต่างคนต่างเป็นมิตรที่ดี ไม่ทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน แทนที่จะโกรธขึ้งเป็นศัตรู มีความคิดอยู่เสมอว่าเรากับเขาเป็นมิตรกัน เห็นหน้ากัน ยิ้มแย้มซึ่งกันและกันอย่างนี้ ก็รวมความว่า ทุกคนก็มีความสุข ไม่มีศัตรู ประการที่ ๒ ทรัพย์สินของใครเราไม่ลักขโมย ประการที่ ๓ คนรักของใครเราไม่ยื้อแย่ง ประการที่ ๔ เราพูดด้วยความจริง ประการที่ ๕ เราเป็นคนไม่บ้า เพราะการดื่มสุราและเมรัย ทั้งหมดนี้ ย่อมเป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั้งโลก ทุกคนต่างปรารถนาความเป็นมิตรซึ่งกันและกัน เมื่อความดีอย่างนี้ปรากฏขึ้นในใจพุทธบริษัททุกท่าน ผลที่ท่านจะพึงได้ก็คือ สีเลนะ สุคติง ยันติ เราไปที่ไหนมีมิตร มีแต่คนที่รักเราก็มีความสุข สีเลนะ โภคสัมปทา ในเมื่อจิตใจคนตั้งอยู่ในระเบียบวินัย ทั้ง ๕ ประการนี้แล้ว สมเด็จพระประทีปแก้วทรงกล่าวว่า ทรัพย์สินนั้นก็ไม่จ่ายไปโดยไร้ประโยชน์ ไม่เสียไปเปล่า สิ่งที่เป็นโทษเราก็ไม่จ่าย จ่ายแต่สิ่งที่ดี จึงมีทรัพย์สมบัติบริบูรณ์ สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ในเมื่อความดีทั้ง ๕ ประการนี้ครบถ้วน จิตใจของเราสงบปราศจากศัตรู มีแต่มิตรทุกคนต่างมีความรักซึ่งกันและกัน นี่คือผลอานิสงค์ของศีลทั้งในชาติปัจจุบัน เมื่อท่านปฏิบัติในศีลก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรม

นอกจากนั้น บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านมาวันนี้ ก็ยังมีความต้องการฟังธรรม ฟังพระปริตร ซึ่งเรียกว่า “พรพระ” ที่พระสวดในตอนเช้าทั้งหมดนี้ย่อมมีประโยชน์แก่บรรดาท่านพุทธบริษัท การฟังพระปริตรก็เป็นบุญมาก เป็นการกล่าวสรรเสริญคุณความดีขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ให้จิตไปปักอยู่ตรงนั้น แสดงว่าเป็นผู้เข้าถึงพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ ถ้าจิตใจต้องการฟังธรรมด้วยความเคารพก็คือ เป็นผู้มีความเคารพในธรรม ที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า “ธัมมกาโม ภวัง โหติ” แปลเป็นใจความว่า ผู้ใคร่ธรรมเป็นผู้เจริญ หมายความว่า คำว่า “ธรรม” นี้แปลว่า ความดี ความดีทั้งหมดนี้ปรากฎมีอยู่ในโลก ทำอะไรก็ตามที ถ้าจะพูดก็ไม่เสียดสีแสลงใจคน เราจะทำอะไรก็ไม่เบียดเบียนตนและคนอื่นให้เดือดร้อน อย่างนี้ก็ได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติธรรม

สำหรับวันนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทที่ต้องการธรรมะเป็นพิเศษ ตามคำแนะนำขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ ๓ ประการคือ

(๑) ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาค ท่านนำวัตถุทานมาถวายแด่พระสงฆ์ ท่านได้กระทำแล้ว
(๒) สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล บรรดาท่านพุทธบริษัทก็ทำแล้ว
(๓) ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา คำว่า “ภาวนา” แปลว่า คิดกันด้านของความดี

เวลานี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายกำลังฟังพระธรรมเทศนาคำสอนขององค์สมเด็จพระชินศรี ก็ถือว่า เป็นคุณอันวิเศษ ฉะนั้นขอนำบุคคลตัวอย่างที่เป็นผู้ใคร่ในธรรม ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ สำหรับเรื่องของคนนี้ ที่บนธรรมาสน์เทศน์มาหลายครั้ง แต่ว่าวันนี้ก็ขอนำมาเทศน์ซ้ำทวนความจำของท่านว่า คนที่ใคร่ในธรรมจริงๆ ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปรารภถึงฆราวาสผู้หนึ่ง ซึ่งมีนามว่า “ธัมมิกอุบาสก” คำว่า “ธัมมิกอุบาสก” นี่ไม่ใช่เป็นชื่อ แต่เป็นจริยวัตรของท่าน ชื่อจริงก็ไม่รู้ว่าชื่ออะไร ตามพระบาลีไม่ได้บอก คำว่า “ธัมมิก” แปลว่า ผู้ใคร่ในธรรม ผู้ประกอบในธรรม คำว่า “อุบาสก” ก็แปลว่า ผู้ใกล้พระพุทธศาสนา มีความเคารพในพระพุทธเจ้าจริง ในพระธรรมจริง ในพระอริยสงฆ์จริง มีศีล ๕ บริสุทธิ์จริง

สำหรับท่านธัมมิกอุบาสก ในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงมีชีวิตอยู่ ท่านเกิดทันสมัยขององค์สมเด็จพระบรมครู ท่านพอใจในการฟังธรรมของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย จนกระทั่งจิตใจมีความสนใจในธรรม ต่อมาภายหลังท่านมีชีวิตแก่แล้ว เมื่ออายุแก่มากแล้วก็มีการป่วยไข้ไม่สบาย โอกาสที่จะไปฟังเทศน์จากองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาก็ไม่มี แล้วโอกาสที่จะไปฟังเทศน์จากพระอรหันต์ทั้งหลายก็หาได้ยาก ครานั้นพระสงฆ์หายาก สมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าก็อยู่เป็นหย่อมๆ พระอรหันต์ส่วนมากชอบอยู่ในถ้ำบ้าง ป่าบ้าง เขาบ้าง อยู่ในที่สงัด พระไม่เกลื่อนกล่นเหมือนเวลานี้ ต่อมาท่านธัมมิกอุบาสก คนนี้ก็ป่วยหนัก เวลานั้นกาลบังเอิญ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ในเมืองนั้นด้วย อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก วันหนึ่งท่านมีความปรารถนาที่จะฟังพระสวดมนต์ที่เรียกว่า “พระปริตร” แบบสวดมนต์เย็นที่สวดกันนั้นเรียกว่า “พระปริตร” ให้ท่านมีจิตใคร่ในธรรม ทำให้ท่านคิดว่า เราไม่มีโอกาสได้ฟังเทศน์ ทำให้อยากฟังพระปริตร ความจริงพระปริตรที่พระสวดเมื่อกี้นี้ถ้าฟังแปลเป็นภาษาไทยนี้จะดีมาก ทั้งนี้เพราะคนสมัยนั้นเป็นคนภาษาเดียวกัน เขาเป็นชาวมคธก็ฟังรู้เรื่อง จิตใจก็ชื่นใจเหมือนกับฟังเทศน์ แกจึงได้สั่งให้ลูกสาว ลูกชายไปอาราธนาองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์คือพระพุทธเจ้าขอให้มาแสดงธรรม คือสวดพระปริตร ถ้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถจะมาได้ ก็ขอพระสงฆ์คณะหนึ่งเอามาสวดพระปริตร องค์สมเด็จพระธรรมสามิสรก็ส่งพระสงฆ์มาสวดเป็นคณะไม่ทราบว่ากี่องค์ แต่ในจำนวนนั้นมีพระอานนท์เป็นหัวหน้า ต้องการฟังพระมาสวดมนต์ ไม่ต้องการฟังเทศน์ เวลาที่พระมาถึงพอดี เวลานั้น ท่านธัมมิกอุบาสก ขณะที่ก่อนจะตายท่านก็เป็นคนใคร่ในธรรม เวลาป่วยหนักเข้ามาทุกทีจิตใจก็มักอยู่ในธรรมมากขึ้น อารมณ์แห่งทิพพจักขุญาณก็ปรากฎ อันนี้เป็นของธรรมดาท่านพุทธบริษัท เพราะธรรมทำให้จิตสะอาด แต่จิตใจของบุคคลผู้ใดข้องอยู่ในธรรมจริงๆ สนใจในธรรมจริงๆ จิตของบุคคลนั้นสะอาด ในเมื่อจิตมีสภาพสะอาด จิตก็สามารถจะเป็นทิพย์ มีอารมณ์เป็นทิพย์ จิตก็สามารถเห็นภาพที่เป็นทิพย์ได้ และก็สามารถได้ยินเสียงที่เป็นทิพย์ ที่เราไม่สามารถเห็นสิ่งที่เป็นทิพย์ได้ เพราะว่าจิตของเราสกปรกจากนิวรณ์ ๕ และสกปรกจากกิเลส ถ้าหากเราสามารถระงับนิวรณ์ ๕ ได้ชั่วคราว จิตก็เป็นทิพย์ จิตสะอาด ตัดนิวรณ์ ๕ ให้ขาดไป ตัดกิเลสให้ขาดไป จิตสะอาดเป็นปกติ

สำหรับท่านธัมมิกอุบาสกก็เช่นเดียวกัน จิตนี้ใคร่อยู่ในธรรมเป็นปกติ จิตก็สะอาด เมื่อองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถส่งพระไปสวดพระปริตร หรือจะเรียกว่า สวดมนต์เย็น สวดมนต์เช้า พอไปถึงก็เป็นการพอดี พอพระขึ้น นโม ตัสสะ ภควโต สวดไปได้ไม่ทันจบบท บรรดาเทวดาทั้งหลายใน ๖ ชั้นคือ

(๑) ชั้นจตุมหาราช
(๒) ชั้นดาวดึงส์
(๓) ชั้นยามา
(๔) ชั้นดุสิต
(๕) ชั้นนิมมานรดี
(๖) ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

๖ ชั้นด้วยกัน ก็นำเอารถทิพย์พร้อมด้วยขบวนเทวดาเป็นอันมากมาเพื่อจะรับ เพราะว่ากาลเวลาที่ท่านทำมิกอุบาสกจะอยู่ในเมืองมนุษย์ไม่ได้ ถึงเวลาที่จะต้องไป การจะไปก็ไปอย่างเทวดาเชิญ อันนี้เป็นธรรมดาของบุคคลทุกคน พวกเราเวลานี้ก็เหมือนกัน เวลาไหนก็เหมือนกัน ถ้าบุคคลใดก่อนจะตาย ก็ถือว่าเป็นแขกรับเชิญ ถ้าจิตของเราตกอยู่ในด้านของความดีนึกถึงบุญกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเครื่องประจำใจ อย่างที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงสอนให้เราเจริญภาวนาเป็นสมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา นึกถึงความดีเป็นปกติ อย่างนี้ถ้าจะตาย เทวดา พรหม เขาจะมาเชิญ เขาจะแห่กันเป็นขนานใหญ่ มีความสวยสดงดงามเต็มจักรวาล แต่ว่าถ้าเราทำความชั่ว จิตเป็นบาปอกุศล เขาก็จะเชิญเหมือนกัน แต่ว่าพระยายมส่งให้เทวดาสี่ท่านเชิญมาลงนรก แต่ทว่ามาไม่มากแค่ ๔คน ถ้า ๔ คนนุ่งแดงห่มแดงล่ะก็มีหวังแน่นอน มีหวังว่าต้องลงนรกแน่นอน คนจะตายจะเห็นภาพแบบนี้ทุกคน ทว่าที่บอกไม่ได้เพราะว่าเวลานั้นประสาททางปากมันใช้ไม่ได้ เคยถามหลายคนแล้วที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีว่า เห็นอะไรไหม ก็บอกว่าเห็นทุกคน บางคนเห็นกองไฟก็บอกว่าไฟนรก บางคนเห็นเทวดาบ้าง เห็นสิ่งที่เป็นกุศลบ้าง อย่างนี้ไปสวรรค์ ดังนั้นคนควรนึกถึงสิ่งที่เป็นกุศลไว้เป็นประจำ คนประเภทนี้จะเห็นเทวดามามากมายต่างก็ชักชวนไปสวรรค์ชั้นนั้น สวรรค์ชั้นนี้ สำหรับท่านธัมมิกอุบาสก ก็เช่นเดียวกัน พอพระเริ่มสวดจิตก็เริ่มเป็นธรรมะ เป็นสมาธิ ความจริงการฟังพระสวดก็ดี การสวดมนต์เองก็ดี ฟังสวดมนต์ก็ดี ฟังเทศน์ก็ดี เวลานี้ที่จิตเป็นอุปจารสมาธิ ถ้าตั้งใจฟังด้วยความจริงใจ เมื่อจิตเป็นอุปจารสมาธิ จิตก็เป็นทิพย์พอดี เวลานั้นท่านธัมมิกอุบาสก จิตก็เป็นทิพย์ ก็มองเห็นเทวดา ต่างคนต่างก็เชิญประกาศตนว่าเป็นเทวดาชั้นนั้นชั้นนี้ ขอเชิญขึ้นรถทิพย์ของฉันไปอยู่สวรรค์ชั้นนั้นชั้นนี้ เสียงเทวดาเซ็งแซ่ จนกระทั่งไม่มีโอกาสได้ฟังพระสวดมนต์ ท่านจึงได้ยกมือห้ามว่า หยุดก่อน หยุดก่อน หยุดก่อน ห้ามเทวดาว่าหยุดก่อน แล้วยกมือ แต่คนทุกคนที่ไปเวลานั้นไม่มีใครเห็นเทวดา แม้แต่พระที่ไป สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ได้ส่งพระที่มีทิพพจักขุญาณไป เป็นพระปกติที่ไป ไม่สามารถเห็นเทวดาเหมือนกัน อย่างนี้สมเด็จพระภควันต์คงจะมีความหมายของท่าน เพราะท่านรู้ ในเมื่อท่านธัมมิกอุบาสกยกมือพร้อมทั้งร้องเสียงอันดัง หยุดก่อน หยุดก่อน หยุดก่อน บรรดาพระทั้งหลายตกใจคิดว่าท่านธัมมิกอุบาสกคงไม่สบาย ถ้าเราสวดไปเขาไม่ตั้งใจฟังก็ไม่เกิดประโยชน์ นี่พระตาไม่ดีเท่าคนจึงได้พากันหยุด แล้วมานั่งนึกว่าถ้าเขาไม่ต้องการฟัง เราก็ไม่ควรอยู่ ดังนั้นบรรดาสาวกของพระบรมครูที่ไปวันนั้นมีแต่ตาเนื้อ ไม่มีตาทิพย์ก็กลับหมด พอพระกลับหมด กว่าเทวดาจะหยุด พระก็กลับไปนานแล้ว เมื่อเทวดาหยุดส่งเสียง ก็ลืมตาขึ้นมาตั้งใจจะฟังพระสวด ก็ปรากฏว่าพระไม่มี จึงถามลูกชายลูกสาวว่าพระไปไหน ลูกตอบว่า “พ่อไม่ต้องการฟังน่ะสิ ท่านก็ไป พ่อบอกว่า หยุดก่อนๆ” ท่านพ่อก็บอกว่า “พ่อไม่ได้บอกให้พระหยุด บอกให้เทวดาหยุด เพราะว่าฟังเสียงพระสวดไม่ได้ยิน” บรรดาลูกหญิงลูกชายก็เสียใจ พ่อเคยเป็นคนดี มีความเคารพในองค์สมเด็จพระชินศรี วันนี้เพ้อไปเสียอีกแล้ว เลยหาว่าพ่อไม่ดีเสีย พ่อยืนยันว่าเป็นความจริง ขอให้ลูกนำพวงมาลัยมา เมื่อลูกสาวลูกชายนำพวงมาลัยมา ๑ พวงแล้ว จึงถามว่า สวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นคือ

(๑) ชั้นจาตุมหาราช
(๒) ชั้นดาวดึงส์
(๓) ชั้นยามา
(๔) ชั้นดุสิต
(๕) ชั้นนิมมานรดี
(๖) ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

เทวดาทั้ง ๖ ชั้นนี้ ชั้นไหนดีที่สุด บรรดาลูกหญิงลูกชายก็บอกว่าพระพุทธเจ้าทรงบอกว่า ชั้นดุสิตดีที่สุด เพราะชั้นดุสิตเข้าอยู่ยากต้องเป็นพุทธมารดา พุทธบิดา หรือว่าเป็นพระโพธิสัตว์มีบารมีเป็นปรมัตถบารมี หรือพระอริยเจ้าตั้งแต่ชั้นพระโสดาบันขึ้นไป วันนั้นเทวดามาเชิญทั้ง ๖ ชั้น แสดงว่าท่านธัมมิกอุบาสกเป็นพระอริยเจ้า ท่านยังบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นพ่อจะโยนพวกมาลัยให้คล้องในงอนรถของเทวดาชั้นดุสิต” ท่านโยนมาลัยขึ้นไปก็คล้องในงอนรถของเทวดาชั้นดุสิต แต่ลูกไม่เห็น เห็นแต่พวกมาลัยลอยขึ้นไปในอากาศเฉยๆ ท่านยังบอกว่า นั่นแหละงอนรถของเทวดาชั้นดุสิต ก็ได้วาระพอดีถึงเวลาที่ต้องไป จิตจึงเคลื่อนออกจากร่างกาย กายทิพย์ได้ไปปรากฏอยู่บนรถของเทวดา ท่านจึงได้ไปอยู่ชั้นดุสิตต่อไป
นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ความจริงเรื่องนี้ก็ได้เทศน์กันมามาก แต่ที่นำมากล่าวในที่นี้ก็เพราะว่าท่านใคร่ในธรรม การใคร่ในธรรมขอให้ใคร่กันจริงๆ ขอให้บรรดาพุทธบริษัทชายหญิงจงมีเหตุมีผล การใคร่ในธรรมนี้ ข้อแรกองค์สมเด็จพระทศพลทรงให้ข้อแรกก็คือ ศีลห้า ถ้าศีลห้าของเราไม่ทรงตัวเป็นปกติ การละเมิดศีลห้าข้อใดข้อหนึ่งเป็นปัจจัยให้เราเกิดในอบายภูมิ อบายภูมิน่ะมีสี่ คือ เป็นสัตว์นรก อสุรกาย เปรต สัตว์เดรัจฉาน ฉะนั้นการอาราธนาศีลว่า วิสุง วิสุง คือ ถือเป็นส่วน ขาดส่วนใดก็ทำให้ลงนรกได้เหมือนกัน ปาณาติบาต ถ้าเราทำลาย ปาณาติบาต ตายแล้วต้องลงนรกแน่นอน จากนรกก็เป็นเปรต เป็นอสุรกาย แล้วก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน พอเกิดเป็นคนก็ไม่สมบูรณ์แบบ ป่วยไข้ร่างกายไม่สบายด้วยประการทั้งปวง อาการไม่ดี ทางร่างกายนี้เป็นเศษกรรมของโทษ ปาณาติบาตในอดีตชาติ
อทินนาทาน ถ้าละเมิดเมื่อไร ตายแล้วก็ลงนรกไล่มา พอเกิดเป็นมนุษย์เข้า ทรัพย์สมบัติก็สลายไป

(๑) จากไฟไหม้
(๒) ถูกโจรปล้นหรือโจรลัก
(๓) น้ำท่วม
(๔) ลมพัด

สมบัติก็สูญหายไปเพราะโทษอทินนาทานที่เราทำไว้
ข้อที่ ๓ คนในปกครองว่าไม่ได้ ไม่เชื่อฟัง ก็เพราะว่าเป็นโทษของ กาเมสุมิจฉาจาร ก็ต้องไล่มาจากนรก เปรต อสุรกายสัตว์เดรัจฉานเหมือนกัน ถ้าเกิดเป็นคน คนในปกครองของเรานั้นว่าไม่ได้ ดื้อด้านด้วยประการทั้งปวง
ข้อที่ ๔ การละเมิด มุสาวาท ไล่เบี้ยมาจากนรกอีกเหมือนกัน พอเกิดเป็นคนแล้ว องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถทรงกล่าวว่า ถึงแม้วาจาที่เราจะพูดจริง ก็ไม่มีใครเขาอยากจะเชื่อ นี่เป็นโทษของการมุสาวาทในชาติอดีต
ข้อที่ ๕ การดื่มสุราเมรัย ก็ไปตั้งต้นมาจากนรกเหมือนกัน พอเกิดเป็นคน ก็เป็นคนโรคเส้นประสาทบ้าง เป็นคนบ้าใบ้บ้าง นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ธรรมอันดับแรกที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานคือ ศีลห้า ถ้าท่านทั้งหลายทรงศีลห้าไว้ไม่ได้ ธรรมอย่างอื่นก็ทรงตัวอยู่กับท่านไม่ได้เหมือนกัน เพราะท่านเป็นคนใจร้าย คำว่า “ใจร้าย” หมายความว่า ใจที่ปราศจากเมตตาปราณี อย่างนี้ความดีทุกอย่างมีไม่ได้ ดังนั้นบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายที่ประกาศตนว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แล้วต่อไปพระก็บอกว่า ถ้าท่านต้องการเป็นที่พึ่งก็คือ ปาณาติบาต เวรมณี จงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ พระพฤติผิดในกาม การพูดมุสาวาท ดื่มสุราเมรัย ถ้าทุกคนปฏิบัติได้อย่างนี้จะมีความสุข คือ สีเลนะ สุคติง ยันติ สีเลนะ โภคสัมปทา มีโภคสมบัติสมบูรณ์ ไม่ฝือเคืองโภคสมบัติ จิตใจสุขสงบไม่วุ่นวาย ได้แก่ สีเลนะ นิพพุติง ยันติ นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า เวลามันหมด หากว่าท่านตั้งใจต้องการให้องค์สมเด็จพระบรมสุคตเป็นที่พึ่งจริงๆ ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง จงทำข้อแรกให้ได้คือ ศีลห้าประการ เทศน์มาก็ได้เวลา ๓๐ นาทีพอดี ขอยุติพระธรรมเทศนาไว้เพียงเท่านี้ ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนานี้ อาตมาภาพขอตั้งสัตยาธิษฐานอ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะ ทั้ง ๓ ประการ ขอจงอภิบาลพุทธบริษัททุกท่าน ให้มีความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล และจงเจริญด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ หากท่านมีความประสงค์สิ่งใดขอให้ได้สมความปรารถนาจงทุกประการ อาตมารับประทานวิสัชนามาในธัมมิกกถาขอยุติประธรรมเทศนาลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้.

 99 
 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 08:33:20 am 
เริ่มโดย อ.สมฤกษ์ - กระทู้ล่าสุด โดย อ.สมฤกษ์


ประมาณปี พ.ศ. 2487 ขณะนั้น ขบวนการเสรีไทยกำลังโด่งดังมาก บ้านหนองผือเป็นอีกแห่งหนึ่งที่ขบวนการเสรีไทยเข้าไปตั้งค่ายฝึกอบรมครูและชาวบ้านเพื่อเป็นกองกำลังต่อสู้ขับไล่ทหารญี่ปุ่น

คุณครูหนูไทย สุพลวานิช เป็นอีกผู้หนึ่งที่ถูกเกณฑ์เข้าฝึกอบรมในค่ายนี้ เมื่อว่างจากการฝึก มีเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นว่า "ท่านพระอาจารย์ใหญ่วัดป่าบ้านหนองผือ (หมายถึงท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต) ทราบว่าท่านเป็นพระดีองค์หนึ่ง พวกเราน่าจะลองไปขอของดีจากท่านดูบ้าง ท่านคงจะให้พวกเรา"

วันต่อมา คุณครูหนูไทยหาแผ่นทองมาได้แผ่นหนึ่ง ตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แล้วให้โยมผู้เฒ่าทายกวัดที่เป็นญาตินำไปถวายท่านพระอาจารย์มั่น

เพื่อให้ท่านทำหลอดยันต์ให้ โยมผู้ที่นำแผ่นทองนั้นไม่กล้าเข้าไปหาท่านพระอาจารย์มั่นโดยตรง จึงให้พระอุปัฏฐากเข้าไปลองถามท่านดูก่อน ท่านพระอาจารย์มั่นได้พูดตอบพระอุปัฏฐากว่า "เขาอยากได้ กะเฮ็ดให้เขาสั้นตั๊ว (หมายความว่า เขาต้องการก็ทำให้เขาได้ จะเป็นไรไป)

เมื่อพระอุปัฏฐากเข้าใจแล้ว จึงบอกให้โยมเอาแผ่นทองมาให้ท่าน รออยู่ประมาณสามวัน พระอุปัฏฐากท่านก็นำหลอดยันต์นั้นมาให้โยม แล้วโยมผู้เฒ่านั้นจึงนำมาให้คุณครูหนูไทยอีกทีหนึ่ง คุณครูหนูไทยเมื่อได้ของดีแล้วก็ดีใจเป็นอย่างมาก เก็บรักษาด้วยความทะนุถนอม และนำติดตัวไปทุกสถานที่

วันหนึ่ง ว่างจากการฝึกอบรม คุณครูหนูไทยได้เดินเที่ยวเล่นไปด้านหลังสนาม เผอิญเหลือบไปเห็นเพื่อนสามสี่คนกำลังทดลองยิง "เขี้ยวหมูตัน" ด้วยอาวุธปืน ปรากฏว่า "เขี้ยวหมูตัน" ที่ถือว่าเป็นของขลังศักดิ์สิทธิ์นั้นแตกกระจายไปคนละทิศละทาง

เพื่อนคนที่เป็นเจ้าของเขี้ยวหมูตันนั้นถึงกับหน้าถอดสี ส่วนเพื่อนที่เป็นคนยิงคงจะย่ามใจ หันมาถามคุณครูหนูไทยที่เดินเข้ามาสมทบทีหลังว่า "มีของดีอะไรมาลองบ้าง"

ด้วยความซื่อและความเป็นเพื่อน คุณครูหนูไทยจึงตอบไปว่า "มีอยู่" เท่านั้นแหละ เพื่อนคนนั้นก็เอามือล้วงกระเป๋าเสื้อของคุณครูหนูไทย หยิบตะกรุดยันต์ที่ท่านพระอาจารย์มั่นทำให้ ติดมือขึ้นมา คุณครูหนูไทยจะวอนขออย่างไร เขาก็ไม่ยอมคืนให้

ในที่สุด เขาก็นำตะกรุดยันต์ไปวางในที่ระยะห่างประมาณสัก 3-4 วา แล้วยกปืนขึ้นเล็งไปที่ตะกรุดยันต์นั้น สักครู่ได้ยินเสียงดัง "แชะ แชะ" ไม่ระเบิด ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างตกตะลึง ครั้งที่สาม เขาลองหันปลายกระบอกปืนขึ้นบนฟ้าแล้วกดไกอีกครั้ง ปรากฏว่าเสียงปืนดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ส่วนคุณครูหนูไทยรู้สึกตัว ใช้จังหวะนั้นวิ่งเข้าไปหยิบตะกรุดยันต์คืนมาอย่างรวดเร็ว

ต่อมา บางคนที่ได้ทราบข่าวนี้ก็พากันไปขอของดีจากท่านพระอาจารย์มั่นที่วัด ส่วนมากจะได้เป็นแผ่นผ้าลงอักขระคาถาตัวยันต์ สำหรับตะกรุดแผ่นทองนั้นไม่ค่อยมี เพราะแผ่นทองสมัยนั้นหายากมาก ต่อมาไม่นาน ท่านพระอาจารย์มั่นคงเห็นว่ามากไปจนเกินเลย จึงบอกให้เลิก

ท่านบอกว่า สงครามเขาจะสงบแล้ว ไม่ต้องเอาก็ได้ พวกตะกรุดยันต์ ผ้ายันต์เหล่านั้น เป็นของภายนอก สู้เอาคาถาบทนี้ไปบริกรรมแนบกับใจไม่ได้ ให้บริกรรมทุกเช้าค่ำจนขึ้นใจ แล้วจะปลอดภัย อันตรายต่าง ๆ จะไม่มากล้ำกรายตัวเราได้เลย คาถาบทนั้นว่าดังนี้

"นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา"

ตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านหนองผือก็ไม่กล้าไปขอของดีจากท่านอีก และเป็นความจริงตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นพูด ไม่ถึงเจ็ดวัน ก็ได้ทราบข่าวว่า เครื่องบินทหารอเมริกันไปทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิม่าและเมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ย่อยยับจนในที่สุด ประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม และสงครามโลกก็สงบจบสิ้นลง

----------------------------------------------------------------------------------------------

สีเลนะ สุคติง ยันติ : การรักษาศีลเป็นปัจจัยให้มีความสุข สุขทั้งชาตินี้ สุขทั้งชาติหน้า
สีเลนะ โภคะสัมปะทา : ถ้ามีศีลชาตินี้ทรัพย์สมบัติก็ไม่ฝืดเคือง ชาติหน้าก็มีทรัพย์สมบัติมาก
สิเลนะ นิพพุติง  ยันติ : ศีลเป็นปัจจัยให้เข้าถึงนิพพานได้โดยง่าย 
ตัสสมา สีลัง วิโสธะเย : ศีล จึงเป็นสิ่งที่วิเศษนักที่เธอทั้งหลายพึงยึดถือเป็นหลัก ประจำชีวิต ประจำจิตใจ ปฏิบัติ ให้ได้ ดังนี้ แล



 100 
 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 11:58:26 am 
เริ่มโดย อ.สมฤกษ์ - กระทู้ล่าสุด โดย อ.สมฤกษ์


- คนเกิดปีกุน (ปีหมู) เป็น ปีชง 2556 เป็นปีปะทะ ปีชง 100%

คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ คนที่เกิด ปี2490(อายุ 66ปี) ปี2514(อายุ 42ปี) ปี2550(อายุ 6ปี)

- คนเกิดปีมะเส็ง (ปีงูเล็ก) เป็น ปีชง 2556 เป็นปีทับไท้ส่วย และเป็น คัก กับปีมะเส็ง

คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ คนที่เกิด ปี2472(อายุ 84ปี) ปี2532(อายุ 24ปี)

- คนเกิดปีขาล (ปีเสือ) ปีชง 2556 ปีร่วมชงไท้ส่วย เป็นปี เฮ้ง หรือปีเบียดเบียน และเป็นปี ไห่ คือปีให้ร้าย กับปีมะเส็ง

คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ คนที่เกิด ปี2481(อายุ 75ปี) ปี2505(อายุ 51ปี) ปี2541(อายุ 15ปี)

- คนเกิดปีวอก (ปีลิง) เป็น ปีชง 2556 ปีร่วมชงไท้ส่วย เป็นปี ผั่ว หรือ ปีแตกแยก

คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ คนที่เกิด ปี2463(อายุ 93ปี) ปี2523(อายุ 33ปี)


ดวงในปี 2556 นี้เป็นปีมะเส็ง หรือ มะเส็งเล่นน้ำ องค์ไท้ส่วยที่รับหน้าที่เฝ้าดูแลในปีพ.ศ. 2556 นี้ ปีมะเส็ง ตามปีใน 12 นักษัตร มีพระนามว่าขุนพลฉื่อตัวไต่เจียงกุง (สีตันต้าเจียงจวิน) เทพคุ้มครองดวงชาตาประจำปี พ.ศ. 2496, 2556, 2616 ตามความเชื่อโบราณเชื่อว่า พระองค์สามารถบันดาลสุขหรือทุกข์ให้เกิดกับใครคนใดก็ได้ทั้งนั้น และผู้ที่เกิดในปีชงควรไปกราบไหว้บูชาหรือทำการแก้เคล็ด เพราะถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการดำรงชีวิตและเพื่อให้รอดพ้นจากอิทธิพลร้ายในช่วงปี 2556 คือ ผู้ที่เกิดปีกุน ปีมะเส็ง ปีขาล และ ปีวอก ค่ะ

http://bit.ly/TENGkR

หน้า: 1 ... 8 9 [10]
Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Cennet By Burak
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!